Logo
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรา
ลงประกาศ
ลงประกาศ
Homeday
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรารายการโปรด
HOMEDAY Logo

แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อันดับ 1 ที่ได้รับความไว้วางใจ ค้นหาบ้านในฝัน คอนโดทำเลดี หรือลงทุนอสังหาฯ ได้ง่ายๆ ที่นี่

DBD Registered

เมนูหลัก

  • หน้าหลัก
  • ขายอสังหาริมทรัพย์
  • เช่าอสังหาริมทรัพย์
  • โครงการใหม่
  • ทำเลน่าอยู่
  • บทความอสังหาฯ
  • คู่มือการใช้งาน
  • ติดต่อเรา

ประเภทอสังหาฯ

  • คอนโด
  • บ้านเดี่ยว
  • ทาวน์โฮม
  • ที่ดิน

ติดต่อเรา

  • เบอร์โทรศัพท์090-916-9993ทุกวัน 9:00 - 18:00 น.
  • Email[email protected]
  • Office159/229 ม.6 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง
    จังหวัดนนทบุรี 11110

คำค้นหายอดนิยม

คอนโดสุขุมวิทคอนโดติดรถไฟฟ้าบ้านเดี่ยวบางนาทาวน์โฮมราคาถูกที่ดินเปล่าเขาใหญ่คอนโดให้เช่ารัชดาบ้านมือสองนนทบุรีรีวิวคอนโดใหม่สินเชื่อบ้านราคาประเมินที่ดินอสังหาฯ เพื่อการลงทุนประกาศขายบ้านฟรี

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. All rights reserved.

ข้อกำหนดและเงื่อนไขนโยบายความเป็นส่วนตัวSitemap
Add LINE Sticky

การผ่อนบ้านให้หมดเร็วทำอย่างไร? วิธีลดต้นลดดอกและจบหนี้ก่อนกำหนด

Homeday
26 เมษายน 2568
3 นาที
แชร์:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 26/4/2568

การผ่อนบ้านให้หมดเร็วทำอย่างไร? วิธีลดต้นลดดอกและจบหนี้ก่อนกำหนด

บทความที่เกี่ยวข้อง

โครงการแนะนำ

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
โครงการใหม่

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

เริ่ม 11,990,000 บาท
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
โครงการพร้อมอยู่

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

เริ่ม 25,900,000 บาท
มหกรรมบ้านและคอนโด
การมีบ้านเป็นของตัวเองเป็นความฝันของคนจำนวนมาก แต่การผ่อนบ้านมักกินระยะเวลายาวนานถึง 20-30 ปี ส่งผลให้เสียดอกเบี้ยมหาศาล บทความนี้จะมาแนะนำวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็วกว่ากำหนด เพื่อประหยัดดอกเบี้ยและสร้างอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งคำแนะนำในการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจผ่อนบ้าน เพื่อให้คุณสามารถบริหารจัดการหนี้บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เป็นภาระมากเกินไป
Article Image

ทำไมการผ่อนบ้านให้หมดเร็วจึงสำคัญต่อสุขภาพทางการเงิน?

การผ่อนบ้านให้หมดเร็วกว่ากำหนดนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพทางการเงินในระยะยาว เนื่องจากสามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยจำนวนมหาศาลที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาเงินกู้ ยิ่งผ่อนนานเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเสียดอกเบี้ยมากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากคุณกู้เงิน 3 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4% ต่อปี คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมกว่า 2.1 ล้านบาทตลอดอายุสัญญา แต่หากคุณสามารถผ่อนให้หมดใน 15 ปี ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะลดลงเหลือเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ การปลดภาระหนี้บ้านเร็วขึ้นยังช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น ทำให้สามารถนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนหรือเก็บออมเพื่ออนาคตได้ อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดจากการมีหนี้สินระยะยาว และเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน อัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวสูงขึ้นได้ตลอดเวลา การมีภาระหนี้น้อยลงจึงช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างมาก
การวางแผนการเงินเพื่อปิดหนี้บ้านเร็วขึ้นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วกว่าที่คิด และจะทำให้คุณมีเงินเหลือเพื่อทำตามเป้าหมายทางการเงินอื่นๆ ในอนาคต เช่น การเกษียณอายุ การศึกษาของบุตร หรือการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
Article Image

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนตัดสินใจผ่อนบ้าน?

