กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
รวมบทความเกี่ยวกับธนาคาร จำนวน 15 บทความ เรียงจากวันที่เผยแพร่ล่าสุด เลือกอ่านสรุปแต่ละเรื่องเพื่อค้นหาข้อมูลที่ตรงกับความสนใจ และตรวจวันที่ในบทความก่อนนำข้อมูลราคาและโครงการไปใช้
ETDA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เปิดเวที AI Red Teaming ครั้งแรกของไทยในงาน AIGW 2026 เพื่อทดสอบความปลอดภัยของ AI ในภาคการเงิน พร้อมจัดการแข่งขัน Thailand Banking AI Red Team Challenge 2026 ค้นหาจุดอ่อนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ
การมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองนั้นถือเป็นความฝันของคนจำนวนมาก แต่หากไม่มีเงินก้อนใหญ่เพียงพอ ทางเลือกส่วนใหญ่คือการขอสินเชื่อกู้เงินซื้อบ้านจากธนาคาร ซึ่งมักมีระยะเวลาผ่อนชำระนานเป็นสิบปีหรือมากกว่านั้น โดยทั่วไปธนาคารจะเสนอโปรโมชั่นดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 3 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นดอกเบี้ยมักจะปรับสูงขึ้นเป็นอัตราลอยตัวที่แพงกว่าเดิม ทำให้ผู้กู้ต้องแบกรับภาระหนักขึ้น หลายคนรู้จักการรีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระดอกเบี้ย แต่อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “รีเทนชั่น” ซึ่งหลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับรีเทนชั่น ขั้นตอนการดำเนินการ และเปรียบเทียบกับการรีไฟแนนซ์ เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดภาระดอกเบี้ยบ้าน รีเทนชั่นคืออะไร? หลักการสำคัญที่ผู้กู้บ้านต้องรู้ รีเทนชั่น (Retention) คือ การเจรจาต่อรองขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินเดิมที่ได้เคยทำเรื่องกู้ยืมไว้ โดยสามารถทำได้หลังจากผ่อนชำระครบ 3 ปีแล้ว หรือเมื่อพ้นระยะเวลาที่มีดอกเบี้ยคงที่ตามที่ระบุในสัญญา การรีเทนชั่นเป็นทางเลือกสำหรับผู้กู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร โดยไม่ต้องย้ายไปยังธนาคารอื่น หลังจากผ่อนบ้านในอัตราดอกเบี้ยคงที่มาจนครบ 3 ปี ดอกเบี้ยมักจะปรับขึ้นเป็นอัตราที่สูงกว่าเดิม ทำให้ภาระการผ่อนชำระหนักขึ้น การรีเทนชั่นจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจสำหรับผู้กู้ที่ต้องการบรรเทาภาระทางการเงิน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระที่ดีมาโดยตลอด ขั้นตอนการทำรีเทนชั่นบ้านง่ายๆ สำหรับผู้กู้ทั่วไป การทำรีเทนชั่นบ้านไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด ไม่ต้องเตรียมเอกสารมากมายให้วุ่นวาย มีเพียงขั้นตอนไม่กี่ขั้นตอนดังนี้: เตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ สัญญาเงินกู้ ทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน เข้าไปทำเรื่องเจรจาต่อรองขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินที่กำลังผ่อนชำระค่าบ้านอยู่ รอผลการพิจารณาอนุมัติจากธนาคาร ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน เมื่อได้รับการอนุมัติ อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการทำรีเทนชั่นประมาณ 1-2% ของวงเงินกู้ เอกสารที่ใช้ในการทำรีเทนชั่น เตรียมอะไรบ้าง? [...]
