Logo
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรา
ลงประกาศ
ลงประกาศ
Homeday
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรารายการโปรด
HOMEDAY Logo

แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อันดับ 1 ที่ได้รับความไว้วางใจ ค้นหาบ้านในฝัน คอนโดทำเลดี หรือลงทุนอสังหาฯ ได้ง่ายๆ ที่นี่

DBD Registered

เมนูหลัก

  • หน้าหลัก
  • ขายอสังหาริมทรัพย์
  • เช่าอสังหาริมทรัพย์
  • โครงการใหม่
  • ทำเลน่าอยู่
  • บทความอสังหาฯ
  • คู่มือการใช้งาน
  • ติดต่อเรา

ประเภทอสังหาฯ

  • คอนโด
  • บ้านเดี่ยว
  • ทาวน์โฮม
  • ที่ดิน

ติดต่อเรา

  • เบอร์โทรศัพท์090-916-9993ทุกวัน 9:00 - 18:00 น.
  • Email[email protected]
  • Office159/229 ม.6 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง
    จังหวัดนนทบุรี 11110

คำค้นหายอดนิยม

คอนโดสุขุมวิทคอนโดติดรถไฟฟ้าบ้านเดี่ยวบางนาทาวน์โฮมราคาถูกที่ดินเปล่าเขาใหญ่คอนโดให้เช่ารัชดาบ้านมือสองนนทบุรีรีวิวคอนโดใหม่สินเชื่อบ้านราคาประเมินที่ดินอสังหาฯ เพื่อการลงทุนประกาศขายบ้านฟรี

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. All rights reserved.

ข้อกำหนดและเงื่อนไขนโยบายความเป็นส่วนตัวSitemap
Add LINE Sticky

ภาษีมรดกคืออะไร? เราจำเป็นต้องเสียเมื่อไหร่ และวางแผนอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?

Homeday
23 เมษายน 2568
3 นาที
แชร์:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 23/4/2568

ภาษีมรดกคืออะไร? เราจำเป็นต้องเสียเมื่อไหร่ และวางแผนอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?

บทความที่เกี่ยวข้อง

โครงการแนะนำ

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
โครงการใหม่

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

เริ่ม 11,990,000 บาท
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
โครงการพร้อมอยู่

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

เริ่ม 25,900,000 บาท
มหกรรมบ้านและคอนโด
ภาษีมรดกเป็นหนึ่งในภาษีที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยมากนัก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนทางการเงินและการส่งต่อทรัพย์สินให้แก่ทายาท โดยในประเทศไทยได้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดให้ผู้ที่ได้รับมรดกที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปต้องเสียภาษีในอัตรา 5% หรือ 10% ตามประเภทของความสัมพันธ์ บทความนี้จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมรดกอย่างละเอียด ทั้งนิยาม ผู้ที่ต้องเสีย ประเภททรัพย์สินที่เข้าข่าย วิธีการคำนวณ และเทคนิคการวางแผนเพื่อประโยชน์สูงสุดของทายาท
Article Image

ภาษีมรดกคืออะไร? และทำไมรัฐถึงต้องจัดเก็บ?

ภาษีมรดก หรือ Inheritance Tax คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้รับมรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นทายาททางสายเลือดหรือบุคคลอื่นที่ได้รับการระบุในพินัยกรรม โดยตามกฎหมายไทยจะเรียกเก็บเฉพาะกรณีที่ได้รับมรดกมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และเป็นการเก็บภาษีจากผู้รับมรดก ไม่ใช่จากกองมรดกหรือเจ้ามรดกผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ มีการออกแบบมาเพื่อกระจายความมั่งคั่งในสังคมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการสร้างรายได้ให้กับรัฐ
ภาษีมรดกมีหลักการพื้นฐานว่า ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินมูลค่าสูงโดยไม่ต้องลงแรงเอง ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศผ่านการจ่ายภาษี ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับระบบภาษีอากรทั่วโลกที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมทางสังคม โดยการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทยเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558
Article Image

ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก? กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?

