Logo
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรา
ลงประกาศ
ลงประกาศ
Homeday
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรารายการโปรด
HOMEDAY Logo

แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อันดับ 1 ที่ได้รับความไว้วางใจ ค้นหาบ้านในฝัน คอนโดทำเลดี หรือลงทุนอสังหาฯ ได้ง่ายๆ ที่นี่

DBD Registered

เมนูหลัก

  • หน้าหลัก
  • ขายอสังหาริมทรัพย์
  • เช่าอสังหาริมทรัพย์
  • โครงการใหม่
  • ทำเลน่าอยู่
  • บทความอสังหาฯ
  • คู่มือการใช้งาน
  • ติดต่อเรา

ประเภทอสังหาฯ

  • คอนโด
  • บ้านเดี่ยว
  • ทาวน์โฮม
  • ที่ดิน

ติดต่อเรา

  • เบอร์โทรศัพท์090-916-9993ทุกวัน 9:00 - 18:00 น.
  • Email[email protected]
  • Office159/229 ม.6 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง
    จังหวัดนนทบุรี 11110

คำค้นหายอดนิยม

คอนโดสุขุมวิทคอนโดติดรถไฟฟ้าบ้านเดี่ยวบางนาทาวน์โฮมราคาถูกที่ดินเปล่าเขาใหญ่คอนโดให้เช่ารัชดาบ้านมือสองนนทบุรีรีวิวคอนโดใหม่สินเชื่อบ้านราคาประเมินที่ดินอสังหาฯ เพื่อการลงทุนประกาศขายบ้านฟรี

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. All rights reserved.

ข้อกำหนดและเงื่อนไขนโยบายความเป็นส่วนตัวSitemap
Add LINE Sticky

ทำไมผักตระกูลกะหล่ำจึงมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด? 8 ชนิดที่ควรปลูกเองที่บ้าน

Homeday
21 พฤษภาคม 2568
3 นาที
แชร์:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 21/5/2568

ทำไมผักตระกูลกะหล่ำจึงมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด? 8 ชนิดที่ควรปลูกเองที่บ้าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

โครงการแนะนำ

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
โครงการใหม่

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

เริ่ม 11,990,000 บาท
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
โครงการพร้อมอยู่

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

เริ่ม 25,900,000 บาท
มหกรรมบ้านและคอนโด
ผักตระกูลกะหล่ำเป็นกลุ่มพืชที่มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อร่างกาย อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคร้ายหลายชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ผักตระกูลนี้มีมากกว่า 3,000 ชนิดทั่วโลก มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คล้ายคลึงกัน คือมีลำต้นเป็นแกนกลางและแตกกิ่งกับช่อดอกตรงยอดลำต้น ที่สำคัญคือนอกจากรสชาติอร่อยแล้ว ผักกลุ่มนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก บทความนี้จะแนะนำให้คุณรู้จักผักตระกูลกะหล่ำที่มีประโยชน์ พร้อมวิธีการปลูกไว้รับประทานเองที่บ้านเพื่อสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืน
Article Image

ประโยชน์ทางสุขภาพของผักตระกูลกะหล่ำที่อาจคุณไม่เคยรู้

ผักตระกูลกะหล่ำหรือ Cruciferous Vegetable อยู่ในวงศ์ Brassica มีสารอาหารสำคัญมากมายที่มอบประโยชน์ให้ร่างกายอย่างน่าทึ่ง ดังนี้
กลูโคซิโนเลต (Glucosinolates) เป็นสารสำคัญที่มีคุณสมบัติป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิด ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานพืชตระกูลกะหล่ำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง สามารถลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 66% เลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีสารชัลโฟราเฟน อินโดล-3-คาร์บินอล และสารไอโซไธโอไซยาเนต ที่มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นสารก่อมะเร็ง และดักจับสารก่อมะเร็งรวมถึงอนุมูลอิสระที่จะทำลายเซลล์ปกติ
ไฟเบอร์ (Fiber) ที่พบในผักกลุ่มนี้ช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
วิตามินซี (Vitamin C) ที่อุดมในผักตระกูลกะหล่ำช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เร่งการสมานแผล บำรุงสายตาและผิวพรรณ เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก และยังช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดได้อีกด้วย
ผักตระกูลกะหล่ำยังมีวิตามินเค (Vitamin K) ที่ช่วยเรื่องการแข็งตัวของเลือดและบำรุงกระดูก รวมถึงวิตามินบี 9 หรือโฟเลต (Folate) ที่มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือด จำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และช่วยลดโอกาสเด็กพิการแต่กำเนิด
ประโยชน์อื่นๆ ของผักตระกูลกะหล่ำยังมีอีกมากมาย เช่น ช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการท้องผูก รักษาสมดุลของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยกำจัดของเสียและสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยให้ตับลดการขับฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย
Article Image