ก่อนตัดสินใจผ่อนบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือการประเมินสถานะทางการเงินของตัวเองอย่างรอบคอบ คุณควรเริ่มจากการสำรวจรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน ตามหลักการวางแผนการเงินที่ดี ภาระหนี้ทั้งหมดไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิ เช่น หากคุณมีรายได้สุทธิเดือนละ 50,000 บาท ภาระหนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้บัตรเครดิต ควรรวมกันแล้วไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน
การเลือกบ้านที่มีราคาเหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนชำระก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยสถาบันการเงินจะประเมินความสามารถในการกู้ของคุณจากหลายปัจจัย เช่น รายได้ประจำ ภาระหนี้ปัจจุบัน และประวัติการชำระหนี้ โดยทั่วไป หากไม่มีภาระหนี้อื่น ธนาคารมักให้วงเงินกู้ขั้นต่ำประมาณ 60 เท่าของรายได้ต่อเดือน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ 45,000 บาทต่อเดือน คุณอาจได้รับวงเงินกู้ประมาณ 2.7 ล้านบาท
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเงินดาวน์ การวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยลดภาระในการผ่อนชำระและประหยัดดอกเบี้ยได้มาก แนะนำให้วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของราคาบ้าน แต่หากไม่สามารถทำได้ ก็ควรวางอย่างน้อย 5-10% ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ คุณควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
Article Image

อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ Debt Service Ratio (DSR) คือสัดส่วนระหว่างภาระการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดต่อรายได้ของผู้กู้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567
แม้ว่า ธปท. จะไม่ได้กำหนดเพดานอัตราส่วน DSR ที่ชัดเจน แต่ได้กำหนดให้สถาบันการเงินต้องพิจารณาให้ลูกหนี้มีเงินเหลือจากการผ่อนภาระหนี้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน โดยสถาบันการเงินอาจกำหนดอัตราส่วน DSR หรืออัตราส่วนอื่นเป็นเกณฑ์ภายในของตนเองเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
น่าสนใจว่า ธปท. ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ที่ห้ามลูกหนี้นำญาติมาเป็นผู้กู้ร่วม ตรงกันข้าม ธปท. กลับส่งเสริมให้บุคคลที่มีความตั้งใจจะช่วยลูกหนี้ผ่อนชำระมาทำสัญญากู้ร่วม เพื่อให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบตามจริงในการผ่อนชำระหนี้ ซึ่งช่วยให้ผู้กู้มีโอกาสได้รับวงเงินกู้ที่สูงขึ้นและมีภาระการผ่อนที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้
ดังนั้น การรักษาอัตราส่วน DSR ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (ประมาณไม่เกิน 40-50% ของรายได้) จะช่วยให้คุณมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น และที่สำคัญคือช่วยป้องกันไม่ให้คุณมีภาระหนี้เกินตัวจนกระทบต่อคุณภาพชีวิต
Article Image

เงินดาวน์บ้านคืออะไร? และควรวางดาวน์เท่าไหร่?

เงินดาวน์บ้าน คือ เงินก้อนที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับเจ้าของบ้านหรือโครงการก่อนทำสัญญากู้สินเชื่อกับธนาคาร เพื่อเป็นหลักประกันและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขาย โดยทั่วไปเงินดาวน์จะอยู่ที่ 5-30% ของราคาบ้าน ซึ่งจะถูกนำไปหักกับมูลค่าบ้านทั้งหมด ทำให้ยอดกู้ลดลง ช่วยประหยัดดอกเบี้ย และเพิ่มโอกาสให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วมากขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงินดาวน์ขั้นต่ำสำหรับที่อยู่อาศัยไว้ดังนี้:
สำหรับที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท:
• สัญญาที่ 1: กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน และกู้เพิ่มได้อีก 10% สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าอยู่อาศัย เช่น เฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งบ้าน • สัญญาที่ 2: ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10% หากผ่อนสัญญาที่ 1 มาแล้วมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปี และ 20% หากผ่อนสัญญาที่ 1 น้อยกว่า 2 ปี • สัญญาที่ 3 ขึ้นไป: ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30%
สำหรับที่อยู่อาศัยราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป:
• สัญญาที่ 1: ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10% • สัญญาที่ 2: ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20% • สัญญาที่ 3 ขึ้นไป: ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30%
การวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงกว่าที่กำหนด เช่น 20-30% จะช่วยลดภาระการผ่อนชำระและประหยัดดอกเบี้ยได้มาก เนื่องจากยอดเงินกู้ลดลง ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าด้วย เนื่องจากความเสี่ยงของธนาคารลดลง
Article Image

มีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น?

การผ่อนบ้านให้หมดเร็วขึ้นมีหลายวิธีที่สามารถทำได้ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนี้:

1. ชำระเกินกว่ายอดที่กำหนดทุกงวด

วิธีนี้ช่วยลดเงินต้นได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงตามไปด้วย เพราะสินเชื่อบ้านส่วนใหญ่เป็นแบบลดต้นลดดอก คุณอาจเริ่มจากการเพิ่มยอดชำระ 10-20% ของค่างวดปกติ เช่น จากเดิมผ่อนเดือนละ 10,000 บาท อาจเพิ่มเป็น 12,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาผ่อนลงได้อย่างน่าประหลาดใจ ทั้งนี้ อย่าลืมแจ้งธนาคารให้นำเงินส่วนที่เกินไปหักเงินต้น ไม่เช่นนั้นระบบอาจตัดเป็นการชำระล่วงหน้าแทน

2. ชำระเพิ่ม 1 งวดปีละครั้ง

เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้เป็นก้อนเสริมจากการทำงานพิเศษหรือได้รับโบนัสประจำปี โดยนำเงินก้อนนั้นมาชำระเพิ่มเท่ากับหนึ่งงวด เช่น จากปกติผ่อนเดือนละ 10,000 บาท เมื่อได้รับโบนัสอาจนำมาชำระเพิ่มอีก 10,000 บาท เสมือนการชำระล่วงหน้า 1 งวด ช่วยลดเงินต้น และย่นระยะเวลาชำระไป 1 เดือน

3. โปะเพิ่มในช่วงดอกเบี้ยต่ำ

ในช่วง 3-5 ปีแรกของการผ่อนบ้าน สถาบันการเงินมักให้โปรโมชันดอกเบี้ยคงที่ในอัตราต่ำ การโปะเงินในช่วงนี้จะช่วยลดเงินต้นได้มาก และมีผลต่อการลดดอกเบี้ยในระยะยาว เพราะเมื่อดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นในปีถัดไป ฐานเงินต้นของคุณก็จะลดลงไปแล้ว

4. ชำระหนี้ให้ตรงเวลาเสมอ

การชำระหนี้ตรงเวลาไม่เพียงช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงค่าปรับและดอกเบี้ยผิดนัดชำระ แต่ยังช่วยสร้างประวัติเครดิตที่ดี ทำให้มีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นเมื่อต้องการรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่นในอนาคต ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดระยะเวลาการผ่อนได้

5. ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่

หลังจากผ่อนบ้านไปได้ระยะหนึ่ง (ประมาณ 3 ปีขึ้นไป) คุณอาจพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่น เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งจะช่วยให้คุณมีเงินเหลือมากขึ้นสำหรับโปะเงินต้น และลดระยะเวลาการผ่อนให้สั้นลง
จากการศึกษาพบว่า หากใช้วิธีผ่อนเพิ่ม 50% จากค่างวดปกติ อาจช่วยลดระยะเวลาผ่อนจาก 30 ปี เหลือเพียงประมาณ 14-15 ปีได้ หรือหากรีไฟแนนซ์ไปยังสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม 2-3% จะช่วยลดระยะเวลาผ่อนลงได้ถึง 5-10 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงินและยอดเงินกู้คงเหลือ
Article Image

รีไฟแนนซ์และรีเทนชั่นต่างกันอย่างไร? แบบไหนช่วยประหยัดได้มากกว่ากัน?