การพิจารณาว่าใครต้องเสียภาษีมรดกนั้น มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนตามกฎหมาย โดยครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนี้:

บุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียภาษีมรดกประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก:
1. บุคคลที่มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศไทย 2. บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยตามกฎหมาย 3. บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยและไม่ได้อาศัยในไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
สำหรับกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง จะต้องเสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ ส่วนกลุ่มที่สามจะเสียภาษีเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

นิติบุคคล

นิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีมรดกแบ่งเป็น 2 ประเภท:
1. นิติบุคคลสัญชาติไทย ได้แก่: นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่มีคนไทยถือหุ้นมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน นิติบุคคลที่มีคนไทยเป็นผู้บริหารมากกว่าครึ่งหนึ่งของคณะบุคคล 2. นิติบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
สำหรับนิติบุคคลสัญชาติไทย จะต้องเสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ ส่วนนิติบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยจะเสียภาษีเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
Article Image

ทรัพย์สินประเภทใดบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก?

ไม่ใช่ทรัพย์สินทุกประเภทที่ต้องเสียภาษีมรดก กฎหมายได้ระบุประเภทของทรัพย์สินที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมรดกไว้อย่างชัดเจน 5 ประเภท ดังนี้:
1. อสังหาริมทรัพย์ – บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 2. หลักทรัพย์ตามกฎหมาย – หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม หน่วยลงทุน ตราสารหนี้ หรือตราสารอนุพันธ์ต่างๆ ที่ออกโดยนิติบุคคลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 3. เงินฝาก – เงินฝากในบัญชีธนาคาร สหกรณ์ หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ที่เจ้าของมรดกมีสิทธิถอนคืนได้ 4. ยานพาหนะ – รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ เครื่องบิน หรือยานพาหนะอื่นๆ ที่มีการจดทะเบียน 5. ทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ – ตามที่กำหนดเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา
ทั้งนี้ มีทรัพย์สินบางประเภทที่ไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมรดก ได้แก่:
• สิ่งของที่ไม่ระบุชื่อ – ทรัพย์สินที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนเพื่อระบุชื่อเจ้าของ เช่น เงินสด ทองคำ เครื่องประดับ เพชรพลอย ของสะสม ภาพวาด วัตถุโบราณ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา • เงินค่าสินไหมจากประกันชีวิต – เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิตแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินมรดก
Article Image

อัตราภาษีมรดกเท่าไหร่? และมีวิธีคำนวณอย่างไร?

อัตราภาษีมรดกในประเทศไทยขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของมรดกและผู้รับมรดก โดยมีอัตราที่แตกต่างกันดังนี้:
1. บุพการีหรือผู้สืบสันดาน – เสียภาษีอัตรา 5% ของมูลค่ามรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท บุพการี ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้สืบสันดาน ได้แก่ ลูก หลาน เหลน 2. บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดาน – เสียภาษีอัตรา 10% ของมูลค่ามรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท เช่น พี่น้อง ญาติห่างๆ เพื่อน หรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม

วิธีการคำนวณภาษีมรดก

การคำนวณภาษีมรดกมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน โดยใช้หลักการพื้นฐานดังนี้:
1. คำนวณมูลค่ารวมของทรัพย์สินมรดกทั้งหมดที่ได้รับ 2. หักภาระหนี้สินที่ตกทอดมาพร้อมกับมรดก 3. หักมูลค่าทรัพย์สินที่ไม่ต้องเสียภาษี (ถ้ามี) 4. ตรวจสอบว่ามูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ 5. ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ให้นำส่วนที่เกินมาคูณด้วยอัตราภาษีตามความสัมพันธ์กับเจ้ามรดก

ตัวอย่างการคำนวณ

กรณีที่ 1: บุตรได้รับมรดกจากบิดามูลค่า 150 ล้านบาท
• มูลค่ามรดกส่วนที่เกิน: 150,000,000 – 100,000,000 = 50,000,000 บาท • อัตราภาษี: 5% (เนื่องจากเป็นผู้สืบสันดาน) • ภาษีที่ต้องชำระ: 50,000,000 × 5% = 2,500,000 บาท
กรณีที่ 2: เพื่อนได้รับมรดกตามพินัยกรรมมูลค่า 200 ล้านบาท
• มูลค่ามรดกส่วนที่เกิน: 200,000,000 – 100,000,000 = 100,000,000 บาท • อัตราภาษี: 10% (เนื่องจากไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดาน) • ภาษีที่ต้องชำระ: 100,000,000 × 10% = 10,000,000 บาท
Article Image

กรณีใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดก?

