กำลังโหลด...
กำลังโหลด...

18/4/2568 • โดย Homeday
หลายคนที่กำลังมองหาแหล่งเงินก้อน อาจกำลังสงสัยว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่ยังผ่อนอยู่กับไฟแนนซ์ สามารถนำไปขอสินเชื่อได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก พร้อมแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับคนที่กำลังต้องการใช้เงินก้อนกัน รถมอเตอร์ไซค์ติดไฟแนนซ์อยู่ กู้ได้ไหม สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่ยังผ่อนไม่หมด ไม่สามารถนำไปขอสินเชื่อจำนำทะเบียนได้ เนื่องจากกรรมสิทธิ์ยังเป็นของสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ การนำไปขอสินเชื่อจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่ยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถทำได้ นั่นคือ “สินเชื่อรีไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์” ซึ่งมีข้อดีอย่างไร เราจะพาไปทำความเข้าใจกัน รู้จักกับ “รีไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์” ทางออกของภาระค่างวด การรีไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์ คือการย้ายสัญญาเช่าซื้อไปยังบริษัทสินเชื่อแห่งใหม่ที่ให้เงื่อนไขดีกว่า โดยนำเงินก้อนใหม่มาปิดยอดค้างชำระเดิม ทำให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ค่างวดต่ำลง และอาจมีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายส่วนตัว ข้อดีของการรีไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์ มีอะไรบ้าง การรีไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์ มีข้อดีหลายอย่างที่ช่วยให้การผ่อนชำระสบายขึ้น โดยเฉพาะคนที่กำลังมีปัญหาด้านการเงิน ดังนี้ ลดภาระค่างวดต่อเดือน เมื่อรีไฟแนนซ์ คุณสามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระใหม่ที่ยาวขึ้น ทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลง ช่วยให้มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายด้านอื่น ๆ มากขึ้น ดอกเบี้ยถูกลง บริษัทสินเชื่อแห่งใหม่มักเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ทำให้ยอดผ่อนชำระรวมตลอดสัญญาลดลง มีเงินก้อนไว้สำรอง หากราคาประเมินรถสูงกว่ายอดหนี้คงเหลือ คุณจะได้รับเงินส่วนต่างมาใช้จ่ายตามความต้องการ เป็นเงินก้อนสำรองยามฉุกเฉิน อยากรีไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์ ขอสินเชื่อที่ไหนดี หากคุณกำลังต้องการรีไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์ “ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ” พร้อมให้บริการสินเชื่อที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการผ่านแอปพลิเคชัน “ศรีสวัสดิ์” หรือสาขาต่าง ๆ [...]

13/3/2568 • โดย Homeday
หากพูดถึงวิธีการลดดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดแล้ว หลายคนมักคิดว่า “รีไฟแนนซ์” เป็นทางออกเดียวที่สามารถช่วยลดภาระด้านนี้ลงได้ เพราะการรีไฟแนนซ์ คือ การเปลี่ยนหรือย้ายไปขอสินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อปิดยอดภาระหนี้เดิม และเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง จึงช่วยลดยอดที่ต้องชำระคืนในแต่ละเดือนลง ซึ่งโดยทั่วไป การรีไฟแนนซ์จะมีอยู่ 3 รูปแบบ นั่นคือ การรีไฟแนนซ์บ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน แต่ที่จริงแล้วการรีไฟแนนซ์นั้นอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เนื่องจากอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา นอกจากนั้นยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถช่วยลดดอกเบี้ยได้เช่นกัน เราไปทำความเข้าใจเรื่องของดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดและรีไฟแนนซ์พร้อม ๆ กัน ทำความเข้าใจ ‘ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด’ ใช้ให้เป็น ลดภาระได้ง่ายกว่าที่คิด ก่อนจะเข้าสู่วิธีการลดดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดและข้อมูลเบื้องต้นของเครื่องมือทางการเงินนี้กันก่อน เพื่อให้สามารถจัดการลดดอกเบี้ยได้อย่างตรงจุด โครงสร้างดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด ดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดมักจะคำนวณแบบรายวัน โดยคิดจากยอดเงินต้นที่คงเหลืออยู่ในแต่ละวัน ซึ่งหมายความว่ายิ่งเราจ่ายเงินคืนเร็วเท่าไร ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะลดลงเท่านั้น โดยวิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดเบื้องต้น มีดังนี้ ยอดเงินต้นคงค้าง x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันที่ใช้เงิน /365 = ดอกเบี้ย สิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้บัตรกดเงินสด ปัญหาการจ่ายขั้นต่ำ ทำให้ดอกเบี้ยไม่ลดลง เพราะการจ่ายขั้นต่ำเป็นเพียงการชำระยอดหนี้ส่วนหนึ่งเท่านั้น และมักจะครอบคลุมเฉพาะดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบางส่วน จึงทำให้เงินต้นยังคงอยู่และดอกเบี้ยถูกคิดเพิ่มต่อเนื่อง การชำระคืนล่าช้า [...]

