กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
รวมบทความเกี่ยวกับFunding Societies จำนวน 5 บทความ เรียงจากวันที่เผยแพร่ล่าสุด เลือกอ่านสรุปแต่ละเรื่องเพื่อค้นหาข้อมูลที่ตรงกับความสนใจ และตรวจวันที่ในบทความก่อนนำข้อมูลราคาและโครงการไปใช้
Funding Societies เร่งขยายสินเชื่อธุรกิจสีเขียวในไทย หนุน SME ในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย และเศรษฐกิจหมุนเวียน หลังธุรกิจเข้าสู่ระยะขยายกิจการ พร้อมชี้สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนในภูมิภาคเติบโต 62% (YoY) และสนับสนุนวงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย
Funding Societies ชี้ว่าอสังหาริมทรัพย์กำลังเปลี่ยนบทบาทจากสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว สู่เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจ พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ขายฝากเพื่อเปลี่ยนมูลค่าทรัพย์สินเป็นเงินทุน
เอฟเอส แคปปิตอล (FS Capital) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจสินเชื่อโดยตรงของ Funding Societies หนึ่งในแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลสำหรับ SME ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) อย่างเป็นทางการ เหตุการณ์สำคัญนี้สะท้อนถึง วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ของ Funding Societies ที่มุ่งยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลสู่พันธมิตรทางการเงินเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ไทย ในประเทศไทย บริษัท เอฟเอส แคปปิตอล จำกัด ดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ Funding Societies เชี่ยวชาญด้านการปล่อยสินเชื่อโดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการ SME การเข้าถึงข้อมูลเครดิตจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) แบบเรียลไทม์ จะช่วยให้บริษัทสามารถประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินของผู้กู้ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ลดระยะเวลาในการอนุมัติสินเชื่อ และลดภาระของผู้ประกอบการในการขอสินเชื่อ อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทสามารถส่งต่อข้อมูลประวัติสินเชื่อลูกค้าให้แก่ NCB ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการแสดงประวัติทางการเงินของตนเมื่อยื่นขอสินเชื่อในอนาคตอีกด้วย นายวิกาส เจน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Funding Societies ประเทศไทย กล่าว “การเป็นสมาชิก [...]
ช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี ถือเป็นจังหวะสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งความผันผวนของตลาดและโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากเทศกาลสำคัญ ทั้งด้านการท่องเที่ยว กิจกรรมส่งเสริมการขาย และงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ ภาพรวมการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยมีการย่อตัวลงบ้างจากหลายปัจจัย ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจนทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในไทยดูสูงขึ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงของประเทศตลาดหลัก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับหลายประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญแรงกดดันคล้ายกัน ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 14 กันยายน พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามารวมประมาณ 23 ล้านคน ลดลงร้อยละ 7.08 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน* ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าจำนวนผู้เดินทางรวมทั้งปีอาจไม่เกิน 35 ล้านคน** ถึงแม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะชะลอตัวลง แต่ช่วงเทศกาลปลายปีและฤดูกาลท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งในด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทรัพยากรท่องเที่ยว และศักยภาพในการจัดงานระดับนานาชาติ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและรักษาเสน่ห์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยม หากสามารถแปลงความสนใจของนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นการใช้จ่ายภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสร้างโอกาสต่อเนื่องให้กับ SME ในทุกห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจ Funding Societies ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลสำหรับ SME ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ให้บริการ Non-Bank [...]
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจอีกครั้งในครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2568 ท่ามกลางแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงซบเซา ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัวอย่างยาวนาน ภาคการท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ศักยภาพเต็มที่ และสัญญาณเงินฝืดที่จะเริ่มเด่นชัดมากขึ้นหลังไตรมาส 3 เป็นต้นไป ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังเผชิญผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากยอดขายที่ลดลง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ถดถอย และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินที่ยากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งซ้ำเติมความท้าทายที่ต้องรับมือ และในส่วนสถานการณ์ในบางพื้นที่ชายแดนแม้จะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ เนื่องจากผลกระทบต่อเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในจังหวัดใกล้ชายแดน ที่ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน ในเวลาเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากสินค้านำเข้าต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นผลจากภาวะอุปทานล้นตลาดในระดับโลก การประกาศของสหรัฐอเมริกาในการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% แม้จะช่วยลดความเสียเปรียบด้านราคาลง แต่ยังอาจไม่เพียงพอในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าบางกลุ่มที่เคยเลือกไทยเป็นซัพพลายเออร์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญที่ก่อนหน้านี้ได้เปรียบด้านภาษีมากกว่า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ (เดิม 0-2%) ยานยนต์และชิ้นส่วน (เดิม 2.5%) สินค้าเกษตร (เดิม 2-5%) และ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (เดิม 8-12%) เนื่องจากหลายรายหันไปใช้เวียดนามและอินโดนีเซียที่ก่อนหน้านี้และได้รับมาตรการจูงใจด้านภาษีภายในประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้ตั้งฐานการผลิตเพื่อส่งออก อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงในซัพพลายเชนทั่วโลกครั้งนี้อาจทำให้การฟื้นตัวของส่วนแบ่งตลาดไทยในตลาดสหรัฐฯ ช้ากว่าที่คาด เนื่องจากต้องใช้เวลาในการกลับเข้าตลาดและสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับลูกค้าเดิม ธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ของไทยลงเหลือเพียง 1.8% ในปี พ.ศ. [...]