กำลังโหลด...
กำลังโหลด...

23/4/2568 • โดย Homeday
การโอนบ้านและที่ดินใหู้กเป็นอีกหนึ่งการวางแผนที่พ่อแม่หลายครอบครัวคิดไว้ในใจ เพื่อมอบสินทรัพย์มีค่าให้กับบุตรหลาน อีกทั้งยังเป็นการวางแผนภาษีและสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวในระยะยาว ในปี 2568 นี้ การโอนทรัพย์สินยังคงมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น บทความนี้จะนำเสนอขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการโอนบ้านและที่ดินให้ลูก เพื่อให้คุณสามารถเตรียมตัวได้อย่างครบถ้วนและมั่นใจ ทำไมการโอนบ้านให้ลูกจึงแตกต่างจากการรับมรดก? การโอนบ้านหรือที่ดินให้ลูกในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่มีความแตกต่างจากการยกทรัพย์สินให้เป็นมรดกอย่างชัดเจน กล่าวคือ การโอนทรัพย์สินหมายถึงการที่ผู้ให้มีเจตนายกทรัพย์สินให้กับผู้รับในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่มรดกจะเกิดขึ้นหลังจากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตไปแล้ว ประเด็นสำคัญอีกประการคือ ผู้ให้สามารถยกบ้านและที่ดิน หรือสิ่งอื่นๆ ให้กับผู้รับโดยไม่จำเป็นต้องมีค่าตอบแทนใดๆ การโอนบ้านให้ลูกในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่มีประโยชน์หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการลดภาระภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินประเภทต่างๆ หรือเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์ ที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ยกเว้นภาษี จำเป็นต้องเสียภาษีตามมูลค่าของทรัพย์สินในอัตราที่กำหนด การโอนบ้านและที่ดินให้บุตรจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระจายการครอบครองสินทรัพย์และช่วยลดภาระภาษีได้ นอกจากนี้ การโอนทรัพย์สินยังช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องมรดกในอนาคต รวมถึงทำให้พ่อแม่ได้เห็นลูกหลานได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มอบให้ ซึ่งสร้างความอุ่นใจได้เป็นอย่างดี เอกสารใดบ้างที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนบ้านให้ลูก? การเตรียมเอกสารเพื่อโอนบ้านหรือที่ดินให้ลูกนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 5 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้ไปดำเนินการในวันโอน ดังนี้ 1. กรณีพ่อและแม่มาโอนพร้อมกัน เมื่อทั้งพ่อและแม่จะมาโอนที่ดินให้ลูกพร้อมกัน เอกสารที่ต้องเตรียมประกอบด้วย: โฉนดที่ดินตัวจริง บัตรประชาชนของพ่อและแม่ พร้อมสำเนา ทะเบียนบ้านของพ่อและแม่ [...]

23/4/2568 • โดย Homeday
ภาษีมรดกเป็นหนึ่งในภาษีที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยมากนัก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนทางการเงินและการส่งต่อทรัพย์สินให้แก่ทายาท โดยในประเทศไทยได้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดให้ผู้ที่ได้รับมรดกที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปต้องเสียภาษีในอัตรา 5% หรือ 10% ตามประเภทของความสัมพันธ์ บทความนี้จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมรดกอย่างละเอียด ทั้งนิยาม ผู้ที่ต้องเสีย ประเภททรัพย์สินที่เข้าข่าย วิธีการคำนวณ และเทคนิคการวางแผนเพื่อประโยชน์สูงสุดของทายาท ภาษีมรดกคืออะไร? และทำไมรัฐถึงต้องจัดเก็บ? ภาษีมรดก หรือ Inheritance Tax คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้รับมรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นทายาททางสายเลือดหรือบุคคลอื่นที่ได้รับการระบุในพินัยกรรม โดยตามกฎหมายไทยจะเรียกเก็บเฉพาะกรณีที่ได้รับมรดกมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และเป็นการเก็บภาษีจากผู้รับมรดก ไม่ใช่จากกองมรดกหรือเจ้ามรดกผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ มีการออกแบบมาเพื่อกระจายความมั่งคั่งในสังคมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการสร้างรายได้ให้กับรัฐ ภาษีมรดกมีหลักการพื้นฐานว่า ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินมูลค่าสูงโดยไม่ต้องลงแรงเอง ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศผ่านการจ่ายภาษี ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับระบบภาษีอากรทั่วโลกที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมทางสังคม โดยการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทยเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก? กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร? การพิจารณาว่าใครต้องเสียภาษีมรดกนั้น มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนตามกฎหมาย โดยครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนี้: บุคคลธรรมดา บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียภาษีมรดกประกอบด้วย 3 [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การขายฝากที่ดินเป็นการทำสัญญาซื้อขายโฉนดที่ดินรูปแบบพิเศษ ที่ผู้ขายฝากสามารถไถ่ถอนคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกระบวนการทำงานคือ ผู้ขายฝากโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้รับซื้อฝากเพื่อแลกกับเงินก้อน และผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินคืนได้ภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 1 ปี และไม่เกิน 10 ปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์ การขายฝากที่ดินเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังต้องการใช้เงินด่วนแต่ไม่อยากเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปอย่างถาวร เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้ว ผู้รับซื้อฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินทันที แต่ผู้ขายฝากยังมีสิทธิไถ่ถอนคืนได้ตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม หากผู้ขายฝากไม่สามารถไถ่ถอนที่ดินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด ที่ดินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากโดยสมบูรณ์ ข้อดีของการขายฝากที่ดินที่ควรพิจารณา การขายฝากที่ดินมีข้อดีหลายประการที่อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมูลค่าที่ดินของตน ข้อดีที่สำคัญมีดังนี้ ได้รับเงินอย่างรวดเร็ว การขายฝากที่ดินช่วยให้ผู้ขายฝากได้รับเงินอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 1-7 วันเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการขายขาดที่อาจต้องรอหาผู้ซื้อที่เหมาะสม ทำให้เป็นแหล่งเงินทุนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพเมื่อต้องการใช้เงินเร่งด่วน สามารถไถ่ถอนเรียกคืนกรรมสิทธิ์ได้ ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการขายฝากที่ดินคือ ผู้ขายฝากยังมีโอกาสได้รับที่ดินคืนเมื่อนำเงินมาไถ่ถอนภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ไม่ต้องสูญเสียที่ดินไปอย่างถาวร หากสามารถหาเงินมาชำระคืนได้ในอนาคต ได้วงเงินสูงกว่าการจำนอง การขายฝากที่ดินมักได้รับวงเงินประมาณ 40-70% ของราคาตลาด ซึ่งสูงกว่าการจำนองที่โดยทั่วไปได้รับเพียง 20-30% ของราคาตลาดเท่านั้น ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเงินในจำนวนที่มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน การขายฝากที่ดินไม่จำเป็นต้องมีคนค้ำประกัน และไม่มีการตรวจสอบประวัติทางการเงินของผู้ขายฝาก ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่อาจมีประวัติทางการเงินไม่ดีนัก หรือไม่สามารถหาผู้ค้ำประกันได้ ยังใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ผู้ขายฝากยังสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามปกติจนกว่าจะถึงกำหนดไถ่ถอน ต่างจากการขายขาดที่ต้องสูญเสียสิทธิการใช้ประโยชน์ทันที ทำให้ยังคงอาศัยหรือทำประโยชน์บนที่ดินนั้นได้ ข้อควรระวังและข้อเสียของการขายฝากที่ดิน แม้การขายฝากที่ดินจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อเสียที่ผู้ขายฝากควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้ [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การซื้อบ้านไม่ได้จบเพียงแค่การจ่ายเงินค่าบ้านเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายสำคัญที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกด้วย หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าค่าโอนบ้านนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และใครเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนใด บทความนี้จะพาทุกคนเจาะลึกเรื่องค่าธรรมเนียมโอนบ้าน วิธีคำนวณแบบง่ายๆ พร้อมเผยเคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ค่าโอนบ้านคืออะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง? ค่าโอนบ้าน คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ สำนักงานที่ดินในวันที่โอนกรรมสิทธิ์บ้านจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ โดยไม่ได้มีเพียงแค่ค่าธรรมเนียมการโอนเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหลายรายการ ซึ่งคนที่กำลังมองหาบ้านควรทำความเข้าใจเพื่อเตรียมเงินให้พร้อม ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้านประกอบด้วย 5 รายการหลักๆ ได้แก่: ค่าธรรมเนียมการโอน: คิดในอัตรา 2% ของราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นการคิดจากราคาประเมินที่กรมธนารักษ์กำหนด ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ: คิดในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า) โดยจะต้องเสียค่าภาษีนี้เมื่อขายบ้านภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ได้มา ค่าอากรแสตมป์: คิดในอัตรา 0.5% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า) แต่หากเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เป็นภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย โดยคิดตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งจะเป็นแบบอัตราก้าวหน้าหรือแบบขั้นบันได และขึ้นอยู่กับวิธีการที่ได้มาและระยะเวลาที่ถือครอง ค่าจดจำนอง: คิดในอัตรา 1% ของวงเงินกู้ทั้งหมด หากเป็นการซื้อขายด้วยเงินสด ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การผ่อนบ้านจนครบถ้วนหรือชำระหนี้จนหมดเป็นความสำเร็จที่น่ายินดี แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่ายังมีขั้นตอนสำคัญตามมาคือการ “ไถ่ถอนจำนอง” ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้กรรมสิทธิ์ในบ้านกลับมาเป็นของเราอย่างสมบูรณ์ บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนการไถ่ถอนจำนอง เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ไถ่ถอนจำนองคืออะไร? ทำไมต้องดำเนินการ? ไถ่ถอนจำนองคือกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ได้ผ่อนชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว จึงต้องดำเนินการไถ่ถอนเพื่อให้การจำนองสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เมื่อเราทำสัญญากู้ซื้อบ้าน ทางธนาคารจะให้เราจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นหลักประกัน โดยเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะจดบันทึกไว้ด้านหลังโฉนดในส่วนของสารบัญจดทะเบียนว่าใครเป็นผู้จำนอง และใครเป็นผู้รับจำนอง เมื่อเราผ่อนหมดแล้ว จำเป็นต้องไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่กรมที่ดิน เพื่อแก้ไขเอกสารสิทธิและระบุว่าไม่มีการจำนองหรือปลอดจำนองแล้ว มีวิธีไถ่ถอนจำนองกี่แบบ? ต่างกันอย่างไร? การไถ่ถอนจำนองสามารถทำได้ 2 วิธี โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดแตกต่างกัน: วิธีที่ 1: ผู้จำนองและผู้รับจำนองไปดำเนินการพร้อมกัน วิธีนี้คือการที่ทั้งผู้จำนอง (เจ้าของบ้าน) และผู้รับจำนอง (ธนาคาร) ไปที่สำนักงานที่ดินพร้อมกัน เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ซึ่งจะเป็นการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการไถ่ถอนจำนอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว จะทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองในที่ดินแปลงนั้น วิธีที่ 2: ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนไปดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว อีกวิธีหนึ่งคือ ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนเพียงฝ่ายเดียวสามารถไปที่สำนักงานที่ดิน โดยนำหลักฐานที่ผู้รับจำนองได้ทำเป็นหนังสือหลังสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนอง ระบุว่าได้มีการไถ่ถอนจากจำนองแล้ว และมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไปยื่นขอจดทะเบียนไถ่ถอนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดิน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับการไถ่ถอนจำนอง? เพื่อให้การไถ่ถอนจำนองเป็นไปอย่างราบรื่น คุณจำเป็นต้องเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ ให้ครบถ้วน ดังนี้: หลักฐานสัญญาจำนองที่ทำเป็นหนังสือระหว่างผู้จำนองและผู้รับจำนอง ที่มีการสลักหลังสัญญาให้ไถ่ถอนจำนองได้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระสินไถ่เรียบร้อยแล้ว [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การผ่อนบ้านให้หมดเร็วถือเป็นเป้าหมายของคนที่กำลังมีภาระผ่อนบ้าน เพราะนั่นหมายถึงภาระหนี้สินที่ลดลงและการได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มตัวเร็วขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการภาระหนี้สิน บทความนี้จะแนะนำ 6 เทคนิคโปะบ้านที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อให้คุณสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตนเอง หลักการสำคัญในการผ่อนบ้านให้หมดเร็ว หลักการง่ายๆ ในการผ่อนบ้านให้หมดเร็วคือการชำระหนี้ให้มากกว่าจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในแต่ละงวด