บรอกโคลี – ราชาแห่งผักตระกูลกะหล่ำที่ปลูกง่าย

บรอกโคลี (Broccoli) เป็นผักที่ได้รับความนิยมสูงในผักตระกูลกะหล่ำ อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินเค วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก ซีลีเนียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สารต้านอนุมูลอิสระ โปรตีน และไฟเบอร์ ช่วยในระบบย่อยอาหาร สร้างสมดุลน้ำตาลในร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
วิธีปลูกบรอกโคลีไม่ยากอย่างที่คิด เริ่มจากการเพาะเมล็ดในถาดเพาะหรือถุงเพาะ เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึงย้ายลงแปลงหรือกระถางขนาดใหญ่ บรอกโคลีต้องการดินร่วนที่ระบายน้ำดี และแสงแดดเต็มวัน รดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน แต่ระวังไม่ให้ดินแฉะเกินไป นอกจากนี้ บรอกโคลีเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยมาก หากปุ๋ยไม่เพียงพอจะทำให้เติบโตช้า สามารถเก็บเกี่ยวได้หลังปลูกประมาณ 70-90 วัน โดยตัดดอกตูมที่ยังไม่บาน
Article Image

กะหล่ำดอก – ความอร่อยที่ซ่อนอยู่ในดอกสีขาว

กะหล่ำดอก (Cauliflower) มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี 6 โฟเลต โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ประโยชน์ที่สำคัญคือช่วยระบบย่อยอาหาร ป้องกันท้องผูก ป้องกันเซลล์มะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ
การปลูกกะหล่ำดอกเริ่มจากการเพาะกล้า โดยหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะหรือโรยเมล็ดเป็นแถว เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 30 วัน หรือมีใบจริง 3-4 ใบ จึงย้ายลงแปลงปลูก ระยะปลูกควรห่างกัน 40×60 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้ ควรให้ปุ๋ยบำรุงต้นที่มีไนโตรเจนสูง และหลังจากย้ายปลูกได้ 40 วัน ให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูงเพื่อบำรุงดอก
กะหล่ำดอกเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการอุ้มน้ำและมีอินทรียวัตถุสูง ค่า pH ประมาณ 6-6.8 และชอบอุณหภูมิประมาณ 15-20 องศาเซลเซียส เมื่อดอกกะหล่ำเริ่มออก ควรห่อโดยใช้ใบคลุมเพื่อให้ดอกมีสีขาวนวลสวยงาม
Article Image

กะหล่ำปลี – ผักอเนกประสงค์ปลูกง่ายกินได้ทั้งปี

กะหล่ำปลี (Cabbage) เป็นผักที่คุ้นเคยและนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค แมกนีเซียม โฟเลต ที่ช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ ป้องกันการอักเสบ ป้องกันโรคเบาหวาน ป้องกันโรคมะเร็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบย่อยอาหาร
จากข้อมูลโภชนาการ กะหล่ำปลี 75 กรัม มีพลังงานเพียง 17 กิโลแคลอรี่ แต่มีคาร์โบไฮเดรต 4 กรัม ไฟเบอร์ 1 กรัม โปรตีน 1 กรัม วิตามินซี 27 มิลลิกรัม วิตามินเค 81.5 ไมโครกรัม แมกนีเซียม 11 มิลลิกรัม และโฟเลต 22 ไมโครกรัม นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิด
การปลูกกะหล่ำปลีเริ่มจากการเตรียมดินเพาะเมล็ด ใส่ในถาดเพาะหรือถุงเพาะ หยอดเมล็ดลงในแต่ละหลุม กลบดิน และรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อต้นกล้ามีใบอย่างน้อย 3 ใบ และสูงประมาณ 3-4 นิ้ว จึงย้ายลงแปลงหรือกระถางขนาดใหญ่ การย้ายต้นกล้าควรทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้รากเสียหาย กดดินรอบต้นให้แน่นและรดน้ำ ในช่วงแรกควรจำกัดการรับแสงโดยหาที่กรองแสงหรือทำร่มบังแดดไว้ 3-4 วัน
Article Image