นอกจากเกณฑ์มูลค่ามรดกที่ต้องเกิน 100 ล้านบาทแล้ว กฎหมายยังกำหนดกรณียกเว้นที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก ดังนี้:
1. มรดกที่ส่งมอบก่อนพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ – มรดกที่ผู้เสียชีวิตส่งมอบให้ผู้รับก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 2. มรดกที่ส่งมอบให้คู่สมรสตามกฎหมาย – คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าใด 3. มรดกที่ส่งมอบเพื่อสาธารณประโยชน์ – เช่น วัด มูลนิธิ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ 4. มรดกที่ส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐ – เช่น ส่วนราชการ องค์การมหาชน หรือรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย 5. มรดกที่ส่งมอบให้องค์กรระหว่างประเทศ – ที่มีข้อผูกพันกับประเทศไทย เช่น องค์การสหประชาชาติ หรือสถานทูต

วิธีการยื่นภาษีมรดกและกำหนดเวลาที่ต้องดำเนินการ

การยื่นภาษีมรดกมีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ชัดเจน ซึ่งผู้รับมรดกควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ ดังนี้:

ขั้นตอนการยื่นภาษีมรดก

1. กรอกแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60) ให้ครบถ้วนและถูกต้อง 2. แนบเอกสารประกอบการยื่นแบบ เช่น เอกสารแสดงการเป็นทายาท พินัยกรรม (ถ้ามี) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เป็นต้น 3. ยื่นแบบและชำระภาษีที่กรมสรรพากร

กำหนดเวลาในการยื่นแบบและชำระภาษี

• ผู้รับมรดกต้องยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 150 วัน นับจากวันที่ได้รับมรดก • หากผู้รับมรดกเสียชีวิตก่อนครบกำหนดยื่นแบบ ให้ผู้จัดการมรดกยื่นแบบและชำระภาษีแทนภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ผู้รับมรดกเสียชีวิต • ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น อาจขอขยายเวลายื่นแบบออกไปได้ไม่เกิน 45 วัน

การผ่อนชำระภาษีมรดก

เนื่องจากภาษีมรดกอาจมีจำนวนเงินสูง กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ผู้รับมรดกสามารถผ่อนชำระได้ โดย:
• สามารถยื่นคำร้องขอผ่อนชำระได้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี • หากสามารถชำระภาษีให้หมดภายใน 2 ปี จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ย
Article Image

ผลของการไม่ยื่นหรือหลีกเลี่ยงภาษีมรดก

การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีมรดกมีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ทั้งในรูปแบบของเบี้ยปรับและโทษทางอาญา ดังนี้:

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

1. กรณียื่นแบบล่าช้า ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ ต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนด 2. กรณียื่นแบบไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงความจริง ต้องเสียเบี้ยปรับ 0.5 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระในส่วนที่ขาดไป

โทษทางอาญา

1. กรณีไม่ยื่นแบบโดยไม่มีเหตุอันสมควร มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท 2. กรณีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3. กรณีทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 400,000 บาท 4. กรณีจงใจให้ข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Article Image

เทคนิคการวางแผนภาษีมรดกอย่างถูกกฎหมาย

การวางแผนภาษีมรดกอย่างถูกกฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก เพื่อให้ผู้รับมรดกได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมีเทคนิคที่น่าสนใจดังนี้:

1. การปรับเปลี่ยนรูปแบบทรัพย์สิน

การเปลี่ยนทรัพย์สินให้อยู่ในรูปแบบที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก เช่น:
• แปลงสินทรัพย์บางส่วนเป็นเงินสด ทองคำ หรือเครื่องประดับมูลค่าสูง • ลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาหรือวัตถุโบราณที่ไม่ต้องจดทะเบียน

2. การทยอยโอนทรัพย์สินขณะยังมีชีวิต

การทยอยโอนทรัพย์สินในรูปแบบของการให้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดย:
• โอนทรัพย์สินให้ทายาททางสายเลือดปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท • โอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่นปีละไม่เกิน 10 ล้านบาท
การให้แบบนี้จะเสียภาษีการให้ในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีมรดก และสามารถกระจายการโอนทรัพย์สินได้ตลอดหลายปี

3. การทำประกันชีวิต

การซื้อประกันชีวิตที่ระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นทายาท เนื่องจาก:
• เงินสินไหมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ถือเป็นมรดกที่ต้องเสียภาษี • ยิ่งจ่ายเบี้ยประกันมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

4. การก่อตั้งองค์กรหรือมูลนิธิ

การก่อตั้งมูลนิธิ สมาคม หรือวิสาหกิจเพื่อชุมชน โดย:
• ระบุวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ • จดทะเบียนกับกรมสรรพากรเพื่อขอรับการยกเว้นภาษี • กำหนดให้ทายาทมีบทบาทในการบริหารจัดการ

5. การวางแผนส่วนบุคคลอื่นๆ

• พิจารณาจดทะเบียนสมรสหากอยู่กินฉันสามีภรรยา เนื่องจากคู่สมรสตามกฎหมายได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด • กระจายการถือครองทรัพย์สินในครอบครัว เพื่อให้แต่ละคนมีมูลค่าทรัพย์สินไม่เกินเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี • จัดทำพินัยกรรมอย่างรอบคอบและชัดเจน เพื่อกำหนดการกระจายทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุป

ภาษีมรดกถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนที่มีทรัพย์สินจำนวนมากควรทำความเข้าใจและวางแผนล่วงหน้า แม้ว่าจะมีการเรียกเก็บเฉพาะมรดกที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท แต่การวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้ทายาทได้รับประโยชน์สูงสุดและลดภาระภาษีที่ต้องจ่าย
การเข้าใจหลักเกณฑ์ทั้งเรื่องประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี อัตราภาษี วิธีการคำนวณ กรณียกเว้น และขั้นตอนการยื่นแบบ จะช่วยให้สามารถวางแผนการส่งต่อทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้เทคนิคการวางแผนต่างๆ เช่น การทยอยโอนทรัพย์สิน การทำประกันชีวิต หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบทรัพย์สิน เพื่อบริหารจัดการภาษีอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ การวางแผนภาษีมรดกควรดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ส่วนบุคคล เพราะการหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจนำมาซึ่งบทลงโทษที่รุนแรงทั้งในรูปแบบของเบี้ยปรับและโทษทางอาญา
#สาระ #การเงิน #ภาษีมรดก #การวางแผนภาษี #ทรัพย์สิน #ภาษีการรับมรดก #กฎหมายภาษี #ทายาท #การวางแผนทางการเงิน #พินัยกรรม #การจัดการมรดก #ภาษีการให้
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
#ภาษีการรับมรดก
#การจัดการมรดก
#กฎหมายภาษี
#การเงิน
#การวางแผนภาษี
#ภาษีมรดก
#ทายาท
#Mehome
#ทรัพย์สิน
#มีบ้านต้องมีโฮม
#สาระ
#พินัยกรรม
#การวางแผนทางการเงิน
#ภาษีการให้

หมายเหตุ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปสำหรับเว็บไซต์ Homeday โดย บริษัท โฮมเดย์ กรุ๊ป จำกัด เท่านั้น บริษัทไม่สามารถให้คำมั่นหรือคำรับประกันเกี่ยวกับเนื้อหา รวมถึงไม่สามารถรับรองความเหมาะสมต่อวัตถุประสงค์เฉพาะใดๆ ตามขอบเขตของกฎหมาย เราจะพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลที่ปรากฏในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วนสมบูรณ์ ณ เวลาที่จัดทำ ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินใจด้านการเงิน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือประเด็นกฎหมายโดยทันที ผู้อ่านไม่ควรอาศัยข้อมูลในบทความนี้แทนคำแนะนำจากผู้ชำนาญการที่ได้รับการฝึกฝนซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและสภาวะเฉพาะของท่านได้ ทั้งนี้ ทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบใดๆ หากท่านเลือกที่จะนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจของท่าน

ชอบบทความนี้ไหม? แชร์เลย!

