Logo
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรา
ลงประกาศ
ลงประกาศ
Homeday
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรารายการโปรด
HOMEDAY Logo

แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อันดับ 1 ที่ได้รับความไว้วางใจ ค้นหาบ้านในฝัน คอนโดทำเลดี หรือลงทุนอสังหาฯ ได้ง่ายๆ ที่นี่

DBD Registered

เมนูหลัก

  • หน้าหลัก
  • ขายอสังหาริมทรัพย์
  • เช่าอสังหาริมทรัพย์
  • โครงการใหม่
  • ทำเลน่าอยู่
  • บทความอสังหาฯ
  • คู่มือการใช้งาน
  • ติดต่อเรา

ประเภทอสังหาฯ

  • คอนโด
  • บ้านเดี่ยว
  • ทาวน์โฮม
  • ที่ดิน

ติดต่อเรา

  • เบอร์โทรศัพท์090-916-9993ทุกวัน 9:00 - 18:00 น.
  • Email[email protected]
  • Office159/229 ม.6 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง
    จังหวัดนนทบุรี 11110

คำค้นหายอดนิยม

คอนโดสุขุมวิทคอนโดติดรถไฟฟ้าบ้านเดี่ยวบางนาทาวน์โฮมราคาถูกที่ดินเปล่าเขาใหญ่คอนโดให้เช่ารัชดาบ้านมือสองนนทบุรีรีวิวคอนโดใหม่สินเชื่อบ้านราคาประเมินที่ดินอสังหาฯ เพื่อการลงทุนประกาศขายบ้านฟรี

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. All rights reserved.

ข้อกำหนดและเงื่อนไขนโยบายความเป็นส่วนตัวSitemap
Add LINE Sticky

ทำไมการต่อเติมห้องกระจกถึงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับบ้าน?

Homeday
26 พฤษภาคม 2568
2 นาที
แชร์:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 26/5/2568

ทำไมการต่อเติมห้องกระจกถึงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับบ้าน?

บทความที่เกี่ยวข้อง

โครงการแนะนำ

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
โครงการใหม่

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

เริ่ม 11,990,000 บาท
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
โครงการพร้อมอยู่

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

เริ่ม 25,900,000 บาท
มหกรรมบ้านและคอนโด
การต่อเติมห้องกระจกข้างบ้านกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่เจ้าของบ้านหลังริม เนื่องจากเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างข้างบ้านที่มักถูกมองข้าม โดยการสร้างห้องกระจกหรือกลาสเฮ้าส์สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและสร้างมุมพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ1 การต่อเติมรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านเท่านั้น แต่ยังสร้างพื้นที่แสงธรรมชาติและการเชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกบ้านได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากสามารถสร้างได้ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าที่คิด
Article Image
ขอบคุณภาพจาก : Cantifix

แล้วต้นทุนการต่อเติมห้องกระจกข้างบ้านจริงๆแล้วเป็นอย่างไร?

การคิดค่าใช้จ่ายในการต่อเติมห้องกระจกถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนการตัดสินใจ ตามข้อมูลจากต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 3,000 ปอนด์ต่อตารางเมตร หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 43,270 ปอนด์สำหรับห้องกระจกขนาดกลาง อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่านี้มาก โดยเฉพาะการใช้วัสดุและแรงงานในประเทศ
การออกแบบห้องกระจกสำเร็จรูปที่ใช้โครงสร้างเหล็กหุ้มด้วย UPVC และกระจกนิรภัยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 18,000-22,000 บาทต่อตารางเมตร ความคุ้มค่าของการลงทุนนี้สะท้อนได้จากกรณีศึกษาที่เจ้าของบ้านรายหนึ่งประเมินงบประมาณไว้หลักแสน แต่เมื่อดำเนินการจริงกลับได้ราคาที่ถูกกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบครึ่ง1 นอกจากนี้ การออกแบบที่เหมาะสมยังสามารถสร้างความรู้สึกโปร่งกว้างและเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินได้ถึง 7 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ทำให้ต้นทุนคุ้มค่ายิ่งขึ้นคือความทนทานของวัสดุที่ใช้ โดยเฉพาะ UPVC ที่มีอายุการใช้งานเกิน 30 ปี ทนต่อสภาพอากาศทุกแบบ และไม่ต้องการการบำรุงรักษามาก โครงสร้างเหล็กที่ถูกหุ้มด้วย UPVC จะไม่สัมผัสกับอากาศชื้น ทำให้เพิ่มอายุความคงทนของโครงเหล็กได้เป็นเท่าตัว
Article Image
ขอบคุณภาพจาก : Detail Library

ข้อดีของห้องกระจกข้างบ้านที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนมีอะไรบ้าง?