รีไฟแนนซ์และรีเทนชั่นเป็นสองวิธีที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและย่นระยะเวลาการผ่อนบ้านให้สั้นลงได้ แต่มีความแตกต่างกันดังนี้:

รีไฟแนนซ์ (Refinance)

คือ การย้ายหนี้บ้านจากสถาบันการเงินเดิมไปยังสถาบันการเงินใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า พูดง่ายๆ คือการกู้เงินจากที่ใหม่เพื่อไปปิดหนี้ที่เก่า แล้วผ่อนชำระกับสถาบันการเงินใหม่แทน วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ผ่อนบ้านมาแล้วระยะหนึ่ง (ประมาณ 3-5 ปี) และพบว่าดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น หรือมีสถาบันการเงินอื่นเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
ข้อดีของการรีไฟแนนซ์คือ มักได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามาก โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีแรก ซึ่งสถาบันการเงินมักเสนอโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายที่ต้องพิจารณา เช่น ค่าประเมินหลักทรัพย์ ค่าจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจากสถาบันการเงินเดิม ดังนั้น ควรรีไฟแนนซ์เมื่ออัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าเดิมอย่างน้อย 2-3% เพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

รีเทนชั่น (Retention)

คือ การขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิมที่กู้อยู่ โดยไม่ต้องย้ายไปที่อื่น สามารถทำได้หลังจากผ่อนชำระมาแล้วประมาณ 3 ปี และมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี ข้อดีของวิธีนี้คือ กระบวนการไม่ยุ่งยาก ใช้เอกสารน้อย และไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดจำนองใหม่ เพียงแค่นำสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และสัญญาเงินกู้ไปติดต่อกับสถาบันการเงินเดิม
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากการรีเทนชั่นมักจะลดลงไม่มากเท่ากับการรีไฟแนนซ์ และอาจมีค่าธรรมเนียมประมาณ 1-2% ของวงเงินกู้ แต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่ากว่าการรีไฟแนนซ์ในกรณีที่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไม่มากนัก
เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองวิธี รีไฟแนนซ์ มักจะช่วยประหยัดได้มากกว่าในระยะยาว หากได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามาก แต่มีค่าใช้จ่ายแรกเริ่มสูงและขั้นตอนยุ่งยาก ในขณะที่ รีเทนชั่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายมาก โดยยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจะลดลงไม่มากเท่ารีไฟแนนซ์
Article Image

ผ่อนบ้านไปกี่ปีถึงขายต่อได้ และต้องทำอย่างไรบ้าง?

หลายคนอาจสงสัยว่าหากต้องการขายบ้านที่กำลังผ่อนอยู่ จะต้องผ่อนไปนานแค่ไหนถึงจะขายได้ คำตอบคือ คุณสามารถขายบ้านได้ตั้งแต่วันที่คุณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผ่อนครบตามสัญญา แต่มีข้อควรคำนึงบางประการที่ต้องพิจารณา
สิ่งที่ควรรู้ก่อนขายบ้านที่ยังผ่อนไม่หมด คือ หากคุณมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปีในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ คุณจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของราคาขาย ดังนั้น หากไม่เร่งรีบ การถือครองบ้านอย่างน้อย 1 ปีจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้
ขั้นตอนการขายบ้านที่ยังผ่อนไม่หมดมีดังนี้:
1. หาผู้ซื้อ – คุณสามารถขายเองหรือผ่านนายหน้าก็ได้ การขายผ่านนายหน้าจะสะดวกกว่า แต่ต้องเสียค่านายหน้าประมาณ 3% ของราคาขาย 2. แจ้งธนาคารเพื่อไถ่ถอน – เมื่อได้ผู้ซื้อแล้ว ให้ติดต่อสถาบันการเงินที่คุณกำลังผ่อนบ้านอยู่ เพื่อขอทราบยอดหนี้คงเหลือและขั้นตอนการไถ่ถอนจำนอง ซึ่งจะประกอบด้วยเงินต้นคงเหลือ ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการไถ่ถอน 3. ตกลงเรื่องการชำระเงิน – หากผู้ซื้อชำระด้วยเงินสด ก็จะนำเงินไปชำระให้ธนาคารโดยตรงในวันโอนกรรมสิทธิ์ แต่หากผู้ซื้อต้องการกู้ ธนาคารของผู้ซื้อจะเป็นผู้ออกแคชเชียร์เช็คเพื่อชำระหนี้ให้กับธนาคารของคุณ 4. นัดโอนกรรมสิทธิ์ – ในวันโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และตัวแทนจากสถาบันการเงินทั้งสองฝ่าย (กรณีผู้ซื้อกู้) จะต้องไปที่กรมที่ดินพร้อมกัน เพื่อทำการไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อ 5. รับเงินส่วนต่าง – หลังจากหักยอดหนี้คงเหลือและค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้ว คุณจะได้รับเงินส่วนต่าง ซึ่งคือกำไรจากการขายบ้าน
เวลาที่เหมาะสมในการขายบ้านเพื่อสร้างผลกำไรมักจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 ปีหลังจากซื้อ เนื่องจากเป็นช่วงที่มูลค่าบ้านมักเพิ่มขึ้นตามสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ยอดหนี้คงเหลือลดลงไปพอสมควรแล้ว ทำให้มีกำไรจากการขายมากขึ้น