เพื่อให้มีเงินไปหักชำระเงินต้นมากขึ้น ลดจำนวนเงินที่ต้องเสียเป็นดอกเบี้ย โดยเมื่อดอกเบี้ยลดลง ยอดเงินต้นก็จะลดลงเร็วขึ้น ทำให้หมดหนี้ได้เร็วกว่ากำหนด วิธีการโปะบ้านนั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและฐานะทางการเงินของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายเงินเพื่อชำระเกินในแต่ละงวด หรือการชำระเกินด้วยเงินก้อนใหญ่เพียงปีละครั้ง ก็ล้วนช่วยลดระยะเวลาในการผ่อนบ้านได้ทั้งสิ้น เทคนิคที่ 1: ผ่อนเกินค่างวดทุกๆ งวด การผ่อนชำระเกินกว่าค่างวดที่กำหนดในทุกๆ เดือนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากค่างวดที่เราจ่ายให้ธนาคารในแต่ละเดือนประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ย โดยในช่วงแรกของการผ่อน เงินส่วนใหญ่มักจะไปอยู่ที่ดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น ดังนั้น หากเราจ่ายเกินกว่าที่ธนาคารกำหนด จำนวนเงินส่วนที่เกินนั้นจะถูกนำไปตัดเงินต้นโดยตรง ส่งผลให้ฐานในการคิดดอกเบี้ยครั้งต่อไปลดลง ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปลดลงด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณมีค่างวดบ้านเดือนละ 15,000 บาท แต่สามารถจ่ายได้ 17,000 บาททุกเดือน เงินส่วนเกิน 2,000 บาทนั้นจะไปตัดเงินต้นโดยตรง ทำให้ยอดหนี้ลดลงเร็วขึ้น และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปก็จะลดลงตามไปด้วย เทคนิคที่ 2: ใช้เงินก้อนในการโปะบ้าน การนำเงินก้อนมาโปะบ้านเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะสามารถลดยอดเงินต้นได้ทันที ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับมนุษย์เงินเดือน [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นหน้าที่ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคน ในปี 2568 มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการและขยายเวลาการชำระภาษี ผู้เป็นเจ้าของบ้าน คอนโด ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดการคำนวณภาษี อัตราการจัดเก็บ และวิธีชำระภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับและดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืออะไร และเริ่มใช้เมื่อไหร่? ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า “ภาษีที่ดิน” เป็นภาษีที่จัดเก็บเป็นรายปีตามมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 และเริ่มจัดเก็บภาษีครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นมา โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้จัดเก็บภาษี ภาษีนี้เข้ามาแทนที่ภาษีโรงเรือนและที่ดิน รวมถึงภาษีบำรุงท้องถิ่นแบบเดิม เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการคำนวณภาษีจะใช้มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นฐานในการคิดคำนวณ แบ่งเป็น 3 รายการคือ ที่ดิน – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้าง สิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด โดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจะประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์และอัตราภาษีที่เรียกเก็บในแต่ละปี ซึ่งราคาประเมินทุนทรัพย์นี้จะเป็นราคาเดียวกันกับราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดิน ประเภทของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำแนกอย่างไร? ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ได้แก่: 1. ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
ในยุคที่การออมเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมายทางการเงินในอนาคต การลงทุนกลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการวางแผนระยะยาว ปี 2025 เป็นปีที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายในการลงทุน บทความนี้จะแนะนำ 7 ประเภทการลงทุนที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การลงทุนระยะสั้นและระยะยาวต่างกันอย่างไร? การลงทุนสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักคือ การลงทุนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของระยะเวลา ผลตอบแทน และความเสี่ยง การลงทุนระยะสั้นมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนในช่วงเวลาไม่เกิน 3 เดือนถึง 3 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องและอาจต้องการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ ตัวอย่างการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ตราสารหนี้ระยะสั้น หุ้นกู้ระยะสั้น การซื้อขายหุ้นแบบรายวัน