ห้องกระจกข้างบ้านมีข้อดีมากมายที่เกินกว่าการเป็นเพียงพื้นที่เพิ่มเติม การออกแบบด้วยกระจกจากพื้นถึงเพดานช่วยให้แสงธรรมชาติเข้ามาอย่างเต็มที่ สร้างบรรยากาศที่สดชื่นและเปิดโล่ง ระบบกระจกสมัยใหม่สามารถลดการดูดซับความร้อนจากแสงแดด ขณะที่ยังคงให้แสงธรรมชาติผ่านเข้ามาได้ ทำให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนมากเกินไป
ความยืดหยุ่นในการใช้งานเป็นอีกหนึ่งข้อดีสำคัญ ห้องกระจกสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้หลากหลาย ตั้งแต่เป็นพื้นที่จัดเลี้ยง พื้นที่ทำงาน สำนักงานที่บ้าน ห้องโยคะ หรือแม้แต่ห้องรับแขก การเชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกทำให้เกิดความรู้สึกของ “indoor-outdoor living” ที่เป็นที่นิยมในการออกแบบบ้านสมัยใหม่
สำหรับผู้ที่รักการจัดสวน ห้องกระจกยังสามารถใช้เป็นเรือนกระจกสำหรับปลูกพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ช่วยให้สามารถปลูกพืชที่ต้องการการดูแลพิเศษ เช่น แคคตัส ยูโฟเบีย หรือไม้อวบน้ำ รวมถึงผักสลัดและสมุนไพรต่างๆ ที่สามารถเก็บเกี่ยวใช้ในครัวเรือนได้
นอกจากนี้ ห้องกระจกยังช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกับบ้านที่มีบ้านติดกัน การมีพื้นที่กึ่งภายนอกที่มีหลังคาและผนังกระจกช่วยสร้างบรรยากาศที่แยกจากพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ ขณะเดียวกันก็ยังคงความรู้สึกเปิดโล่งและเชื่อมต่อกับธรรมชาติ
Article Image
ขอบคุณภาพจาก : lovePROPERTY

การออกแบบห้องกระจกให้เข้ากับพื้นที่ข้างบ้านบ้านควรคำนึงถึงอะไรบ้าง?

การออกแบบห้องกระจกให้เหมาะสมกับพื้นที่ข้างบ้านบ้านต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยสำคัญ ขนาดพื้นที่เป็นสิ่งแรกที่ต้องพิจารณา โดยบ้านหลังริมมักมีพื้นที่ข้างบ้านขนาดประมาณ 6.5 เมตร กว้าง และ 4 เมตร ลึก ซึ่งขนาดนี้เหมาะสำหรับการสร้างห้องกระจกที่มีทั้งพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่สวน
การเลือกทิศทางของห้องกระจกมีผลต่อการรับแสงและอุณหภูมิภายใน สำหรับพื้นที่ที่ต้องการปลูกพืชเขตร้อนชื้น ควรเลือกทิศที่ได้รับแสงแดดครึ่งวัน เช่น ทิศเหนือหรือทิศตะวันออก แต่หากต้องการปลูกพืชทะเลทราย เช่น แคคตัสหรือไม้อวบน้ำ ก็ควรเลือกตำแหน่งที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน
การระบายอากาศเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย การติดตั้งหน้าต่างที่เปิดได้ หรือระบบระบายอากาศที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมอุณหภูมิและความชื้นภายใน บางกรณีอาจต้องเพิ่มระบบทำความเย็นแบบระเหยเพื่อลดอุณหภูมิ
การเลือกประเภทกระจกก็มีความสำคัญ กระจกใสจะให้แสงมากที่สุด แต่กระจกชนิดตัดแสงสีเขียว สีชา หรือสีดำ จะช่วยลดความร้อนและป้องกันเสียงรบกวนได้ดีกว่า สำหรับโครงสร้าง ควรเลือกใช้วัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศ เช่น UPVC หรือเหล็กชุบกัลวาไนซ์
การออกแบบพื้นผิวภายในควรเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งาน หากเป็นพื้นที่นั่งเล่น อาจเลือกใช้กระเบื้องหรือไม้ แต่หากเป็นเรือนกระจกสำหรับปลูกพืช ควรเลือกพื้นที่ระบายน้ำได้ดี เช่น อิฐมอญสลับหินกรวด
Article Image
ขอบคุณภาพจาก : Glass Rooms & Verandas

ไม้ประดับและการจัดสวนในห้องกระจกควรเลือกใช้พันธุ์ไหนที่เหมาะสม?