สรุป

การมีบ้านเป็นของตัวเองเป็นความฝันที่น่าภาคภูมิใจ แต่ภาระผ่อนบ้านระยะยาวก็เป็นสิ่งที่หลายคนต้องการลดให้สั้นลง การผ่อนบ้านให้หมดเร็วขึ้นไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ยจำนวนมาก แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการชำระเกินทุกงวด การโปะเพิ่มเมื่อมีเงินก้อน การรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่น ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการลดระยะเวลาผ่อนบ้าน การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบและมีวินัยในการชำระหนี้จะช่วยให้คุณสามารถปลดภาระหนี้บ้านได้เร็วขึ้น และมีเงินเหลือสำหรับการลงทุนหรือการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นในชีวิต
#สาระ #การเงิน #วิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ว #ลดต้นลดดอก #รีไฟแนนซ์บ้าน #รีเทนชั่นบ้าน #เงินดาวน์บ้าน #อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ #DSR #วางแผนการเงิน #ปลดหนี้บ้าน #ชำระหนี้ก่อนกำหนด
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
#ปลดหนี้บ้าน
#DSR
#การเงิน
#ลดต้นลดดอก
#วิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ว
#ชำระหนี้ก่อนกำหนด
#รีไฟแนนซ์บ้าน
#Mehome
#เงินดาวน์บ้าน
#อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้
#มีบ้านต้องมีโฮม
#สาระ
#รีเทนชั่นบ้าน
#วางแผนการเงิน

หมายเหตุ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปสำหรับเว็บไซต์ Homeday โดย บริษัท โฮมเดย์ กรุ๊ป จำกัด เท่านั้น บริษัทไม่สามารถให้คำมั่นหรือคำรับประกันเกี่ยวกับเนื้อหา รวมถึงไม่สามารถรับรองความเหมาะสมต่อวัตถุประสงค์เฉพาะใดๆ ตามขอบเขตของกฎหมาย เราจะพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลที่ปรากฏในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วนสมบูรณ์ ณ เวลาที่จัดทำ ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินใจด้านการเงิน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือประเด็นกฎหมายโดยทันที ผู้อ่านไม่ควรอาศัยข้อมูลในบทความนี้แทนคำแนะนำจากผู้ชำนาญการที่ได้รับการฝึกฝนซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและสภาวะเฉพาะของท่านได้ ทั้งนี้ ทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบใดๆ หากท่านเลือกที่จะนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจของท่าน

ชอบบทความนี้ไหม? แชร์เลย!