การซื้อขายใบจองอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในค่าเงินหรือค่าเงินดิจิทัล ส่วนการลงทุนระยะยาว คือการวางแผนลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและบรรลุเป้าหมายในระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป หรือบางกรณีอาจนานถึง 5-10 ปี หรือมากกว่านั้น การลงทุนแบบนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการสะสมความมั่งคั่ง เช่น การเตรียมเงินเพื่อเกษียณ หรือการสะสมทรัพย์สินขนาดใหญ่ ตัวอย่างการลงทุนระยะยาว ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ อสังหาริมทรัพย์ และของมีค่า เช่น ทองคำ ตราสารหนี้และพันธบัตร: ทางเลือกที่มั่นคงสำหรับนักลงทุนมือใหม่? ตราสารหนี้และพันธบัตรเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัยของเงินต้น [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การกู้ซื้อบ้านเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ต้องอาศัยการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการเลือกอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่เหมาะสม เพราะดอกเบี้ยคือต้นทุนสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในระยะยาว บทความนี้จะอธิบายประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน วิธีการคำนวณ อัปเดตอัตราดอกเบี้ยล่าสุดปี 2568 และเคล็ดลับการเลือกสินเชื่อบ้านให้ได้ดอกเบี้ยที่คุ้มค่าที่สุด ประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านมีอะไรบ้าง? สินเชื่อบ้านคือเงินกู้ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินปล่อยให้กับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรือที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้ 1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan) อัตราดอกเบี้ยคงที่คือดอกเบี้ยที่กำหนดให้คงที่ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง อาจเป็น 3 ปี 5 ปี หรือตลอดอายุสัญญา ทำให้ผู้กู้ผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน สามารถวางแผนการเงินได้แน่นอน โดยสามารถแบ่งย่อยได้เป็น: ดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา – คงที่ตลอดระยะเวลาผ่อน เช่น ดอกเบี้ย 5% ตลอด 20 ปี ดอกเบี้ยคงที่เฉพาะช่วงแรก – คงที่ในช่วง 1-5 ปีแรก แล้วปรับเป็นลอยตัว ดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันได – คงที่เป็นช่วง เช่น ปีแรก 2.5%, ปีที่สอง [...]

21/4/2568 • โดย Homeday
หากคุณกำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือสถานะเครดิตบูโรของคุณ เพราะนี่คือปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครดิตบูโร ตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญ วิธีตรวจสอบ ไปจนถึงเคล็ดลับในการรักษาและแก้ไขสถานะให้กลับมาปกติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อบ้านของคุณ เครดิตบูโรคืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อการขอสินเชื่อบ้าน? เครดิตบูโร (Credit Bureau) คือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจำกัด ซึ่งเป็นสถาบันที่มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ทุกประเภทของบุคคล ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์และกำหนดเป็นสถานะเครดิตบูโร ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตและภาระหนี้สินในปัจจุบันของแต่ละบุคคล เมื่อคุณยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน คอนโด รถยนต์ หรือแม้แต่การสมัครบัตรเครดิต สถาบันการเงินจะตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรของคุณเพื่อประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ หากคุณมีประวัติการชำระเงินที่ดี มีวินัยทางการเงิน ก็จะเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น โดยทั่วไปข้อมูลเครดิตจะถูกเก็บรักษาไว้ในระบบเครดิตบูโรเป็นระยะเวลา 3 ปี นับจากวันที่ปิดบัญชีสินเชื่อหรือชำระหนี้เสร็จสิ้น และจะถูกลบออกจากฐานข้อมูลโดยอัตโนมัติเมื่อครบกำหนด นั่นหมายความว่า แม้คุณจะเคยมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีในอดีต แต่หลังจากปิดบัญชีและผ่านไป 3 ปี ประวัติที่ไม่ดีนั้นก็จะหายไปจากระบบ ตัวเลขสถานะบูโรหมายถึงอะไร? แต่ละเลขมีความสำคัญอย่างไร? เมื่อคุณตรวจสอบเครดิตบูโร คุณจะพบตัวเลขที่ระบุสถานะของบัญชีสินเชื่อแต่ละรายการ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้มีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้: 10 หรือ 010: สถานะปกติ ไม่มีหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน (สถานะที่ดีที่สุด) 11 หรือ [...]

