รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electronic Vehicle (EV) ถือเป็นยานยนต์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นด้านประหยัดพลังงาน ช่วยลดมลภาวะทางอากาศ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาได้ด้วย ทั้งนี้ รถยนต์ไฟฟ้าก็มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ระยะทางในการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ และราคาที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป หากคุณกำลังอยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน มาทำความรู้จักกับประเภทของรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนดีกว่าว่าหลัก ๆ แล้วรถยนต์ไฟฟ้าแบ่งเป็นกี่ประเภท มีจุดเด่นอะไรบ้าง รวมไปถึงวิธีการเลือกซื้อประกันรถยนต์ไฟฟ้าด้วย
รถยนต์ไฟฟ้าแบ่งออกเป็นกี่ประเภท จุดเด่นมีอะไรบ้าง
สำหรับประเภทของรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกแบ่งตามลักษณะการใช้งานพลังงานไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
- รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV)
- รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
- รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)
- รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV)
รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด: Hybrid Electric Vehicle (HEV)
รถไฮบริด คือ รถที่ผสมผสานการทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือน้ำมันรถยนต์ มีข้อดีตรงที่ประหยัดพลังงานมากกว่ารถที่ใช้น้ำมันพียงอย่างเดียว ช่วยลดมลพิษ และเสียงเครื่องยนต์เงียบกว่ารถยนต์ทั่วไป เหมาะกับผู้ขับขี่ในเมืองเป็นหลัก ไม่ค่อยขับรถระยะไกล และแม้ว่ารถไฮบริดจะไม่ได้ประหยัดเท่ารถยนต์ไฟฟ้า 100% แต่รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดก็ประหยัดน้ำมันมากกว่ารถยนต์น้ำมันทั่วไป 20-30% แต่ก็ยังมีข้อจำกัด คือ ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าจำกัดและราคาสูงกว่ารถยนต์น้ำมันทั่วไป
รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด: Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV)
รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริดหรือรถ PHEV ทำงานโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในร่วมกันเช่นเดียวกับรถไฮบริด (HEV) แต่รถ PHEV สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลกว่ารถไฮบริดด้วย
ซึ่งข้อดีของรถ PHEV ก็คือ ช่วยประหยัดพลังงานมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และยังสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลกว่ารถไฮบริดด้วย โดยรถ PHEV นั้น เหมาะกับผู้ที่ขับขี่ในเมืองเป็นหลักและขับรถระยะไกลเป็นบางครั้ง รวมถึงผู้ที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์รถไฟฟ้าแต่กังวลเรื่องสถานีชาร์จ เพราะรถ PHEV ยังสามารถเติมน้ำมันได้ปกติ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางระยะไกลนั่นเอง แต่หากคุณมีไลฟ์สไตล์การใช้รถโดยเน้นขับรถทางไกลบ่อยครั้ง ใช้รถน้อย หรือไม่มีที่ชาร์จไฟ อาจต้องพิจารณาเป็นตัวเลือกอื่นแทน
รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่: Battery Electric Vehicle (BEV)
รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ทำงานโดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน 100%รถ BEV นับว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน มีข้อดีก็คือ ไม่มีการปล่อยมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ราคามีให้เลือกหลายระดับ หลายยี่ห้อ เหมาะกับผู้ที่ขับในเมืองเป็นหลัก หรือขับเป็นระยะทางใกล้ ๆ มากกว่าทางไกล โดยระยะทางวิ่งของ BEV จะขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ ส่วนใหญ่อยู่ที่ 300-500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และที่สำคัญคือเหมาะกับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ทั้งนี้ หากต้องการเดินทางไกลด้วยรถ BEV จำเป็นต้องศึกษาเส้นทางรวมถึงวางแผนการชาร์จไฟตามสถานีต่าง ๆ ให้รอบคอบด้วย เพราะอย่าลืมว่ารถ BEV เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% จะไม่มีช่องสำหรับเติมน้ำมันเชื้อเพลิง
รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง: Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV)
รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง เป็นนวัตกรรมล้ำยุคแห่งวงการยานยนต์ เนื่องจากไม่มีการปล่อยมลพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากรถยนต์โดยตรง เพราะใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าขับเคลื่อน ซึ่งจะต้องมีการเติมพลังงานไฮโดรเจนที่สถานีให้บริการ อย่างไรก็ตาม แม้รถ FCEV จะวิ่งได้ไกลกว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาหลายอย่าง เนื่องจากรถ FCEV นั้นยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ เหมาะกับผู้ขับรถระยะไกลบ่อยครั้ง แต่สถานีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Station) นั้นมีน้อยมาก และค่าเติมไฮโดรเจนต่อกิโลเมตรอาจสูงกว่าค่าน้ำมันปกติด้วย
รถยนต์ไฟฟ้าเหมาะกับใคร?