แชร์:FacebookXLINE

-

จาก 5

รีวิวและเรตติ้ง

(0 รีวิว)

ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวบทความนี้!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
โครงการใหม่

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

เริ่ม 1,990,000 บาท
เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)
คอนโด
โครงการพร้อมอยู่

เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เมืองนนทบุรี, นนทบุรี

โครงการ เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่รัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด 'Oxygen Community' ที่มุ่งเน้นความโปร่งโล่งและการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่น้อย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่เรียบง่ายแต่ครบครัน ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัยหลายอาคาร นำเสนอห้องพักอาศัยในรูปแบบ XL Condo ที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ มีให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 30.00 - 52.00 ตารางเมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ โดดเด่นด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง เพดานสูงโปร่ง และการกั้นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำเลที่ตั้งถือเป็นจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพียงระยะเดินถึง (ประมาณ 450 เมตร) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์ราชการนนทบุรีเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายเส้นทาง ทั้งถนนสนามบินน้ำ ถนนติวานนท์ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนงามวงศ์วาน สภาพแวดล้อมโดยรอบพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เอสพลานาด แคราย, บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ และตลาดนัดเลี่ยงเมืองนนท์ รวมถึงอยู่ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ส่วนกลาง, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness) พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และพื้นที่สวนหย่อมสีเขียวรอบโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารด้วย Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.69 - 3.5 ล้านบาท

เริ่ม 1,690,000 บาท
ทั่วไป
HOMEDAY
ดูทั้งหมด
จะเตรียมตัวอย่างไรให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านวงเงินสูง? 8 เทคนิคที่คุณต้องรู้ก่อนยื่นกู้
ทั่วไป

จะเตรียมตัวอย่างไรให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านวงเงินสูง? 8 เทคนิคที่คุณต้องรู้ก่อนยื่นกู้

การเป็นเจ้าของบ้านเป็นความฝันของใครหลายคน แต่การเตรียมตัวเพื่อยื่นกู้สินเชื่อบ้านเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่เลือกบ้านที่ชอบและยื่นเรื่องขอกู้เท่านั้น บทความนี้รวบรวมเทคนิคสำคัญในการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ พร้อมวิธีคำนวณวงเงินกู้ที่เหมาะสมกับรายได้ของคุณ เพื่อให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านอย่างราบรื่นและได้วงเงินสูงตามที่ต้องการ รู้ก่อนกู้: วิธีคำนวณวงเงินสินเชื่อบ้านที่เหมาะกับคุณ การประเมินความสามารถในการกู้ซื้อบ้านด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ ก่อนที่จะไปติดต่อสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้เหมาะสมและเลือกบ้านที่อยู่ในงบประมาณของตัวเอง มาดูวิธีคำนวณวงเงินกู้กันดังนี้ ขั้นตอนที่ 1: ประเมินรายได้ของตัวเอง รายได้เป็นปัจจัยหลักที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาวงเงินกู้สูงสุดที่คุณสามารถขอได้ โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการเงินมักกำหนดให้ภาระผ่อนชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิ ตัวอย่างการคำนวณ: หากคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน ค่างวดผ่อนบ้านสูงสุดที่คุณสามารถรับภาระได้คือ 30,000 × 40% = 12,000 บาทต่อเดือน ขั้นตอนที่ 2: นำภาระหนี้สินมาหักออก หากคุณมีภาระหนี้อื่นๆ อยู่แล้ว เช่น ผ่อนรถหรือผ่อนสินค้าต่างๆ สถาบันการเงินจะนำภาระหนี้เหล่านี้มาหักออกจากรายได้ เพื่อประเมินความสามารถในการผ่อนชำระที่แท้จริง ตัวอย่างการคำนวณ: รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน มีภาระผ่อนรถ 6,000 บาทต่อเดือน รายได้สุทธิหลังหักภาระหนี้ = 30,000 – 6,000 = 24,000 บาท [...]

3 นาที
จะยื่นกู้ซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่านฉลุย? 7 เทคนิคที่ทำให้คุณมีบ้านในฝันได้เร็วขึ้น
ทั่วไป

จะยื่นกู้ซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่านฉลุย? 7 เทคนิคที่ทำให้คุณมีบ้านในฝันได้เร็วขึ้น