21/4/2568 • โดย Homeday
การมีบ้านเป็นของตัวเองถือเป็นความฝันของคนจำนวนมาก ทว่าคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะผ่อนบ้านได้?” เพราะการซื้อบ้านเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะด้านการเงิน บทความนี้จะแนะนำวิธีคำนวณความสามารถในการผ่อนบ้าน ปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อ รวมถึงการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกู้ เพื่อให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายและได้ที่อยู่อาศัยในฝันอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาในการให้สินเชื่อบ้าน ก่อนจะเข้าใจว่าเงินเดือนเท่าไหร่จึงเหมาะกับการผ่อนบ้าน ควรทำความเข้าใจปัจจัยที่ธนาคารใช้ประเมินความสามารถในการกู้ของคุณก่อน การให้สินเชื่อบ้านของธนาคารไม่ได้พิจารณาเพียงแค่รายได้เท่านั้น แต่มีหลายปัจจัยประกอบกัน ดังนี้ รายรับของผู้กู้ รายรับเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่ธนาคารพิจารณา โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดอัตราผ่อนรายเดือนไว้ที่ประมาณ 40% ของรายรับในแต่ละเดือน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน คุณจะสามารถผ่อนได้สูงสุดประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน สำหรับรายรับที่ธนาคารนำมาคำนวณนั้นรวมถึงเงินเดือนประจำ รายได้พิเศษที่สม่ำเสมอ และโบนัสประจำปี แต่สำหรับรายได้ที่ไม่แน่นอน ธนาคารอาจคิดเป็นเพียงบางส่วนหรือพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ รายจ่ายและภาระหนี้สินที่มีอยู่ ธนาคารจะตรวจสอบรายจ่ายและหนี้สินทั้งหมดของคุณ เพื่อประเมินว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คุณจะมีเงินเหลือพอสำหรับการผ่อนบ้านหรือไม่ โดยทั่วไป หลักการคิดจะเป็นดังนี้: เงินเดือน – หนี้สินปัจจุบัน = เงินคงเหลือจากนั้นในเงินคงเหลือ จะประเมินว่า 40% ของจำนวนนี้คือความสามารถในการผ่อนสูงสุด ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นพนักงานใหม่ มีเงินเดือน 20,000 บาท และมีหนี้สินอยู่ 5,000 บาทต่อเดือน เงินคงเหลือของคุณคือ [...]

17/4/2568 • โดย Homeday
สำหรับคนที่ฝันอยากเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนตัดสินใจซื้อคือเรื่องของเงินดาวน์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย การวางแผนทางการเงินสำหรับเงินดาวน์ที่ดีจะช่วยให้การซื้อคอนโดเป็นไปอย่างราบรื่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น บทความนี้จะแนะนำทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเงินดาวน์คอนโด ตั้งแต่ความหมาย วิธีการจ่าย ขั้นตอนต่างๆ รวมไปถึงเคล็ดลับในการบริหารจัดการเงินดาวน์อย่างมีประสิทธิภาพ เงินดาวน์คอนโดคืออะไร? ทำไมต้องวางเงินดาวน์ก่อนซื้อ เงินดาวน์คอนโด คือ เงินก้อนที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นหลักประกันในการจองห้องชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงการ Pre-sale หรือโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เงินดาวน์นี้จะถูกนำไปหักจากราคาห้องที่จองไว้ ทำให้วงเงินกู้ลดลงและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น การวางเงินดาวน์คอนโดมีความสำคัญเพราะเป็นการแสดงเจตนาและความจริงจังในการซื้อ อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการลดภาระในการผ่อนชำระในระยะยาว เนื่องจากเงินกู้ที่น้อยลงย่อมส่งผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายน้อยลงด้วย นอกจากนี้ การวางเงินดาวน์ยังช่วยให้ผู้ซื้อสามารถทำสัญญาและโอนย้ายเพื่อเข้ามาอยู่ได้ทันทีเมื่อคอนโดสร้างเสร็จ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเงินดาวน์คอนโดต้องจ่ายให้กับธนาคารเหมือนการผ่อนคอนโดทั่วไป แต่ความจริงแล้วการผ่อนคอนโดกับการผ่อนดาวน์คอนโดเป็นเงินคนละส่วนกัน ผู้ซื้อจะต้องจ่ายหรือผ่อนเงินดาวน์ให้กับโครงการคอนโดโดยตรง ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติม ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการดาวน์คอนโด? โดยทั่วไปแล้ว เงินดาวน์คอนโดจะอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของราคาห้องที่ต้องการซื้อ ซึ่งจำนวนเงินจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับราคาของโครงการนั้นๆ บางโครงการอาจมีโปรโมชั่นเรียกเก็บเงินดาวน์น้อยกว่านี้เพื่อดึงดูดลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย สำหรับค่างวดในการผ่อนดาวน์ในแต่ละเดือนจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการทำสัญญาและรูปแบบการผ่อนดาวน์ที่คุณเลือก ยิ่งระยะเวลาผ่อนดาวน์นานเท่าไร ค่างวดก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หากซื้อคอนโดราคา 4,500,000 บาท และต้องวางเงินดาวน์ 10% คือ 450,000 บาท ถ้าเลือกผ่อนดาวน์เป็นเวลา 30 เดือน จะต้องจ่ายเดือนละ 15,000 บาท [...]