รถยนต์ไฟฟ้าหรือ รถ EV นั้น เหมาะกับผู้มีไลฟ์สไตล์ใช้ขับขี่เมืองเป็นหลัก เนื่องจากระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 300-500 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางในเมือง แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับการเดินทางระยะไกล หากคุณเป็นคนที่ชอบขับรถระยะไกลหรือออกต่างจังหวัดบ่อยครั้ง อาจต้องพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ไฮบริด (HEV) ซึ่งใช้ได้ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและน้ำมันร่วมกัน หรือหากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างรถ BEV นั้น จะต้องเลือกรถที่มีแบตเตอรี่ในการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งมากกว่า 500 กิโลเมตร หรือเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ระบบชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และต้องวางแผนการเดินทางเพื่อชาร์จไฟตามสถานีชาร์จให้รอบคอบ
สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ไฟฟ้า
ก่อนตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
- ความคุ้มครอง: ควรพิจารณาความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อตัวรถ การบาดเจ็บต่อบุคคล และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
- ราคาเบี้ยประกัน: ราคาเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าอาจสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีมูลค่าสูงกว่า และชิ้นส่วนซ่อมแซมมีราคาสูง
- เงื่อนไขการรับประกัน: ควรศึกษาเงื่อนไขการรับประกันของประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าให้ดี โดยเฉพาะการรับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า
- ศูนย์ซ่อม: ควรพิจารณาบริษัทประกันภัยที่มีศูนย์ซ่อมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุม มีความเชี่ยวชาญ และได้มาตรฐาน
สำหรับใครที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าหรือมีรถยนต์ไฟฟ้าแล้วแต่ยังไม่ได้ทำประกันรถเลย ประกันรถยนต์ Pocket by LMG นั้นเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกคน เพราะมอบความคุ้มครองที่ครบถ้วน คุ้มค่า มีอู่ซ่อมรถและศูนย์บริการในเครือที่มีคุณภาพกว่า 1,800 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมช่างที่มีประสบการณ์สูง เพื่อช่วยให้คุณประหยัดเวลา ไม่ต้องรอคิวนัดหมายนาน ที่สำคัญคือสามารถปรับเลือกแผนประกันตามความต้องการ พร้อมช่วยคุณประหยัดเงินในกระเป๋า โดยราคาเบี้ยประกันรถยนต์ Pocket by LMG สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง ORA Good Cat เริ่มต้นเพียง 13,000 บาท* เท่านั้น และนอกจากรถยนต์ไฟฟ้า ORA แล้ว Pocket by LMG ยังมีประกันรถยนต์ EV อีกหลากหลายแบรนด์ที่ให้การคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็น MG, Neta, Haval, Volvo, Mercedes-Benz และ BMW (*หมายเหตุ – ค่าเบี้ยประกันแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นรถและแผนประกันที่เลือก)
สำหรับผู้ที่สนใจซื้อประกันรถยนต์ไฟฟ้ากับ Pocket by LMG สามารถเช็คเบี้ยประกันผ่านทางเว็บไซต์ https://www.pocketbylmg.com ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกรอกข้อมูลรถหลังจากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านประกันของเราจะติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด พร้อมช่วยเลือกแผนประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมในราคาที่คุ้มค่าให้กับคุณอีกด้วย หรือสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-302-7788
บทความที่คุณอาจสนใจ