21/4/2568 • โดย Homeday
การมีบ้านเป็นของตัวเองถือเป็นความฝันของคนจำนวนมาก ทว่าคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะผ่อนบ้านได้?” เพราะการซื้อบ้านเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะด้านการเงิน บทความนี้จะแนะนำวิธีคำนวณความสามารถในการผ่อนบ้าน ปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อ รวมถึงการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกู้ เพื่อให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายและได้ที่อยู่อาศัยในฝันอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาในการให้สินเชื่อบ้าน ก่อนจะเข้าใจว่าเงินเดือนเท่าไหร่จึงเหมาะกับการผ่อนบ้าน ควรทำความเข้าใจปัจจัยที่ธนาคารใช้ประเมินความสามารถในการกู้ของคุณก่อน การให้สินเชื่อบ้านของธนาคารไม่ได้พิจารณาเพียงแค่รายได้เท่านั้น แต่มีหลายปัจจัยประกอบกัน ดังนี้ รายรับของผู้กู้ รายรับเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่ธนาคารพิจารณา โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดอัตราผ่อนรายเดือนไว้ที่ประมาณ 40% ของรายรับในแต่ละเดือน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน คุณจะสามารถผ่อนได้สูงสุดประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน สำหรับรายรับที่ธนาคารนำมาคำนวณนั้นรวมถึงเงินเดือนประจำ รายได้พิเศษที่สม่ำเสมอ และโบนัสประจำปี แต่สำหรับรายได้ที่ไม่แน่นอน ธนาคารอาจคิดเป็นเพียงบางส่วนหรือพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ รายจ่ายและภาระหนี้สินที่มีอยู่ ธนาคารจะตรวจสอบรายจ่ายและหนี้สินทั้งหมดของคุณ เพื่อประเมินว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คุณจะมีเงินเหลือพอสำหรับการผ่อนบ้านหรือไม่ โดยทั่วไป หลักการคิดจะเป็นดังนี้: เงินเดือน – หนี้สินปัจจุบัน = เงินคงเหลือจากนั้นในเงินคงเหลือ จะประเมินว่า 40% ของจำนวนนี้คือความสามารถในการผ่อนสูงสุด ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นพนักงานใหม่ มีเงินเดือน 20,000 บาท และมีหนี้สินอยู่ 5,000 บาทต่อเดือน เงินคงเหลือของคุณคือ [...]

17/4/2568 • โดย Homeday
การเป็นเจ้าของบ้านเป็นความฝันของใครหลายคน แต่การเตรียมตัวเพื่อยื่นกู้สินเชื่อบ้านเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่เลือกบ้านที่ชอบและยื่นเรื่องขอกู้เท่านั้น บทความนี้รวบรวมเทคนิคสำคัญในการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ พร้อมวิธีคำนวณวงเงินกู้ที่เหมาะสมกับรายได้ของคุณ เพื่อให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านอย่างราบรื่นและได้วงเงินสูงตามที่ต้องการ รู้ก่อนกู้: วิธีคำนวณวงเงินสินเชื่อบ้านที่เหมาะกับคุณ การประเมินความสามารถในการกู้ซื้อบ้านด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ ก่อนที่จะไปติดต่อสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้เหมาะสมและเลือกบ้านที่อยู่ในงบประมาณของตัวเอง มาดูวิธีคำนวณวงเงินกู้กันดังนี้ ขั้นตอนที่ 1: ประเมินรายได้ของตัวเอง รายได้เป็นปัจจัยหลักที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาวงเงินกู้สูงสุดที่คุณสามารถขอได้ โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการเงินมักกำหนดให้ภาระผ่อนชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิ ตัวอย่างการคำนวณ: หากคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน ค่างวดผ่อนบ้านสูงสุดที่คุณสามารถรับภาระได้คือ 30,000 × 40% = 12,000 บาทต่อเดือน ขั้นตอนที่ 2: นำภาระหนี้สินมาหักออก หากคุณมีภาระหนี้อื่นๆ อยู่แล้ว เช่น ผ่อนรถหรือผ่อนสินค้าต่างๆ สถาบันการเงินจะนำภาระหนี้เหล่านี้มาหักออกจากรายได้ เพื่อประเมินความสามารถในการผ่อนชำระที่แท้จริง ตัวอย่างการคำนวณ: รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน มีภาระผ่อนรถ 6,000 บาทต่อเดือน รายได้สุทธิหลังหักภาระหนี้ = 30,000 – 6,000 = 24,000 บาท [...]