การผ่อนบ้านจนครบถ้วนหรือชำระหนี้จนหมดเป็นความสำเร็จที่น่ายินดี แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่ายังมีขั้นตอนสำคัญตามมาคือการ “ไถ่ถอนจำนอง” ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้กรรมสิทธิ์ในบ้านกลับมาเป็นของเราอย่างสมบูรณ์ บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนการไถ่ถอนจำนอง เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ไถ่ถอนจำนองคืออะไร? ทำไมต้องดำเนินการ? ไถ่ถอนจำนองคือกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ได้ผ่อนชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว จึงต้องดำเนินการไถ่ถอนเพื่อให้การจำนองสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เมื่อเราทำสัญญากู้ซื้อบ้าน ทางธนาคารจะให้เราจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นหลักประกัน โดยเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะจดบันทึกไว้ด้านหลังโฉนดในส่วนของสารบัญจดทะเบียนว่าใครเป็นผู้จำนอง และใครเป็นผู้รับจำนอง เมื่อเราผ่อนหมดแล้ว จำเป็นต้องไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่กรมที่ดิน เพื่อแก้ไขเอกสารสิทธิและระบุว่าไม่มีการจำนองหรือปลอดจำนองแล้ว มีวิธีไถ่ถอนจำนองกี่แบบ? ต่างกันอย่างไร? การไถ่ถอนจำนองสามารถทำได้ 2 วิธี โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดแตกต่างกัน: วิธีที่ 1: ผู้จำนองและผู้รับจำนองไปดำเนินการพร้อมกัน วิธีนี้คือการที่ทั้งผู้จำนอง (เจ้าของบ้าน) และผู้รับจำนอง (ธนาคาร) ไปที่สำนักงานที่ดินพร้อมกัน เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ซึ่งจะเป็นการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการไถ่ถอนจำนอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว จะทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองในที่ดินแปลงนั้น วิธีที่ 2: ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนไปดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว อีกวิธีหนึ่งคือ ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนเพียงฝ่ายเดียวสามารถไปที่สำนักงานที่ดิน โดยนำหลักฐานที่ผู้รับจำนองได้ทำเป็นหนังสือหลังสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนอง ระบุว่าได้มีการไถ่ถอนจากจำนองแล้ว และมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไปยื่นขอจดทะเบียนไถ่ถอนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดิน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับการไถ่ถอนจำนอง? เพื่อให้การไถ่ถอนจำนองเป็นไปอย่างราบรื่น คุณจำเป็นต้องเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ ให้ครบถ้วน ดังนี้: หลักฐานสัญญาจำนองที่ทำเป็นหนังสือระหว่างผู้จำนองและผู้รับจำนอง ที่มีการสลักหลังสัญญาให้ไถ่ถอนจำนองได้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระสินไถ่เรียบร้อยแล้ว [...]
หนี้เสียหรือ NPL (Non-Performing Loan) เป็นปัญหาทางการเงินที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อบุคคลและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน การขาดความเข้าใจเกี่ยวกับหนี้เสียอาจทำให้ผู้กู้ตกอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่ลำบาก บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับหนี้เสีย สาเหตุการเกิด ผลกระทบ และวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณสามารถเตรียมพร้อมรับมือหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียได้ หนี้เสีย NPL คืออะไร? ทำไมต้องระวัง? NPL หรือ Non-Performing Loan คือสถานะของหนี้ที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้กับสถาบันการเงิน โดยทั่วไปหากค้างชำระเกินกว่า 90 วัน หนี้นั้นจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม NPL หรือที่เรียกว่าหนี้เสีย การมีหนี้เสียบ่งชี้ว่าผู้กู้กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งอาจเกิดจากการขาดการวางแผนทางการเงินที่รอบคอบ หรือเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การสูญเสียรายได้หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่ได้วางแผนไว้ หนี้เสียเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือทางการเงิน การมีประวัติหนี้เสียจะถูกบันทึกในฐานข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งทำให้โอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคตลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือการยึดทรัพย์สินที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ เช่น บ้าน หรือรถยนต์ สถาบันการเงินจัดประเภทหนี้เป็น NPL เพื่อบริหารความเสี่ยง เนื่องจากหนี้ที่ค้างชำระนานมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้รับคืน สถาบันการเงินจำเป็นต้องกันเงินสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสียหาย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้น และอาจทำให้การอนุมัติสินเชื่อใหม่เป็นไปได้ยากขึ้นสำหรับผู้กู้รายอื่นๆ หนี้เสียมีกี่ประเภท? ลักษณะแต่ละแบบเป็นอย่างไร? หนี้เสียสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกประเภทของสินเชื่อ และแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะของสินเชื่อที่เป็นที่มาของหนี้ ดังนี้: หนี้เสียจากบัตรเครดิต (Credit Card [...]