แชร์:FacebookXLINE

-

จาก 5

รีวิวและเรตติ้ง

(0 รีวิว)

ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวบทความนี้!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
โครงการใหม่

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

เริ่ม 1,990,000 บาท
เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)
คอนโด
โครงการพร้อมอยู่

เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เมืองนนทบุรี, นนทบุรี

โครงการ เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่รัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด 'Oxygen Community' ที่มุ่งเน้นความโปร่งโล่งและการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่น้อย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่เรียบง่ายแต่ครบครัน ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัยหลายอาคาร นำเสนอห้องพักอาศัยในรูปแบบ XL Condo ที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ มีให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 30.00 - 52.00 ตารางเมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ โดดเด่นด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง เพดานสูงโปร่ง และการกั้นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำเลที่ตั้งถือเป็นจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพียงระยะเดินถึง (ประมาณ 450 เมตร) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์ราชการนนทบุรีเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายเส้นทาง ทั้งถนนสนามบินน้ำ ถนนติวานนท์ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนงามวงศ์วาน สภาพแวดล้อมโดยรอบพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เอสพลานาด แคราย, บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ และตลาดนัดเลี่ยงเมืองนนท์ รวมถึงอยู่ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ส่วนกลาง, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness) พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และพื้นที่สวนหย่อมสีเขียวรอบโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารด้วย Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.69 - 3.5 ล้านบาท

เริ่ม 1,690,000 บาท
ทั่วไป
HOMEDAY
ดูทั้งหมด
ภาษีที่ดินและคอนโดต้องจ่ายเท่าไหร่? อัพเดทกฎใหม่ปี 2568 ที่เจ้าของอสังหาฯ ต้องรู้
ทั่วไป

ภาษีที่ดินและคอนโดต้องจ่ายเท่าไหร่? อัพเดทกฎใหม่ปี 2568 ที่เจ้าของอสังหาฯ ต้องรู้

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือที่หลายคนเรียกว่า “ภาษีคอนโด” เป็นเรื่องที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะการไม่เข้าใจหรือละเลยการชำระภาษีอาจนำมาซึ่งค่าปรับและปัญหาทางกฎหมายได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องภาษีที่ดินและคอนโดอย่างละเอียด พร้อมอัพเดทข้อมูลล่าสุดของปี 2568 ที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ควรรู้ ภาษีที่ดินและคอนโดคืออะไร? ทำไมต้องเสีย? ภาษีที่ดินและคอนโดที่เราพูดถึงกันนั้น คือ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่จัดเก็บเป็นรายปีตามราคาประเมินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อนำรายได้ไปพัฒนาท้องถิ่นและลดการเก็งกำไรที่ดิน โดยเริ่มมีการบังคับใช้ในปี 2562 และเริ่มจัดเก็บภาษีตั้งแต่ปี 2563 น่าสนใจว่าในช่วงปี 2563-2564 ที่ผ่านมา ได้มีการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงถึง 90% เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้กับผู้เสียภาษีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ได้มีการยกเลิกมาตรการปรับลดดังกล่าวและกลับมาจัดเก็บภาษีในอัตราปกติแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังคงมีการลดหย่อนภาษีในบางกรณีก็ตาม ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีคอนโด? ผู้เช่าต้องจ่ายหรือไม่? ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีคอนโด หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม ไม่ว่าจะครอบครองเพื่อพักอาศัยหรือปล่อยเช่าก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าเช่าคอนโดอยู่ จะต้องเสียภาษีคอนโดหรือไม่? คำตอบคือไม่ต้องเสีย เพราะหน้าที่ในการชำระภาษีเป็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้ให้เช่านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าควรคำนึงไว้ด้วยว่า หากเจ้าของคอนโดมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าเช่าได้ในอนาคต อัตราภาษีคอนโดปี 2568 เปลี่ยนแปลงอย่างไร? อัตราภาษีคอนโดในปี 2568 ยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดตั้งแต่ปี [...]