การเลือกพันธุ์ไม้สำหรับห้องกระจกข้างบ้านต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมพิเศษที่เกิดจากโครงสร้างกระจก ซึ่งมีแสงสว่างมาก แต่อุณหภูมิอาจสูงกว่าพื้นที่เปิดโล่งทั่วไป สำหรับพืชที่เหมาะสมที่สุดในสภาพอากาศของประเทศไทย คือ พืชทะเลทรายและไม้อวบน้ำ เช่น แคคตัสหลากหลายชนิด ยูโฟเบีย และไม้อวบน้ำต่างๆ เนื่องจากพืชเหล่านี้ต้องการแสงแดดเต็มวันและชอบอากาศแห้ง
ไม้พื้นเมืองที่ปรับตัวได้ดีในเรือนกระจก ได้แก่ ศรนารายณ์ กระบองเพชรใบเสมา เข็มกุดั่น และเข็มสามสี ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลต้นไม้มากนัก พืชเหล่านี้ทนทานต่อความร้อนและต้องการน้ำน้อย
สำหรับผู้ที่ต้องการสวนที่มีความหลากหลายมากขึ้น สามารถเลือกปลูกไม้เขตร้อนชื้นในบางส่วน เช่น บอนกระดาษ ปาล์มชนิดต่างๆ หมากเขียว หมากเหลือง ฟิโลเดนดรอน พลูด่าง และกล้วยไม้บางชนิด แต่จะต้องมีการควบคุมอุณหภูมิและให้น้ำอย่างเหมาะสม
หากต้องการปลูกพืชผักหรือสมุนไพรเพื่อการบริโภค เรือนกระจกสามารถปลูกได้หลากหลายชนิด เช่น แตงกวา พริกหยวก ผักสลัด ถั่ว มะเขือยาว มะเขือเทศ และต้นหอม สำหรับสมุนไพรตะวันตก เช่น โรสแมรี่ เลมอนไทม์ หรือผักชีฝรั่ง อาจต้องใช้ตาข่ายมุ้งลวดหรือระบบทำความเย็นเพิ่มเติมเพื่อลดอุณหภูมิ
การจัดวางต้นไม้ในเรือนกระจกควรคำนึงถึงความสูงและการกระจายแสง โดยวางต้นไม้สูงไว้ด้านหลัง และต้นไม้เตี้ยไว้ด้านหน้า นอกจากนี้ การใช้ชั้นวางแบบชั้นสแตนเลสจะช่วยเพิ่มพื้นที่ปลูกและสร้างระดับที่น่าสนใจ การผสมผสานระหว่างต้นไม้ในกระถางและการปลูกลงดินจะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการจัดแต่งและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสวนในอนาคต
Article Image
ขอบคุณภาพจาก : SBI Ltd

เทคนิคการดูแลรักษาห้องกระจกให้อยู่ในสภาพดีตลอดเวลามีอะไรบ้าง?

การดูแลรักษาห้องกระจกข้างบ้านให้คงความสวยงามและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยเทคนิคและความสม่ำเสมอในการบำรุงรักษา การทำความสะอาดกระจกเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เนื่องจากฝุ่นละอองและคราบสกปรกจะขัดขวางการเข้าของแสงธรรมชาติ ควรทำความสะอาดกระจกอย่างน้อยเดือนละครั้งด้วยน้ำยาทำความสะอาดกระจกที่เหมาะสม
การตรวจสอบระบบระบายน้ำเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันน้ำขังและการรั่วซึม การใช้ซิลิโคนวิศวกรรมสำหรับอาคารสูงในการยาแนวจะช่วยให้มีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี และควรตรวจสอบสภาพการยาแนวเป็นระยะ
การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นภายในเรือนกระจกต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในช่วงฤดูร้อน ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้อากาศถ่ายเทได้ดี หรือใช้พัดลมช่วยระบายอากาศ หากอุณหภูมิสูงเกินไป อาจต้องติดตั้งระบบทำความเย็นแบบพ่นน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ
การดูแลพืชในเรือนกระจกต้องปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล ในช่วงฤดูแล้ง พืชต้องการน้ำมากกว่าปกติเนื่องจากอุณหภูมิสูง แต่ในช่วงฤดูฝน ต้องระวังเรื่องการระบายน้ำเพื่อป้องกันรากเน่า การใส่ปุ่ยควรทำเป็นประจำเพื่อชดเชยสารอาหารที่พืชใช้ไป โดยเฉพาะพืชในกระถางที่สารอาหารหมดเร็วกว่าพืชที่ปลูกลงดิน
การตรวจสอบโครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการตรวจสอบสลักเกลียว ซีลยางกันน้ำ และชิ้นส่วนโลหะต่างๆ เพื่อป้องกันการชำรุดก่อนเวลาอันควร วัสดุ UPVC มีข้อดีคือไม่ต้องการการบำรุงรักษามาก แต่ควรทำความสะอาดเป็นระยะเพื่อรักษาความสวยงาม
การจัดการกับแสงแดดจัดในช่วงฤดูร้อนอาจต้องใช้วิธีการเพิ่มเติม เช่น การติดฟิล์มกรองแสง การใช้ผ้าใบกันแดด หรือการปลูกพืชเลื้อยเพื่อสร้างร่มเงา การวางแผนการจัดแต่งให้มีพื้นที่ร่มเงาสำหรับพืชที่ไม่ชอบแสงแดดจัดจะช่วยให้สวนดูสมดุลและมีชีวิตชีวา