กะหล่ำดาว – เพชรเม็ดเล็กแห่งผักตระกูลกะหล่ำ

กะหล่ำดาว (Brussels Sprouts) เป็นผักที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีหัวขนาดเล็กคล้ายกะหล่ำปลีจิ๋ว แต่เกิดตามข้อของลำต้น อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค โฟเลต แมงกานีส โอเมก้า 3 ไฟเบอร์ โปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระ มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก ช่วยบำรุงกระดูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก
กะหล่ำดาวเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงสูงได้ถึง 1 เมตร ลักษณะหัวคล้ายกะหล่ำปลี แต่มีขนาดเล็กเพียง 1-2 นิ้ว ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ชอบความชื้นสูง อากาศเย็น ดินร่วนซุย และทนแดดแรงได้ดี การปลูกมีขั้นตอนคล้ายกับการปลูกผักตระกูลกะหล่ำชนิดอื่นๆ แต่ต้องเตรียมพื้นที่ให้เพียงพอเนื่องจากมีลำต้นสูง
Article Image

ผักเคล – ซุปเปอร์ฟู้ดที่ปลูกได้ในบ้านเรา

ผักเคล (Kale) ได้รับการยกย่องว่าเป็นซุปเปอร์ฟู้ดเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี 6 โพแทสเซียม ทองแดง แมงกานีส แคลเซียม แมกนีเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ประโยชน์ของผักเคลมีมากมาย ทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ดีต่อระบบย่อยอาหาร ลดคอเลสเตอรอล ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยให้นอนหลับดี ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ และต้านมะเร็ง
ที่น่าสนใจคือผักเคลไม่มีไขมัน มีแคลอรี่ต่ำ และคาร์โบไฮเดรตน้อย ทำให้เป็นอาหารยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
การปลูกผักเคลทำได้ไม่ยาก เริ่มจากการเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดเต็มวันหรือร่มเงาบางส่วน ดินควรมีค่า pH ประมาณ 6.0-7.0 เพาะเมล็ดลึกประมาณ 1/4 – 1/2 นิ้ว เมื่อต้นกล้าสูงประมาณ 2 นิ้ว ให้ถอนแยกให้ห่างกันประมาณ 12-18 นิ้ว รดน้ำสม่ำเสมอ แต่ไม่ให้แฉะเกินไป ข้อดีของผักเคลคือสามารถเก็บเกี่ยวใบล่างก่อน ปล่อยให้ใบบนเติบโตต่อไปได้ ทำให้เก็บกินได้ต่อเนื่อง
Article Image

กะหล่ำปลีใบย่น – รสชาติอ่อนนุ่มที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก

กะหล่ำปลีใบย่น (Savoy Cabbage) เป็นกะหล่ำที่มีลักษณะพิเศษคือใบย่นและหยิกมากกว่ากะหล่ำปลีทั่วไป มีรสชาติอ่อนกว่า และไม่มีกลิ่นกำมะถันเมื่อปรุงสุก ที่พิเศษกว่านั้น กะหล่ำปลีใบย่นยังเป็นกะหล่ำที่ทนความหนาวเย็นได้ดีที่สุดในตระกูลกะหล่ำ
วิธีปลูกกะหล่ำปลีใบย่นเริ่มได้ดีในช่วงต้นฤดูหนาว โดยเพาะเมล็ด 4 สัปดาห์ก่อนฤดูหนาวหรือ 6-8 สัปดาห์ก่อนฤดูใบไม้ร่วง ปล่อยให้ต้นกล้าแข็งแรงก่อนย้ายปลูก ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 2 ฟุต และระหว่างต้น 15-18 นิ้ว ต้องการแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน ดินควรมีค่า pH ระหว่าง 6.5-6.8
เทคนิคสำคัญในการปลูกกะหล่ำปลีใบย่นคือ ควรคลุมดินด้วยปุ๋ยหมัก ใบไม้ หรือเปลือกไม้บดละเอียด เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันวัชพืช รดน้ำประมาณ 1-1.5 นิ้วต่อสัปดาห์ และใส่ปุ๋ยเมื่อต้นเริ่มมีใบใหม่ และอีกครั้งเมื่อเริ่มห่อหัว
Article Image