2 นาที
สินทรัพย์คืออะไร? และทำไมต้องเข้าใจความแตกต่างจากทรัพย์สิน
ทั่วไป

สินทรัพย์คืออะไร? และทำไมต้องเข้าใจความแตกต่างจากทรัพย์สิน

ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและเงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ การเข้าใจพื้นฐานด้านการเงินและการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ คำศัพท์หนึ่งที่มักพบเห็นบ่อยในการศึกษาด้านการเงินคือ “สินทรัพย์” ซึ่งหลายคนยังสับสนกับคำว่า “ทรัพย์สิน” บทความนี้จะอธิบายความหมาย ประเภท และความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์และทรัพย์สิน เพื่อให้คุณสามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินทรัพย์คืออะไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง? สินทรัพย์ (Asset) คือทรัพยากรที่มีมูลค่าที่บุคคลหรือกิจการมีสิทธิในการครอบครองหรือควบคุม และคาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต สินทรัพย์เป็นผลจากเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้ได้มาซึ่งสิทธิในการควบคุมทรัพยากรนั้น สินทรัพย์สามารถเป็นได้ทั้งสิ่งที่มีตัวตน เช่น บ้าน ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร รถยนต์ และสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสินทรัพย์หรือไม่ จะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการดังนี้ อยู่ในความควบคุมของบุคคลหรือกิจการ – สามารถนำสินทรัพย์นั้นไปใช้ประโยชน์ได้ตามต้องการ เช่น เจ้าของอาคารพาณิชย์สามารถตัดสินใจใช้อาคารเพื่อทำการค้า ให้เช่า หรือขายทำกำไรได้ตามที่ต้องการ ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต – มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่นอนว่าจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคต เช่น เครื่องจักรที่สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อขายได้ หรือลูกหนี้การค้าที่จะได้รับชำระเงินเมื่อครบกำหนด สามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ – สามารถประเมินและตรวจสอบมูลค่าได้อย่างชัดเจน เช่น ลูกหนี้การค้าที่มีใบแจ้งหนี้ระบุยอดเงินที่สามารถเรียกเก็บได้ ยกตัวอย่างเช่น การเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจ [...]

2 นาที
อาชีพฟรีแลนซ์กู้บ้านได้จริงหรือ? เทคนิคยื่นกู้ให้ผ่านง่ายในปี 2025
ทั่วไป

อาชีพฟรีแลนซ์กู้บ้านได้จริงหรือ? เทคนิคยื่นกู้ให้ผ่านง่ายในปี 2025

การเป็นฟรีแลนซ์ให้อิสระในการทำงานและการใช้ชีวิต แต่เมื่อถึงเวลาต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง หลายคนกลับกังวลว่าการไม่มีรายได้ประจำแน่นอนจะเป็นอุปสรรคในการกู้ซื้อบ้าน ความจริงแล้ว อาชีพอิสระสามารถกู้บ้านได้ แต่ต้องเตรียมตัวและวางแผนให้รอบคอบมากกว่าพนักงานประจำทั่วไป บทความนี้จะแนะนำเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้คนทำอาชีพอิสระกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นในปี 2025 เหตุใดคนส่วนใหญ่ถึงถูกปฏิเสธการกู้บ้าน? การที่ธนาคารปฏิเสธการยื่นกู้บ้านไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ผู้กู้ไม่ผ่านการพิจารณา เช่น รายได้ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับราคาบ้าน มีภาระหนี้สินเดิมสูงเกินไป ประวัติทางการเงินไม่ดี เอกสารไม่ครบถ้วน หรือเลือกธนาคารที่ไม่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตนเอง นอกจากนี้ อีกสาเหตุสำคัญคือการขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี ทำให้ไม่มีเงินดาวน์เพียงพอ โดยทั่วไปธนาคารจะให้สินเชื่อประมาณ 80-90% ของราคาบ้าน ดังนั้นผู้กู้จะต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน ซึ่งหลายคนมักมองข้ามจุดนี้ เอกสารสำคัญที่ฟรีแลนซ์ต้องเตรียมให้พร้อม การเตรียมเอกสารที่ครบถ้วนและถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อาชีพอิสระมีโอกาสได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านมากขึ้น เอกสารสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม ได้แก่: เอกสารพื้นฐาน สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้กู้ เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ทะเบียนสมรส หรือใบหย่า (ถ้ามี) เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะซื้อ เช่น สัญญาจอง หรือสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารทางการเงิน สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากหรือรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6-12 เดือน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน [...]