สรุป

การต่อเติมห้องกระจกข้างบ้านบ้านเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสร้างประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่เพียงแต่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยและมูลค่าของทรัพย์สิน แต่ยังสร้างพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี ความยืดหยุ่นในการใช้งานและการออกแบบที่หลากหลายทำให้เหมาะสำหรับครอบครัวทุกไลฟ์สไตล์ การเลือกใช้วัสดุคุณภาพและการออกแบบที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้ห้องกระจกที่ทนทานและสวยงามในระยะยาว
#สาระ #ห้องกระจกข้างบ้าน #ต่อเติมบ้าน #กลาสเฮ้าส์ #จัดสวนในบ้าน #เรือนกระจก #ต่อเติมบ้าน #สวนข้างบ้าน #บ้านหลังริม #การออกแบบบ้าน #พื้นที่สีเขียว
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
#กลาสเฮ้าส์
#พื้นที่สีเขียว
#การออกแบบบ้าน
#จัดสวนในบ้าน
#ต่อเติมบ้าน
#เรือนกระจก
#ต้นไม้และสวน
#บ้านหลังริม
#ห้องกระจกข้างบ้าน
#สาระ
#สวนข้างบ้าน

ชอบบทความนี้ไหม? แชร์เลย!

แชร์:FacebookXLINE

-

จาก 5

รีวิวและเรตติ้ง

(0 รีวิว)

ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวบทความนี้!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
โครงการใหม่

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

เริ่ม 1,990,000 บาท
เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)
คอนโด
โครงการพร้อมอยู่

เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เมืองนนทบุรี, นนทบุรี

โครงการ เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่รัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด 'Oxygen Community' ที่มุ่งเน้นความโปร่งโล่งและการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่น้อย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่เรียบง่ายแต่ครบครัน ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัยหลายอาคาร นำเสนอห้องพักอาศัยในรูปแบบ XL Condo ที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ มีให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 30.00 - 52.00 ตารางเมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ โดดเด่นด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง เพดานสูงโปร่ง และการกั้นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำเลที่ตั้งถือเป็นจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพียงระยะเดินถึง (ประมาณ 450 เมตร) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์ราชการนนทบุรีเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายเส้นทาง ทั้งถนนสนามบินน้ำ ถนนติวานนท์ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนงามวงศ์วาน สภาพแวดล้อมโดยรอบพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เอสพลานาด แคราย, บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ และตลาดนัดเลี่ยงเมืองนนท์ รวมถึงอยู่ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ส่วนกลาง, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness) พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และพื้นที่สวนหย่อมสีเขียวรอบโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารด้วย Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.69 - 3.5 ล้านบาท

เริ่ม 1,690,000 บาท
ทั่วไป
HOMEDAY
ดูทั้งหมด
ทำไมการจัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กด้วยทางเดินสไตล์ลอฟท์ถึงได้รับความนิยม?
ทั่วไป

ทำไมการจัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กด้วยทางเดินสไตล์ลอฟท์ถึงได้รับความนิยม?