4/10/2567 • โดย Homeday
ในโลกของการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งและบรรลุอิสรภาพทางการเงิน แต่เป็นความจริงเสมอไปหรือ? ในขณะที่หลายคนประสบความสำเร็จจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ก็มีอีกไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายและความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาระหนี้สินอันหนัก

26/4/2568 • โดย Homeday
การมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองถือเป็นความฝันของคนจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง การจะได้บ้านมาครอบครองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคาร หลายคนต้องพบกับความผิดหวังเมื่อการยื่นขอสินเชื่อไม่ผ่านการอนุมัติ บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ธนาคารปฏิเสธการให้สินเชื่อบ้าน พร้อมแนะนำวิธีการเตรียมตัวและเทคนิคสำคัญในการยื่นขอสินเชื่อให้ผ่านการพิจารณา ทำไมธนาคารถึงไม่อนุมัติสินเชื่อบ้านให้คุณ? การที่ธนาคารปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อบ้านนั้นมีสาเหตุหลายประการ การเข้าใจถึงสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเตรียมตัวและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ประวัติเครดิตมีปัญหาหรือคะแนนเครดิตต่ำเกินไป ประวัติเครดิตเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ธนาคารนำมาพิจารณาเมื่อคุณยื่นขอสินเชื่อ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (National Credit Bureau) จะเก็บข้อมูลและประวัติการชำระสินเชื่อของคุณไว้ทั้งหมด หากคุณมีประวัติการชำระเงินล่าช้าเกิน 30 วัน มีการค้างชำระหนี้ หรือมีภาระหนี้เกินตัว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้และส่งผลต่อคะแนนเครดิตของคุณ คะแนนเครดิต (Credit Scoring) เป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือทางการเงินของคุณ โดยมีการจัดระดับความเสี่ยงตั้งแต่ AA (ดีมาก) ถึง HH (แย่มาก) ซึ่งธนาคารจะใช้คะแนนนี้ประกอบการพิจารณาว่าคุณมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากน้อยเพียงใด หากคะแนนเครดิตของคุณไม่เพียงพอ โอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อก็จะลดลงอย่างมาก รายได้ไม่แน่นอนหรือไม่เพียงพอ รายได้เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ธนาคารใช้พิจารณา โดยเฉพาะความสม่ำเสมอและความเพียงพอของรายได้ คนที่ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์มักจะพบอุปสรรคในการขอสินเชื่อมากกว่าคนที่ทำงานประจำ เนื่องจากรายได้ไม่แน่นอนและยากต่อการพิสูจน์ นอกจากนี้ หากรายได้ของคุณเมื่อเทียบกับราคาบ้านที่ต้องการซื้อแล้วไม่เพียงพอ ธนาคารอาจปฏิเสธการให้สินเชื่อ โดยทั่วไปธนาคารมักกำหนดให้ค่าผ่อนชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน หากคุณขอวงเงินสูงเกินกว่าที่รายได้จะรองรับได้ ธนาคารก็จะไม่อนุมัติ มีภาระหนี้สินมากเกินไป หากคุณมีภาระหนี้สินอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น ผ่อนรถยนต์ [...]

4/4/2568 • โดย Homeday
การซื้อคอนโดมิเนียมถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญสำหรับหลายคน แต่คำถามที่มักพบบ่อยคือ “ควรวางเงินดาวน์เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?” การตัดสินใจเรื่องเงินดาวน์ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางแผนทางการเงินที่ส่งผลต่อภาระผ่อนในระยะยาวอีกด้วย บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการคำนวณเงินดาวน์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยแบบคอนโดสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการพื้นฐานในการคำนวณเงินดาวน์คอนโด เงินดาวน์คือจำนวนเงินที่ผู้ซื้อต้องชำระให้กับผู้ขายหรือโครงการล่วงหน้าก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยทั่วไปแล้ว โครงการคอนโดมิเนียมมักกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำไว้ที่ประมาณ 10-20% ของราคาขาย อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าควรวางเงินดาวน์เท่าไหร่นั้น ไม่ควรดูเพียงแค่เงื่อนไขขั้นต่ำที่โครงการกำหนดเท่านั้น แต่ควรพิจารณาจากปัจจัยหลายประการร่วมกัน การวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงขึ้นมีข้อดีหลายประการ ประการแรกคือ สามารถลดยอดเงินกู้และภาระการผ่อนรายเดือน ทำให้มีโอกาสได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารมากขึ้น ประการที่สองคือ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาเงินกู้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากคอนโดราคา 3 ล้านบาท การวางดาวน์ 10% (3 แสนบาท) เทียบกับ 20% (6 แสนบาท) อาจทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญากู้ต่างกันนับแสนบาท อย่างไรก็ตาม การวางเงินดาวน์มากเกินไปอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมเสมอไป เนื่องจากอาจทำให้เงินสดสำรองที่มีไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือรับมือกับเหตุฉุกเฉินลดลง นอกจากนี้ ในบางกรณีการนำเงินไปลงทุนในช่องทางอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ดังนั้น การหาจุดสมดุลระหว่างการวางเงินดาวน์กับการรักษาสภาพคล่องทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญ วิธีคำนวณเงินดาวน์ที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ การคำนวณเงินดาวน์ที่เหมาะสมนั้น ควรวิเคราะห์จากสถานะทางการเงินส่วนบุคคล ซึ่งสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้: วิเคราะห์สถานะทางการเงินปัจจุบัน: เริ่มต้นด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตรวจสอบว่ามีเงินออมเท่าไหร่ มีภาระหนี้อื่นๆ หรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายประจำเท่าไหร่ การเข้าใจกระแสเงินสดส่วนบุคคลจะช่วยให้ประเมินได้ว่าสามารถจัดสรรเงินดาวน์ได้มากน้อยเพียงใด ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ: [...]