การมีบ้านสักหลังเป็นความฝันของคนส่วนใหญ่ แต่หลายคนต้องพบกับความผิดหวังเมื่อยื่นขอสินเชื่อบ้านแล้วถูกปฏิเสธ การยื่นกู้ซื้อบ้านให้ผ่านไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากคุณเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนอย่างรอบคอบ บทความนี้จะแนะนำ 7 เทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้การยื่นกู้ซื้อบ้านของคุณผ่านฉลุย ทำให้คุณได้เป็นเจ้าของบ้านในฝันเร็วขึ้น เหตุใดคนส่วนใหญ่ถึงถูกปฏิเสธการกู้บ้าน? การที่ธนาคารปฏิเสธการยื่นกู้บ้านไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ผู้กู้ไม่ผ่านการพิจารณา เช่น รายได้ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับราคาบ้าน มีภาระหนี้สินเดิมสูงเกินไป ประวัติทางการเงินไม่ดี เอกสารไม่ครบถ้วน หรือเลือกธนาคารที่ไม่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตนเอง นอกจากนี้ อีกสาเหตุสำคัญคือการขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี ทำให้ไม่มีเงินดาวน์เพียงพอ โดยทั่วไปธนาคารจะให้สินเชื่อประมาณ 80-90% ของราคาบ้าน ดังนั้นผู้กู้จะต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน ซึ่งหลายคนมักมองข้ามจุดนี้ จะประเมินความสามารถในการกู้ซื้อบ้านของตนเองได้อย่างไร? การประเมินความสามารถในการกู้ซื้อบ้านของตนเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้คุณเลือกบ้านที่ราคาเหมาะสมกับกำลังทรัพย์ของคุณ โดยทั่วไปธนาคารจะพิจารณาจากรายได้และภาระหนี้เป็นหลัก ซึ่งคุณสามารถคำนวณได้ดังนี้ กรณีไม่มีหนี้สินใดๆ: หากคุณไม่มีภาระหนี้เลย ความสามารถในการกู้จะคำนวณได้จากสูตร: รายได้ต่อเดือน x 60 = วงเงินกู้สูงสุดที่เป็นไปได้ เช่น หากคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท คุณอาจจะกู้ได้สูงสุดประมาณ 1,800,000 บาท กรณีมีหนี้สินอยู่แล้ว: หากคุณมีภาระหนี้อื่นๆ คุณต้องคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระดังนี้: รายได้ต่อเดือน x 30-40% = ความสามารถในการผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือน [...]

2 นาที
เงินดาวน์บ้านคืออะไร? จำเป็นต้องจ่ายเท่าไหร่และมีวิธีวางแผนอย่างไร?
ทั่วไป

เงินดาวน์บ้านคืออะไร? จำเป็นต้องจ่ายเท่าไหร่และมีวิธีวางแผนอย่างไร?

เงินดาวน์บ้านเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัย เพราะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า นอกจากจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น บทความนี้จะอธิบายเรื่องเงินดาวน์บ้านให้เข้าใจตั้งแต่ความหมาย จำนวนเงินที่ต้องเตรียม รูปแบบการจ่ายดาวน์ ไปจนถึงวิธีแก้ปัญหาเมื่อวางเงินดาวน์แล้วกู้ไม่ผ่าน เงินดาวน์บ้านคืออะไร เงินดาวน์บ้าน คือ เงินก้อนที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับเจ้าของบ้านหรือโครงการก่อนทำสัญญากู้สินเชื่อกับธนาคาร เพื่อเป็นหลักประกันและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขาย โดยทั่วไปเงินดาวน์จะอยู่ที่ 5-30% ของราคาบ้าน เงินดาวน์นี้จะถูกนำไปหักออกจากมูลค่าบ้านทั้งหมด ทำให้ยอดเงินกู้ลดลง ช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย เงินดาวน์มีความแตกต่างกันตามสถานะของบ้าน ดังนี้: กรณีบ้านพร้อมอยู่ สำหรับบ้านที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งบ้านมือหนึ่งและบ้านมือสอง ผู้ซื้อต้องเตรียมวางเงินดาวน์เต็มจำนวนก่อนการเซ็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ จึงจะสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันโครงการบ้านใหม่หลายแห่งมักมีโปรโมชันฟรีเงินดาวน์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อด้วย กรณีบ้านยังสร้างไม่เสร็จ สำหรับบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างสองฝ่าย โดยโครงการส่วนใหญ่มักเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถทยอยผ่อนดาวน์ได้ตามระยะเวลาที่ตกลงกัน รูปแบบการจ่ายเงินดาวน์บ้านมีกี่แบบ การจ่ายเงินดาวน์บ้านมีทั้งหมด 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเงินของผู้ซื้อที่แตกต่างกัน ดังนี้ จ่ายดาวน์บ้านแบบครั้งเดียว การจ่ายดาวน์บ้านแบบครั้งเดียว คือ การชำระเงินดาวน์บ้านเป็นเงินก้อนในครั้งเดียวจบ ส่วนใหญ่มักใช้กับบ้านหรือโครงการที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมให้เข้าอยู่เรียบร้อยแล้ว หลังจากจ่ายเงินดาวน์แบบครั้งเดียวเสร็จ ผู้ซื้อสามารถทำเรื่องสัญญากู้สินเชื่อกับธนาคาร โอนกรรมสิทธิ์ และย้ายเข้าอยู่ได้ทันที รูปแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินเก็บก้อนใหญ่พร้อมจ่าย และต้องการเข้าอยู่ในบ้านได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยไม่ต้องรอระยะเวลาการก่อสร้าง ผ่อนดาวน์บ้านแบบเท่ากันทุกงวด การผ่อนดาวน์บ้านแบบเท่ากันทุกงวด ส่วนใหญ่มักใช้กับบ้านหรือโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยทั่วไปจะให้เวลาผ่อนดาวน์ประมาณ [...]