กะหล่ำปลีม่วง – สีสันสวยงามพร้อมคุณค่าทางอาหารที่เหนือกว่า

กะหล่ำปลีม่วง (Red Cabbage) มีลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีทั่วไป แต่มีสีม่วงอมแดงที่สวยงาม ซึ่งไม่เพียงแต่สวยงามเท่านั้น แต่สีม่วงนี้ยังบ่งบอกถึงปริมาณแอนโธไซยานินที่สูงกว่าในกะหล่ำปลีสีเขียว ทำให้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่เข้มข้นมากขึ่น
กะหล่ำปลีม่วงอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลต วิตามินบี 6 แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส และสังกะสี ทำให้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
การปลูกกะหล่ำปลีม่วงมีวิธีเดียวกับกะหล่ำปลีทั่วไป แต่มีข้อสังเกตว่ากะหล่ำปลีม่วงจะชอบดินร่วนซุย มีความชื้นสูง น้ำไม่ท่วมขัง และต้องการแสงแดดเต็มวัน ระยะเวลาในการเจริญเติบโตจนเก็บเกี่ยวได้จะยาวกว่ากะหล่ำปลีสีเขียวเล็กน้อย
Article Image

กะหล่ำปม – ความแปลกใหม่ที่น่าลองปลูก

กะหล่ำปม หรือ โคห์ลราบี (Kohlrabi) เป็นผักที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย มีลักษณะพิเศษคือลำต้นส่วนบนจะพองออกเป็นทรงกลมคล้ายหัวผักกาด มีก้านเล็กและใบแตกยอดจากด้านบน ขอบใบหยัก ด้านในมีสีขาวอมเหลือง มีความแน่นและฉ่ำน้ำ
กะหล่ำปมเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซี วิตามินบี 6 โพแทสเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส และโฟเลต มีไฟเบอร์สูง ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและสุขภาพลำไส้ จากข้อมูลโภชนาการ กะหล่ำปม 135 กรัมให้พลังงานเพียง 36 แคลอรี่ แต่มีคาร์โบไฮเดรต 8 กรัม ไฟเบอร์ 5 กรัม โปรตีน 2 กรัม วิตามินซี 93% ของความต้องการต่อวัน วิตามินบี 6 12% และโพแทสเซียม 10%
การปลูกกะหล่ำปมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ชอบอากาศเย็น แสงแดดจัดตลอดวัน และควรรดน้ำสม่ำเสมอทุกวัน วิธีการปลูกคล้ายกับผักตระกูลกะหล่ำอื่นๆ แต่ต้องระวังเรื่องการเว้นระยะปลูกให้เหมาะสมเพื่อให้หัวสามารถพัฒนาได้เต็มที่
Article Image