13/11/2568 • โดย Homeday
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า SAM ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ตามมาตรการและนโยบายแก้ไขปัญหาเร่งด่วน “Quick Big Win” ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มุ่งเน้นช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้เสีย NPLs ที่ไม่มีหลักประกันและมีภาระหนี้รวมไม่เกิน 100,000 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โดย SAM พร้อมก้าวสู่บทบาทใหม่ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม หรือ Social AMC หน่วยงานกลางที่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหนี้เชิงโครงสร้างและช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงใจ เป็นธรรม ด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เข้าใจง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ภายใต้ 2 มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน เหมาะสมตามความสามารถที่แท้จริงของลูกหนี้ ได้แก่ 1. จ่าย [...]

25/7/2568 • โดย Homeday
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบอุทกภัยจากเหตุการณ์พายุวิภา จัดทำมาตรการช่วยเหลือดูแลลูกค้าให้ผ่านพ้นวิกฤต ประกอบด้วย “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือ ที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย” และ “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2568” ลูกค้าผู้ประสบภัยสามารถติดต่อสาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ทั่วประเทศเพื่อรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ในฐานะ สถาบันการเงินของรัฐร่วมเป็นกำลังใจให้แก่ลูกค้าและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มส่งผลให้ที่อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ธอส. จึงจัดทำ “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย” และ “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2568” โดยมีรายละเอียด ดังนี้ โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย ประกอบด้วย สำหรับลูกค้าปัจจุบัน : ลดเงินงวดและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยพักชำระหนี้นาน 3 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 12 คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง [...]

19/8/2564 • โดย Homeday
ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนก็คงประสบกับวิกฤติทางการเงินอยู่พอสมควร ไหนจะมีภาระหนี้สินให้ต้องผ่อนชำระอีก ทำให้บางคนถึงกับผ่อนบ้านต่อไปไม่ไหว ถ

29/9/2568 • โดย Homeday
ในปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนแตะระดับสูงราว 90% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) รวมถึงนโยบายเข้มงวดด้านการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ส่งผลให้ผู้ซื้อบ้านจำนวนมาก “กู้ไม่ผ่าน” ถึงแม้จะมีรายได้ประจำและตั้งใจซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ประกอบกับเข้าใจและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขความกังวลใจของลูกค้า จึงมอบบริการพิเศษ “Home Financial Specialist” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ทำหน้าที่มากกว่าพนักงานขาย แต่เป็นเสมือน “เพื่อนคู่คิด” ที่พร้อมจะดูแลลูกค้าในทุกขั้นตอนด้านการเงิน ตั้งแต่การวางแผนเตรียมเอกสาร ประสานงานกับธนาคารไปจนถึงให้คำปรึกษาเรื่องการเงินหลังจากได้รับบ้าน เพื่อให้เส้นทางสู่การมีบ้านในฝันของลูกค้าราบรื่นและเป็นไปได้จริง นายชัชวีร์ พรปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หรือ COO บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยมากว่า 55 ปี เปิดเผยว่า “ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ชะลอตัว ไม่ใช่เพราะคนไม่อยากซื้อบ้าน แต่สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดเงื่อนไขด้านสินเชื่อบางประการ อาทิ การเตรียมพร้อมด้านเอกสาร หรือ ความกังวลในภาระหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เราจึงตั้งทีม “Home Financial Specialist” ขึ้นมา [...]

18/11/2567 • โดย Homeday
เดินทางมาถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการแม้จะมีการฟื้นตัวในบางกลุ่ม ทั้งจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ยังปรับลงไม่มากเท่าที่ควร เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ความต้องการในตลาดลักซ์ชัวรีแ