2 นาที
การกู้ร่วมซื้อบ้านช่วยให้คุณมีบ้านเร็วขึ้นได้จริงหรือ? ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจกู้ร่วม
ทั่วไป

การกู้ร่วมซื้อบ้านช่วยให้คุณมีบ้านเร็วขึ้นได้จริงหรือ? ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจกู้ร่วม

การกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโดกำลังเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่มีข้อจำกัดด้านรายได้หรือคุณสมบัติไม่เพียงพอสำหรับการกู้เดี่ยว การกู้ร่วมช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อและอาจได้วงเงินกู้ที่สูงขึ้น แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อควรระวังที่ผู้กู้ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการกู้ร่วมซื้อบ้าน-ซื้อคอนโด เพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม การกู้ร่วมคืออะไร? ทำไมถึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อบ้าน การกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโด คือการที่มีผู้กู้ตั้งแต่ 1-3 คน ซึ่งเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เช่น พ่อแม่-ลูก พี่-น้อง เครือญาติ สามี-ภรรยา ร่วมกันยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน โดยผู้กู้ทุกคนจะมีสิทธิและความรับผิดชอบเท่าเทียมกันในการชำระหนี้ ธนาคารจะนำความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้ทุกคนมาคำนวณรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นฐานเงินเดือน ภาระหนี้สิน ทำให้มักได้วงเงินกู้สินเชื่อที่สูงขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น การกู้ร่วมเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะกู้เองเพียงคนเดียว หรือมีประวัติเครดิตที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้การขอสินเชื่อคนเดียวเป็นไปได้ยาก การมีผู้กู้ร่วมที่มีคุณสมบัติทางการเงินที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น การกู้ร่วมแตกต่างจากการค้ำประกันอย่างไร? หลายคนอาจสับสนระหว่างการกู้ร่วมกับการค้ำประกัน ทั้งสองวิธีล้วนช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ แต่มีความแตกต่างกันในหลายประเด็นสำคัญ: คุณสมบัติของผู้เข้าร่วม การกู้ร่วม: ผู้กู้ร่วมต้องเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัวเดียวกัน การค้ำประกัน: ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ต้องมีประวัติทางการเงินที่ดี กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน การกู้ร่วม: ผู้กู้ร่วมทุกคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์สิน การค้ำประกัน: ผู้ค้ำประกันไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน การคำนวณวงเงินกู้ การกู้ร่วม: ธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ทุกคนมารวมกันเพื่อคำนวณวงเงินกู้ การค้ำประกัน: ธนาคารจะพิจารณาเฉพาะรายได้ของผู้กู้หลักเท่านั้น ความรับผิดชอบในการชำระหนี้ การกู้ร่วม: ผู้กู้ทุกคนมีหน้าที่ชำระหนี้ร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นสัญญา การค้ำประกัน: [...]

2 นาที
ดูทั้งหมด
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
Homeday AgentHomeday Agent