เคล็ดลับการปลูกผักตระกูลกะหล่ำให้ได้ผลผลิตดี

การปลูกผักตระกูลกะหล่ำให้ได้ผลผลิตดีนั้น มีเคล็ดลับสำคัญที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้
เลือกเมล็ดพันธุ์คุณภาพจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ไม่เก่าเก็บค้างนานปี และปราศจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือเชื้อรา เพราะเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด
เตรียมดินให้เหมาะสม ผักตระกูลกะหล่ำชอบดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ประมาณ 6-6.8 ควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงในดินเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ
การเพาะต้นกล้าควรทำในถาดเพาะหรือแปลงเพาะที่มีดินเบา เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 3-4 ใบ จึงย้ายลงปลูกในแปลงหรือกระถางที่เตรียมไว้ ระวังการกระทบกระเทือนรากในขณะย้ายต้นกล้า
ระยะปลูกที่เหมาะสมมีความสำคัญ ให้ระยะห่างระหว่างต้นที่เพียงพอเพื่อให้ต้นได้รับแสง อากาศถ่ายเท และลดการแพร่ระบาดของโรคและแมลง แต่ละชนิดอาจต้องการระยะห่างที่แตกต่างกัน
การให้น้ำต้องสม่ำเสมอ ผักตระกูลกะหล่ำต้องการน้ำอย่างเพียงพอ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ควรรดน้ำตอนเช้าเพื่อให้ใบแห้งก่อนค่ำ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดโรครา
การใส่ปุ๋ยมีความสำคัญ ผักตระกูลกะหล่ำต้องการสารอาหารค่อนข้างมาก ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงในช่วงแรกเพื่อบำรุงต้น และปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูงเมื่อใกล้ออกดอกหรือห่อหัว
สุดท้าย การป้องกันศัตรูพืชคือความท้าทายสำคัญ ผักตระกูลกะหล่ำมีศัตรูพืชหลายชนิด โดยเฉพาะหนอนเจาะและหนอนคืบกะหล่ำ ควรหมั่นตรวจสอบและป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ โดยใช้สารชีวภัณฑ์หากต้องการทำเกษตรอินทรีย์
Article Image

คุณค่าของการปลูกผักตระกูลกะหล่ำไว้กินเองที่บ้าน

การปลูกผักตระกูลกะหล่ำไว้รับประทานเองที่บ้านนั้นมีข้อดีมากมาย ทั้งได้ผักสดใหม่ที่ปลอดสารเคมี มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย
ผักตระกูลกะหล่ำเป็นแหล่งสำคัญของสารอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะสารต้านมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระ และสารเสริมภูมิคุ้มกัน การรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือเมื่อปลูกเอง คุณจะมั่นใจได้ว่าผักของคุณปลอดสารเคมีและสดใหม่ ซึ่งหมายถึงมีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด
สำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด การปลูกในกระถางก็เป็นทางเลือกที่ดี ผักบางชนิดเช่น บรอกโคลี กะหล่ำดอก หรือผักเคล สามารถปลูกในกระถางขนาดกลางถึงใหญ่ได้ โดยเฉพาะผักเคลที่สามารถเก็บใบล่างกินได้ทีละใบ ทำให้เหมาะกับการปลูกในพื้นที่จำกัด
การปลูกผักตระกูลกะหล่ำไม่ยากอย่างที่คิด เพียงเข้าใจความต้องการพื้นฐานของพืชแต่ละชนิด ให้น้ำและปุ๋ยที่เหมาะสม ก็จะสามารถปลูกผักตระกูลกะหล่ำไว้รับประทานเองได้อย่างง่ายดาย สร้างทั้งความสุขและสุขภาพที่ดีให้กับชีวิต
#สาระ #ผักตระกูลกะหล่ำ #ประโยชน์ผักกะหล่ำ #ปลูกผักกินเอง #บรอกโคลี #กะหล่ำดอก #กะหล่ำปลี #ผักเคล #อาหารเพื่อสุขภาพ #ต้านมะเร็ง #วิธีปลูกผัก
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
#บรอกโคลี
#ประโยชน์ผักกะหล่ำ
#กะหล่ำดอก
#อาหารเพื่อสุขภาพ
#ปลูกผักกินเอง
#วิธีปลูกผัก
#ผักตระกูลกะหล่ำ
#กะหล่ำปลี
#ต้นไม้และสวน
#สาระ
#ผักเคล
#ต้านมะเร็ง

ชอบบทความนี้ไหม? แชร์เลย!

