กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
รวมบทความเกี่ยวกับวิธีปลูกผัก จำนวน 4 บทความ เรียงจากวันที่เผยแพร่ล่าสุด เลือกอ่านสรุปแต่ละเรื่องเพื่อค้นหาข้อมูลที่ตรงกับความสนใจ และตรวจวันที่ในบทความก่อนนำข้อมูลราคาและโครงการไปใช้
การปลูกฟักทองญี่ปุ่นในพื้นที่จำกัดด้วยวิธีการเกษตรอินทรีย์กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากฟักทองญี่ปุ่นมีราคาค่อนข้างสูงในท้องตลาด แต่สามารถปลูกเองได้ง่ายแม้ในพื้นที่เล็ก การใช้เทคนิคการปลูกแบบเลื้อยขึ้นฟ้าร่วมกับการดูแลด้วยสารธรรมชาติ ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพดี โดยผู้ที่ทำงานประจำยังสามารถดูแลได้ในช่วงเย็นและวันหยุด นอกจากนี้การใช้สูตรฮอร์โมนไข่และน้ำสมุนไพรไล่แมลงยังช่วยเพิ่มผลผลิตและรักษาความปลอดภัยของพืชผลอีกด้วย เตรียมวัสดุและพื้นที่ปลูกอย่างไรให้เหมาะสม? การเตรียมวัสดุปลูกเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะส่งผลต่อความสำเร็จในการปลูกฟักทองญี่ปุ่น วัสดุหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ ถุงเพาะชำขนาด 8×13 นิ้ว ที่ไม่เจาะรู กาบมะพร้าวสับผสมกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 50:50 และปุ๋ยเม็ดสูตร 16-16-16สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือการเตรียมขุยมะพร้าว เนื่องจากมีสารแทนนินที่มีฤทธิ์เป็นกรดและอาจทำให้ต้นกล้าเติบโตไม่ดี ก่อนนำขุยมะพร้าวและกาบมะพร้าวสับมาใช้ จำเป็นต้องแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 1-2 คืน หรือล้างน้ำหลายครั้งจนกว่าน้ำจะใสไม่เป็นสีน้ำตาลการกำจัดสารแทนนินนี้จะช่วยป้องกันปัญหาต้นไม่โต ใบเหลือง และขอบใบไหม้ นอกจากนี้ควรผสมสารป้องกันแมลงชนิดดูดซึมเข้าทางระบบรากลงในวัสดุปลูก และเพิ่มไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรครากเน่า โดยต้องบ่มเชื้อไว้ประมาณ 7 วัน การย้ายต้นกล้าลงถุงควรทำในช่วงเช้าหรือเย็น หรือช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเครียดจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หลังจากลงถุงแล้ว ต้นฟักทองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถวัดได้วันละคืบ จึงต้องเตรียมโครงสร้างให้เลื้อยขึ้นไปด้วย โรงเรือนและโครงสร้างสำหรับฟักทองควรสร้างอย่างไร? การสร้างโรงเรือนเล็กสำหรับฟักทองญี่ปุ่นสามารถทำได้ด้วยท่อ PVC ขนาด 6 หุน โดยมีขนาดกว้าง 2-3 เมตร ยาว 3-4 เมตร สูง 2.30 เมตร วัสดุคลุมสามารถใช้พลาสติกใสที่ซื้อมาจากร้านขายอุปกรณ์เกษตร [...]
หากคุณเคยลองรับประทานผักสลัดไฮโดรโปนิกส์แล้วพบว่ามีรสขม อาจทำให้รู้สึกเสียดายและไม่อยากทานต่อ บางคนถึงขั้นเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะมีสารเคมีตกค้าง แต่ความจริงแล้ว ความขมของผักสลัดมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่สามารถควบคุมและแก้ไขได้ บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ผักสลัดขม พร้อมแนะนำวิธีการปลูกและเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผักสลัดรสชาติดี กรอบ อร่อย และไม่ขม สาเหตุที่ทำให้ผักสลัดไฮโดรโปนิกส์มีรสขม เมื่อพบว่าผักสลัดที่ปลูกมีรสขม มีหลายสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดจากการปลูกที่ไม่ดีเพียงอย่างเดียว มาดูสาเหตุต่างๆ กัน พันธุ์ผักและลักษณะธรรมชาติของผัก ชนิดและพันธุ์ของผักสลัดบางชนิดมีรสขมเป็นรสชาติพื้นฐานอยู่แล้ว ทำให้ผักที่กินเข้าไปมีรสขม ซึ่งตรงนี้ไม่เกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือการดูแลผักแต่อย่างใด ผักสลัดบางสายพันธุ์โดยเฉพาะผักที่มีสีเข้มหรือใบมีสีแดงมักจะมีสารที่ให้รสขมมากกว่าผักสลัดใบสีเขียวอ่อน ดังนั้นการเลือกสายพันธุ์ที่มีรสชาติดีตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาความขมได้ อายุผักที่มากเกินไป ผักแก่ส่วนใหญ่จะมีรสขม โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาการปลูกผักสลัดไม่ควรเกิน 45 วัน แนะนำให้เพาะต้นกล้าในถาดเพาะ 11 วันและลงแปลง 30 วัน และไม่ควรทิ้งผักสลัดไว้จนเกินอายุ 45 วันหลังเพาะเมล็ด หากปล่อยให้ผักมีอายุมากเกินไป ผักจะเริ่มผลิตน้ำยางที่มีรสขมเพื่อเตรียมออกดอก ช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยว ผู้ปลูกผักสลัดส่วนใหญ่จะนิยมเก็บผักในช่วงเช้าหรือเย็น แต่จะไม่นิยมเก็บผักตอนแดดจัด เนื่องจากธรรมชาติของผักสลัดมียางค่อนข้างมาก ในช่วงที่แดดจัดๆ ผักสลัดจะทำการผลิตยางออกมาเพื่อปรับสมดุลให้กับตัวเองเนื่องจากเสียน้ำไปจากสภาวะคายน้ำ จึงส่งผลให้รสชาติของผักในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเกิดความขม การให้ปุ๋ยที่เข้มข้นเกินไป ผู้ปลูกที่อาจไม่เข้าใจธรรมชาติของผักสลัดอย่างรอบด้าน อาจปลูกโดยไม่รู้จักการชดเชยปุ๋ยให้กับผักสลัดตามสัดส่วนและช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้ผักสลัดที่ได้มีรสขม แทนที่จะออกรสหวานน่ากิน การใช้ปุ๋ยที่เข้มข้นเกินไปโดยเฉพาะช่วง 7-10 วันก่อนเก็บเกี่ยวจะทำให้ผักมียางเยอะ ยิ่งยางเยอะยิ่งขม สภาพแวดล้อมและอุณหภูมิ หากปลูกผักสลัดในบริเวณที่อากาศไม่อบอ้าว [...]