2 นาที
สัญญาจะซื้อจะขายสำคัญอย่างไร? เตรียมตัวอย่างไรก่อนซื้อบ้านให้ถูกกฎหมาย?
ทั่วไป

สัญญาจะซื้อจะขายสำคัญอย่างไร? เตรียมตัวอย่างไรก่อนซื้อบ้านให้ถูกกฎหมาย?

สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเอกสารสำคัญในกระบวนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะเป็นหลักฐานทางกฎหมายที่ผูกมัดทั้งสองฝ่ายและช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของทุกฝ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย รายละเอียดสำคัญที่ควรมีในสัญญา และสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนทำสัญญาประเภทนี้ ความหมายของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขาย หรือ คำมั่นในการซื้อขาย คือรูปแบบของสัญญาการซื้อขายที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาในวันทำสัญญา โดยมีการตกลงกันว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ หรือซื้อขายอย่างถูกกฎหมายให้จบสิ้นในอนาคต เพื่อรอให้ถึงวัน-เวลาที่เหมาะสม เช่น เงินอนุมัติผ่าน คอนโด บ้านหรืออาคารที่ตกลงจะซื้อนั้นสร้างเสร็จเรียบร้อย กล่าวง่ายๆ คือสัญญาที่ผู้ซื้อยังไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครอง แต่แจ้งไว้ก่อนว่าจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นในอนาคตแน่นอน การทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ยังไม่มอบกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อ แต่มีเจตนาที่จะซื้อขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคตต่อไป ซึ่งสัญญารูปแบบนี้สามารถใช้เพียงการตกลงกันแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษรได้ แต่การมีหนังสือสัญญาจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในกรณีที่มีฝ่ายใดผิดสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายแตกต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร สัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ของเวลาที่เกิดขึ้น ผลทางกฎหมาย และเจตนาในการทำสัญญา สัญญาจะซื้อจะขาย เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการซื้อขาย เมื่อผู้ซื้อสนใจในทรัพย์สินและต้องการจับจองไว้ แต่ยังไม่พร้อมทำการโอนกรรมสิทธิ์ ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น รอการอนุมัติสินเชื่อ หรือรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ สัญญานี้มีผลทางกฎหมายแม้ตกลงด้วยปากเปล่า แต่การทำเป็นลายลักษณ์อักษรจะช่วยเป็นหลักฐานที่ชัดเจนกว่า สัญญาซื้อขาย หรือที่เรียกว่า “สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมโอนกรรมสิทธิ์แล้ว และจะมีผลทางกฎหมายต่อเมื่อมีการจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินเท่านั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องใช้หนังสือสัญญาทั้ง 2 ฉบับ คือทั้งสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาซื้อขาย ร่วมกัน ยกเว้นกรณีที่ตกลงซื้อขายแล้วไปสำนักงานที่ดินพร้อมกัน เพื่อจ่ายเงินสดและโอนกรรมสิทธิ์ให้กันในทันที [...]

2 นาที
ดูทั้งหมด
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
คอร์สฮวงจุ้ย
Homeday AgentHomeday Agent