แชร์:FacebookXLINE

-

จาก 5

รีวิวและเรตติ้ง

(0 รีวิว)

ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวบทความนี้!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
โครงการใหม่

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

เริ่ม 1,990,000 บาท
เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)
คอนโด
โครงการพร้อมอยู่

เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เมืองนนทบุรี, นนทบุรี

โครงการ เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่รัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด 'Oxygen Community' ที่มุ่งเน้นความโปร่งโล่งและการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่น้อย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่เรียบง่ายแต่ครบครัน ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัยหลายอาคาร นำเสนอห้องพักอาศัยในรูปแบบ XL Condo ที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ มีให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 30.00 - 52.00 ตารางเมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ โดดเด่นด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง เพดานสูงโปร่ง และการกั้นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำเลที่ตั้งถือเป็นจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพียงระยะเดินถึง (ประมาณ 450 เมตร) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์ราชการนนทบุรีเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายเส้นทาง ทั้งถนนสนามบินน้ำ ถนนติวานนท์ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนงามวงศ์วาน สภาพแวดล้อมโดยรอบพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เอสพลานาด แคราย, บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ และตลาดนัดเลี่ยงเมืองนนท์ รวมถึงอยู่ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ส่วนกลาง, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness) พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และพื้นที่สวนหย่อมสีเขียวรอบโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารด้วย Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.69 - 3.5 ล้านบาท

เริ่ม 1,690,000 บาท
ทั่วไป
HOMEDAY
ดูทั้งหมด
ผักกินใบมีประโยชน์อะไรบ้าง? เรียนรู้วิธีปลูก 9 ชนิดยอดฮิตได้ง่ายๆ ที่บ้าน
ทั่วไป

ผักกินใบมีประโยชน์อะไรบ้าง? เรียนรู้วิธีปลูก 9 ชนิดยอดฮิตได้ง่ายๆ ที่บ้าน

การเพิ่มผักใบเขียวในอาหารประจำวันถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพ นอกจากจะให้วิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์แล้ว ผักกินใบยังมีแคลอรี่ต่ำแต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและใยอาหารที่ช่วยในระบบขับถ่าย หากคุณมีพื้นที่เพียงเล็กน้อย คุณสามารถปลูกผักกินใบหลากหลายชนิดได้ที่บ้าน ซึ่งนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าปลอดสารเคมีอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับผักกินใบ 9 ชนิดยอดนิยม พร้อมวิธีปลูกและประโยชน์ต่อสุขภาพที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ผักกินใบคืออะไร? ทำความรู้จักให้มากขึ้น ผักกินใบ เป็นหนึ่งในประเภทของผักที่เรานิยมบริโภคส่วนของใบเป็นหลัก แตกต่างจากผักกินดอก ผักกินหัว หรือผักกินผล ผักประเภทนี้มีทั้งใบขนาดเล็กและใบขนาดใหญ่ โดยส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วแต่มีอายุสั้น ใช้เวลาในการปลูกและเก็บเกี่ยวเพียงประมาณ 1-2 เดือนเท่านั้น ผักกินใบมักต้องการปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเป็นหลักเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของส่วนใบ คุณสมบัติเด่นของผักกินใบคือมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ทำไมการทานผักใบเขียวจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ? การรับประทานผักใบเขียวเป็นประจำมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่บริโภคผักใบเขียวทุกวันมีอัตราการเสื่อมของระบบสมองที่ช้ากว่าผู้ที่ไม่รับประทาน ผักใบเขียวอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่: วิตามินและแร่ธาตุ: ผักใบเขียวมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค และแร่ธาตุอย่างเช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็ก ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระ: ผักใบเขียวมีสารเบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยชะลอวัย และลดการเกิดริ้วรอย ใยอาหาร: ช่วยในระบบขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด [...]

3 นาที
เหตุใดผักสลัดไฮโดรโปนิกส์มีรสขม? พร้อมวิธีปลูกและเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง
ทั่วไป

เหตุใดผักสลัดไฮโดรโปนิกส์มีรสขม? พร้อมวิธีปลูกและเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง

หากคุณเคยลองรับประทานผักสลัดไฮโดรโปนิกส์แล้วพบว่ามีรสขม อาจทำให้รู้สึกเสียดายและไม่อยากทานต่อ บางคนถึงขั้นเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะมีสารเคมีตกค้าง แต่ความจริงแล้ว ความขมของผักสลัดมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่สามารถควบคุมและแก้ไขได้ บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ผักสลัดขม พร้อมแนะนำวิธีการปลูกและเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผักสลัดรสชาติดี กรอบ อร่อย และไม่ขม สาเหตุที่ทำให้ผักสลัดไฮโดรโปนิกส์มีรสขม เมื่อพบว่าผักสลัดที่ปลูกมีรสขม มีหลายสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดจากการปลูกที่ไม่ดีเพียงอย่างเดียว มาดูสาเหตุต่างๆ กัน พันธุ์ผักและลักษณะธรรมชาติของผัก ชนิดและพันธุ์ของผักสลัดบางชนิดมีรสขมเป็นรสชาติพื้นฐานอยู่แล้ว ทำให้ผักที่กินเข้าไปมีรสขม ซึ่งตรงนี้ไม่เกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือการดูแลผักแต่อย่างใด ผักสลัดบางสายพันธุ์โดยเฉพาะผักที่มีสีเข้มหรือใบมีสีแดงมักจะมีสารที่ให้รสขมมากกว่าผักสลัดใบสีเขียวอ่อน ดังนั้นการเลือกสายพันธุ์ที่มีรสชาติดีตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาความขมได้ อายุผักที่มากเกินไป ผักแก่ส่วนใหญ่จะมีรสขม โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาการปลูกผักสลัดไม่ควรเกิน 45 วัน แนะนำให้เพาะต้นกล้าในถาดเพาะ 11 วันและลงแปลง 30 วัน และไม่ควรทิ้งผักสลัดไว้จนเกินอายุ 45 วันหลังเพาะเมล็ด หากปล่อยให้ผักมีอายุมากเกินไป ผักจะเริ่มผลิตน้ำยางที่มีรสขมเพื่อเตรียมออกดอก ช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยว ผู้ปลูกผักสลัดส่วนใหญ่จะนิยมเก็บผักในช่วงเช้าหรือเย็น แต่จะไม่นิยมเก็บผักตอนแดดจัด เนื่องจากธรรมชาติของผักสลัดมียางค่อนข้างมาก ในช่วงที่แดดจัดๆ ผักสลัดจะทำการผลิตยางออกมาเพื่อปรับสมดุลให้กับตัวเองเนื่องจากเสียน้ำไปจากสภาวะคายน้ำ จึงส่งผลให้รสชาติของผักในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเกิดความขม การให้ปุ๋ยที่เข้มข้นเกินไป ผู้ปลูกที่อาจไม่เข้าใจธรรมชาติของผักสลัดอย่างรอบด้าน อาจปลูกโดยไม่รู้จักการชดเชยปุ๋ยให้กับผักสลัดตามสัดส่วนและช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้ผักสลัดที่ได้มีรสขม แทนที่จะออกรสหวานน่ากิน การใช้ปุ๋ยที่เข้มข้นเกินไปโดยเฉพาะช่วง 7-10 วันก่อนเก็บเกี่ยวจะทำให้ผักมียางเยอะ ยิ่งยางเยอะยิ่งขม สภาพแวดล้อมและอุณหภูมิ หากปลูกผักสลัดในบริเวณที่อากาศไม่อบอ้าว [...]

3 นาที
ทำไมแปลงผักอิฐบล็อกจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการปลูกผักที่บ้าน?
ทั่วไป

ทำไมแปลงผักอิฐบล็อกจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการปลูกผักที่บ้าน?

ประโยชน์ของการทำแปลงผักอิฐบล็อกในบ้าน การปลูกผักสวนครัวที่บ้านกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นและผู้คนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น การทำแปลงผักด้วยอิฐบล็อกเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกผักไว้รับประทานเองที่บ้าน เนื่องจากมีความแข็งแรง ทนทาน และประหยัดงบประมาณ4 นอกจากนี้ยังช่วยให้มีผักสดปลอดสารพิษไว้รับประทานทุกวัน ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าผักที่ซื้อจากตลาด การทำแปลงผักอิฐบล็อกมีข้อดีหลายประการ ได้แก่: ช่วยเพิ่มหน้าดินให้ลึกขึ้นและป้องกันการไหลของปุ๋ย มีความแข็งแรงทนทาน สามารถใช้งานได้นานถึง 3-5 ปีขึ้นไป ช่วยป้องกันไม่ให้หญ้าชอนไชเข้ามาในแปลงผัก สร้างความเป็นระเบียบและสวยงามให้กับพื้นที่ วัสดุและงบประมาณในการทำแปลงผักอิฐบล็อก การทำแปลงผักด้วยอิฐบล็อกไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง จากตัวอย่างการทำแปลงผักขนาด 4×1.5 เมตร จำนวน 6 แปลง ใช้งบประมาณเพียง 1,164 บาท4 โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายดังนี้: อิฐบล็อก 144 ก้อน ราคาก้อนละ 6 บาท รวม 864 บาท4 ก้อนหินสำหรับโรยรอบๆ แปลง 300 บาท4 สำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด สามารถเลือกใช้อิฐประสานซึ่งมีราคาถูกกว่า โดยแปลงขนาด 40 ซม. x 272 ซม. สูง 20 ซม. ใช้งบประมาณเพียง [...]