ผักตระกูลกะหล่ำเป็นกลุ่มพืชที่มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อร่างกาย อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคร้ายหลายชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ผักตระกูลนี้มีมากกว่า 3,000 ชนิดทั่วโลก มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คล้ายคลึงกัน คือมีลำต้นเป็นแกนกลางและแตกกิ่งกับช่อดอกตรงยอดลำต้น ที่สำคัญคือนอกจากรสชาติอร่อยแล้ว ผักกลุ่มนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก บทความนี้จะแนะนำให้คุณรู้จักผักตระกูลกะหล่ำที่มีประโยชน์ พร้อมวิธีการปลูกไว้รับประทานเองที่บ้านเพื่อสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืน ประโยชน์ทางสุขภาพของผักตระกูลกะหล่ำที่อาจคุณไม่เคยรู้ ผักตระกูลกะหล่ำหรือ Cruciferous Vegetable อยู่ในวงศ์ Brassica มีสารอาหารสำคัญมากมายที่มอบประโยชน์ให้ร่างกายอย่างน่าทึ่ง ดังนี้ กลูโคซิโนเลต (Glucosinolates) เป็นสารสำคัญที่มีคุณสมบัติป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิด ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานพืชตระกูลกะหล่ำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง สามารถลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 66% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีสารชัลโฟราเฟน อินโดล-3-คาร์บินอล และสารไอโซไธโอไซยาเนต ที่มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นสารก่อมะเร็ง และดักจับสารก่อมะเร็งรวมถึงอนุมูลอิสระที่จะทำลายเซลล์ปกติ ไฟเบอร์ (Fiber) ที่พบในผักกลุ่มนี้ช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย วิตามินซี (Vitamin C) ที่อุดมในผักตระกูลกะหล่ำช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เร่งการสมานแผล บำรุงสายตาและผิวพรรณ เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก และยังช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดได้อีกด้วย ผักตระกูลกะหล่ำยังมีวิตามินเค [...]
การเพิ่มผักใบเขียวในอาหารประจำวันถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพ นอกจากจะให้วิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์แล้ว ผักกินใบยังมีแคลอรี่ต่ำแต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและใยอาหารที่ช่วยในระบบขับถ่าย หากคุณมีพื้นที่เพียงเล็กน้อย คุณสามารถปลูกผักกินใบหลากหลายชนิดได้ที่บ้าน ซึ่งนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าปลอดสารเคมีอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับผักกินใบ 9 ชนิดยอดนิยม พร้อมวิธีปลูกและประโยชน์ต่อสุขภาพที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ผักกินใบคืออะไร? ทำความรู้จักให้มากขึ้น ผักกินใบ เป็นหนึ่งในประเภทของผักที่เรานิยมบริโภคส่วนของใบเป็นหลัก แตกต่างจากผักกินดอก ผักกินหัว หรือผักกินผล ผักประเภทนี้มีทั้งใบขนาดเล็กและใบขนาดใหญ่ โดยส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วแต่มีอายุสั้น ใช้เวลาในการปลูกและเก็บเกี่ยวเพียงประมาณ 1-2 เดือนเท่านั้น ผักกินใบมักต้องการปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเป็นหลักเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของส่วนใบ คุณสมบัติเด่นของผักกินใบคือมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ทำไมการทานผักใบเขียวจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ? การรับประทานผักใบเขียวเป็นประจำมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่บริโภคผักใบเขียวทุกวันมีอัตราการเสื่อมของระบบสมองที่ช้ากว่าผู้ที่ไม่รับประทาน ผักใบเขียวอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่: วิตามินและแร่ธาตุ: ผักใบเขียวมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค และแร่ธาตุอย่างเช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็ก ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระ: ผักใบเขียวมีสารเบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยชะลอวัย และลดการเกิดริ้วรอย ใยอาหาร: ช่วยในระบบขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด [...]