การเป็นเจ้าของบ้านเป็นความฝันของใครหลายคน แต่การเตรียมตัวเพื่อยื่นกู้สินเชื่อบ้านเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่เลือกบ้านที่ชอบและยื่นเรื่องขอกู้เท่านั้น บทความนี้รวบรวมเทคนิคสำคัญในการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ พร้อมวิธีคำนวณวงเงินกู้ที่เหมาะสมกับรายได้ของคุณ เพื่อให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านอย่างราบรื่นและได้วงเงินสูงตามที่ต้องการ รู้ก่อนกู้: วิธีคำนวณวงเงินสินเชื่อบ้านที่เหมาะกับคุณ การประเมินความสามารถในการกู้ซื้อบ้านด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ ก่อนที่จะไปติดต่อสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้เหมาะสมและเลือกบ้านที่อยู่ในงบประมาณของตัวเอง มาดูวิธีคำนวณวงเงินกู้กันดังนี้ ขั้นตอนที่ 1: ประเมินรายได้ของตัวเอง รายได้เป็นปัจจัยหลักที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาวงเงินกู้สูงสุดที่คุณสามารถขอได้ โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการเงินมักกำหนดให้ภาระผ่อนชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิ ตัวอย่างการคำนวณ: หากคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน ค่างวดผ่อนบ้านสูงสุดที่คุณสามารถรับภาระได้คือ 30,000 × 40% = 12,000 บาทต่อเดือน ขั้นตอนที่ 2: นำภาระหนี้สินมาหักออก หากคุณมีภาระหนี้อื่นๆ อยู่แล้ว เช่น ผ่อนรถหรือผ่อนสินค้าต่างๆ สถาบันการเงินจะนำภาระหนี้เหล่านี้มาหักออกจากรายได้ เพื่อประเมินความสามารถในการผ่อนชำระที่แท้จริง ตัวอย่างการคำนวณ: รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน มีภาระผ่อนรถ 6,000 บาทต่อเดือน รายได้สุทธิหลังหักภาระหนี้ = 30,000 – 6,000 = 24,000 บาท [...]
การมีบ้านเป็นของตัวเองถือเป็นความฝันของคนจำนวนมาก แต่ด้วยราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นทางเลือกที่หลายคนต้องพิจารณา ในตลาดการเงินปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยให้เลือกหลากหลาย แต่ที่พบบ่อยและมักสร้างความสับสนให้กับผู้กู้ คือ “สินเชื่อบ้าน” และ “สินเชื่อที่อยู่อาศัย” ความหมายและลักษณะพื้นฐาน สินเชื่อบ้าน (Housing Loan) เป็นสินเชื่อที่ให้กู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดมิเนียม โดยใช้ทรัพย์สินที่ซื้อนั้นเป็นหลักประกัน วัตถุประสงค์หลักคือการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่หรือมือสอง รวมถึงการก่อสร้างบ้านบนที่ดินที่มีอยู่แล้ว ในขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัย (Residential Loan) มีความหมายที่กว้างกว่า ครอบคลุมการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยในหลายรูปแบบ เช่น การซื้อที่ดินเปล่าเพื่อปลูกสร้างในอนาคต การต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้าน การรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เงื่อนไขและคุณสมบัติผู้กู้ สินเชื่อบ้าน อายุผู้กู้: โดยทั่วไปต้องมีอายุ 20-65 ปี รายได้ขั้นต่ำ: มักกำหนดที่ 15,000-20,000 บาทต่อเดือน อายุงาน: ต้องทำงานประจำอย่างน้อย 6 เดือน-1 ปี วงเงินกู้: สูงสุดถึง 90-95% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย ระยะเวลาผ่อน: สูงสุด 30-40 ปี สินเชื่อที่อยู่อาศัย [...]
การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นทางเลือกทางการเงินที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีภาระสินเชื่อบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลง แต่หลายคนยังสงสัยว่าการรีไฟแนนซ์บ้านดีจริงหรือไม่ และจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากน้อยเพียงใด บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยและให้ข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจ รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร? การรีไฟแนนซ์บ้าน คือการนำสินเชื่อบ้านที่มีอยู่กับธนาคารเดิมไปขอสินเชื่อใหม่กับอีกธนาคารหนึ่งที่ให้เงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า เป็นการโอนภาระหนี้จากธนาคารเดิมไปยังธนาคารใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระรายเดือน การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นสิทธิของผู้กู้ที่สามารถเลือกธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้ธนาคารต้องยินยอมให้ลูกค้าไถ่ถอนจำนองเพื่อไปรีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่นได้ ประโยชน์ของการรีไฟแนนซ์บ้าน 1. ลดภาระการผ่อนรายเดือน การรีไฟแนนซ์บ้านช่วยลดภาระการผ่อนรายเดือนได้ผ่านหลายวิธี เช่น การได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม การขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้นานขึ้น การปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนชำระ ตัวอย่างเช่น หากมีภาระหนี้เหลือ 2 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อน 20 ปี อัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน 6% ต่อปี การรีไฟแนนซ์ไปยังธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี จะช่วยลดค่างวดจากประมาณ 14,400 บาท เหลือ 12,100 บาท ประหยัดได้ 2,300 บาทต่อเดือน 2. เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน การรีไฟแนนซ์บ้านสามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินได้ด้วยการ: ขอวงเงินกู้เพิ่มตามมูลค่าบ้านที่เพิ่มขึ้น นำวงเงินส่วนต่างไปลงทุนหรือใช้จ่ายตามความจำเป็น ปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ปัจจุบัน 3. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการกู้ให้เหมาะสม การรีไฟแนนซ์เปิดโอกาสให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการกู้ใหม่ได้ เช่น: เปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นอัตราคงที่ ปรับเปลี่ยนระยะเวลาการผ่อนชำระ เพิ่มหรือลดผู้กู้ร่วม [...]
ยอดปฏิเสธสินเชื่อ หรือว่า Rejection Rate ในตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม บอกอะไรได้บ้าง และทำไมเรื่องนี้ถึงได้สร้างความกังวลให้กับทั้ง คนซื้อและคนขาย เป็นอย่างมาก ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ยอดปฏิเสธสินเชื่อจะอยู่ที่ประมาณ 10 % ที่อาจจะเกิดได้จากความไม่พร้อมของผู้ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมทำให้ไม่ผ่านเกณฑ
รู้หรือไม่ว่าจำนวนบ้านและคอนโดมิเนียมมือสองที่รอขายให้คนไปเลือกซื้อมีมากถึง 1.6 แสนยูนิต บ้านเดี่ยวมีมากที่สุด 45% รองลงมาทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม เหตุผลที่บ้านมือสองค้างในระบบเป็นจำนวนมากขนาดนี้ มาจากเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน รายได้ที่ไม่มั่นคงของคนในวัยซื้อบ้าน แบงก์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ม
5. ธนาคารออมสิน (ข้อมูลรีไฟแนนซ์บ้านอัปเดตเดือนพฤษภาคม 2566) รีไฟแนนซ์บ้านของธนาคารออมสิน ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกอยู่ที่ 3.34% วงเงินให้กู้สูงสุด (LTV) ไม่เกิน 100% ของราคาประเมินหลักประกัน โดยยอดหนี้ของสินเชื่อร
2. ทำสัญญาที่ 2 ที่มีราคาสูงกว่า เทคนิคนี้ เป็นวิธีการที่ใช้กันโดยทั่วไปค่ะ ในกรณีที่ผู้ซื้อ อยากกู้ได้ 100% ขึ้นไป โดยจะทำสัญญาที่ 1 ตกลงจะซื้อจะขายเอาไว้ในราคาหนึ่ง และทำสัญญาที่ 2
1. ประวัติการเงินไม่ดี มีโอกาสกู้ไม่ผ่าน การยื่นกู้ซื้อบ้าน ในขณะที่ยังผ่อนรถอยู่ ทางธนาคารจะพิจารณาจากรายได้ของเราต่อเดือน รวมกับหนี้สิน และศักยภาพในการผ่อนชำระหนี้สินของเราในปัจจุบันเป็นหลั
รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร คือการยื่นกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารแห่งใหม่ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย เพราะโดยทั่วไปแล้ว ดอกเบี้ยบ้านในช่วง 1-3 ปีแรกจะเป็นดอกเบี้ยคงที่ที่ค่อนข้างถูก และหลั
อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเป็นแบบไหน โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับการกู้ซื้อบ้าน จะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารกำหนด ซึ่งจะคงที่ในระยะเวลาช่วง 1-3 ปี หรือที่เรียกว่า อัตราดอกเ
ใช้แอปฯ ที่ไม่ใช่ Official ของธนาคาร เสนอให้ใช้แอปฯ ที่ไม่ใช่ Official app ของธนาคาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เพราะว่าสถาบันทางการเงินต้องมีช่องทางเข้าถึงที่เป็นสาธารณะ ที่ท