วิริยะประกันภัย ตอกย้ำความแข็งแกร่งท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ชูกลยุทธ์
ผสานเทคโนโลยีและบุคลากร ยกระดับบริการในทุกมิติ เพื่อรับมือความเสี่ยง เผยตั้งเป้ายอดขายปี 69 แตะ 4.4 หมื่นล้าน เติบโต 4%
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทยยังคงเดินหน้าปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการคุ้มครองความเสี่ยงให้กับประชาชน
โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.4% ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโตในระดับ 2–3% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งระบบราว 290,000 ล้านบาท สะท้อนทิศทางการเติบโตที่ยังคงดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
“บริษัทสามารถรับมือกับสถานการณ์วิกฤตในปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ ซึ่งบริษัทได้ใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายสาขาและบุคลากรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เข้าดูแลและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง”นายอมร กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงเกิดเหตุภัยพิบัติ บริษัทได้ปรับรูปแบบการบริหารจัดการศูนย์บริการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น หากสาขาในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก็จะโอนการรับแจ้งเหตุและการให้บริการไปยังสาขาใกล้เคียงทันที เพื่อไม่ให้กระบวนการดูแลลูกค้าสะดุด ขณะเดียวกันเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย บริษัทจะระดมกำลังพนักงานจากทั่วประเทศเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย เพื่อเร่งสำรวจความเสียหาย ประเมินราคา และจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว
นอกจากภารกิจด้านประกันภัยแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ประสบภัย โดยจัดส่งอาหาร เครื่องดื่ม ที่พักชั่วคราว รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทสามารถรักษาการเติบโตและความแข็งแกร่งทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้นประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 5% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 37,700 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยกลุ่มที่ไม่ใช่รถยนต์ 5,300 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 17%
ขณะเดียวกันบริษัทยังครองอันดับหนึ่งในตลาดประกันวินาศภัยไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 34 ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 14.6% และยังคงเป็นผู้นำตลาดประกันภัยรถยนต์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 39 ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 23% ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีสินทรัพย์รวมประมาณ 68,000 ล้านบาท เงินกองทุนราว 34,000 ล้านบาท
และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) สูงกว่า 350% สะท้อนความมั่นคงทางการเงินและศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นถี่ขึ้น บริษัทได้เตรียมวางยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับการรับมือในอนาคต โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ในส่วนของแผนดำเนินงานในปี 2569 บริษัทจะขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การยกระดับคุณภาพบริการด้วยนวัตกรรม การใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในด้านนวัตกรรม บริษัทเตรียมขยายการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสภาพรถและการประเมินความเสียหาย รวมถึงพัฒนาระบบเคลมผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินการ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแจ้งเหตุจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดบริการ Fast Track สำหรับการเคลมประกันสุขภาพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ
ขณะเดียวกัน บริษัทจะนำแนวคิด Data Driven มาใช้ในการบริหารจัดการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการสินไหมกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์และตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการวิกฤตส่วนการพัฒนาบุคลากร บริษัทจะเน้นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านประกันภัย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ ควบคู่กับการสร้างความผูกพันและความสุขในการทำงาน
สำหรับเป้าหมายธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 44,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 4% โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 39,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และเบี้ยประกันภัย Non-Motor 5,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10%