2 นาที
ทำอย่างไรให้ปลูกฟักทองญี่ปุ่นในพื้นที่เล็กได้ผลผลิตดกและปลอดสารพิษ?
ทั่วไป

ทำอย่างไรให้ปลูกฟักทองญี่ปุ่นในพื้นที่เล็กได้ผลผลิตดกและปลอดสารพิษ?

การปลูกฟักทองญี่ปุ่นในพื้นที่จำกัดด้วยวิธีการเกษตรอินทรีย์กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากฟักทองญี่ปุ่นมีราคาค่อนข้างสูงในท้องตลาด แต่สามารถปลูกเองได้ง่ายแม้ในพื้นที่เล็ก การใช้เทคนิคการปลูกแบบเลื้อยขึ้นฟ้าร่วมกับการดูแลด้วยสารธรรมชาติ ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพดี โดยผู้ที่ทำงานประจำยังสามารถดูแลได้ในช่วงเย็นและวันหยุด นอกจากนี้การใช้สูตรฮอร์โมนไข่และน้ำสมุนไพรไล่แมลงยังช่วยเพิ่มผลผลิตและรักษาความปลอดภัยของพืชผลอีกด้วย เตรียมวัสดุและพื้นที่ปลูกอย่างไรให้เหมาะสม? การเตรียมวัสดุปลูกเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะส่งผลต่อความสำเร็จในการปลูกฟักทองญี่ปุ่น วัสดุหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ ถุงเพาะชำขนาด 8×13 นิ้ว ที่ไม่เจาะรู กาบมะพร้าวสับผสมกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 50:50 และปุ๋ยเม็ดสูตร 16-16-16สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือการเตรียมขุยมะพร้าว เนื่องจากมีสารแทนนินที่มีฤทธิ์เป็นกรดและอาจทำให้ต้นกล้าเติบโตไม่ดี ก่อนนำขุยมะพร้าวและกาบมะพร้าวสับมาใช้ จำเป็นต้องแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 1-2 คืน หรือล้างน้ำหลายครั้งจนกว่าน้ำจะใสไม่เป็นสีน้ำตาลการกำจัดสารแทนนินนี้จะช่วยป้องกันปัญหาต้นไม่โต ใบเหลือง และขอบใบไหม้ นอกจากนี้ควรผสมสารป้องกันแมลงชนิดดูดซึมเข้าทางระบบรากลงในวัสดุปลูก และเพิ่มไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรครากเน่า โดยต้องบ่มเชื้อไว้ประมาณ 7 วัน การย้ายต้นกล้าลงถุงควรทำในช่วงเช้าหรือเย็น หรือช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเครียดจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หลังจากลงถุงแล้ว ต้นฟักทองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถวัดได้วันละคืบ จึงต้องเตรียมโครงสร้างให้เลื้อยขึ้นไปด้วย โรงเรือนและโครงสร้างสำหรับฟักทองควรสร้างอย่างไร? การสร้างโรงเรือนเล็กสำหรับฟักทองญี่ปุ่นสามารถทำได้ด้วยท่อ PVC ขนาด 6 หุน โดยมีขนาดกว้าง 2-3 เมตร ยาว 3-4 เมตร สูง 2.30 เมตร วัสดุคลุมสามารถใช้พลาสติกใสที่ซื้อมาจากร้านขายอุปกรณ์เกษตร [...]

2 นาที
ดูทั้งหมด
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
ฟังบ้าน
Homeday AgentHomeday Agent