การจัดสวนหน้าบ้านในพื้นที่จำกัดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อผสมผสานกับแนวคิดสไตล์ลอฟท์และการสร้างทางเดินที่มีเอกลักษณ์ จะสามารถเปลี่ยนพื้นที่เล็กๆ ให้กลายเป็นมุมสวยที่ประทับใจได้ การออกแบบสวนแบบนี้ไม่เพียงแค่เพิ่มความสวยงามให้กับบ้าน แต่ยังช่วยแก้ปัญหาน้ำฝนที่ไหลท่วมพื้นที่หน้าบ้าน พร้อมทั้งสร้างพื้นที่สำหรับกิจกรรมสังสรรค์เล็กๆ ได้อีกด้วย การวางแผนและเตรียมพื้นที่สำหรับสวนหน้าบ้านขนาดเล็กต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง? การเริ่มต้นจัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กต้องเริ่มจากการประเมินพื้นที่และปัญหาที่มีอยู่ก่อน ในหลายกรณี พื้นที่หน้าบ้านมักมีปัญหาน้ำฝนจากหลังคาโรงรถไหลลงมาท่วมพื้น ทำให้เกิดความเปียกชื้นและไม่สะดวกในการใช้งาน การแก้ปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพื้นผิวและระบายน้ำให้เหมาะสม การวัดขนาดพื้นที่และสังเกตลักษณะดินเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพื่อให้ทราบว่าพื้นที่มีขนาดเท่าไร ลักษณะดินเป็นอย่างไร และต้องปรับแต่งมากน้อยแค่ไหน การกำหนดงบประมาณล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อวัสดุก่อสร้าง ต้นไม้ ดอกไม้ หรืออุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ การปรับปรุงหน้าดินก่อนการจัดสวนเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพื่อให้ทราบว่าดินเหมาะสมกับการปลูกต้นไม้หรือไม่ และมีแร่ธาตุเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้หรือไม่ ในกรณีที่พื้นที่มีปัญหาการระบายน้ำ การลงเข็มและเทปูนเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงและป้องกันปัญหาน้ำขัง วิธีการสร้างทางเดินแบบลอฟท์ในสวนหน้าบ้านอย่างไรให้ได้ผลดี? ทางเดินสไตล์ลอฟท์มีเอกลักษณ์เฉพาะที่เน้นความดิบและเรียบง่าย การใช้กระเบื้องหกเหลี่ยมผสมกับกระเบื้องลายไม้แทรกเข้าไปจะช่วยสร้างลวดลายที่น่าสนใจ การตัดกระเบื้องให้เข้ามุมทีละแผ่นต้องใช้ความพิถีพิถันและทักษะของช่างที่มีประสบการณ์ สำหรับการทำแผ่นทางเดินแบบถาวร การลงเข็มและเทปูนเป็นวิธีที่ให้ความแข็งแรงและทนทาน แผ่นทางเดินควรมีขนาดที่เหมาะสม เช่น กว้าง 1×0.8 เมตร โดยมีระยะห่างระหว่างแผ่นประมาณ 0.25 เมตร การออกแบบแบบนี้จะช่วยให้การเดินสะดวกและสร้างจังหวะที่สวยงามในเวลาเดียวกัน หากต้องการประหยัดงบประมาณ สามารถใช้วิธี DIY แผ่นปูนจากฝาถังขยะราคาเพียง 20 บาท โดยการทาน้ำมันเครื่องเก่าให้ฉ่ำเพื่อทำให้แกะแบบออกได้ง่าย จากนั้นเทปูนลงไปให้เต็มฝา วางเหล็กเสริมแรง และรอให้แห้งก่อนแกะออกจากพิมพ์ วิธีนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและสามารถทำเองได้ ต้นไม้และการจัดสวนแบบลอฟท์ควรเลือกพันธุ์ไหนให้เข้ากับสไตล์? [...]

1 นาที
จัดสวนหลังบ้านทาวน์เฮ้าส์พื้นที่เล็กให้สวยงามได้อย่างไร?
ทั่วไป

จัดสวนหลังบ้านทาวน์เฮ้าส์พื้นที่เล็กให้สวยงามได้อย่างไร?

การเปลี่ยนพื้นที่หลังบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่มักใช้เป็นครัวหรือห้องซักผ้าให้กลายเป็นสวนสไตล์มินิมอลเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้าน แม้พื้นที่จะจำกัดเพียง 10 ตารางเมตร แต่สามารถสร้างมุมธรรมชาติที่เชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกบ้านได้อย่างลงตัว โดยใช้โทนสีขาวเป็นหลักร่วมกับการเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมและระบบระบายน้ำที่ดี ทำไมถึงควรเปลี่ยนพื้นที่หลังบ้านให้เป็นสวน? พื้นที่หลังบ้านทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่มักถูกใช้เป็นห้องครัวหรือห้องซักผ้า แต่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่นี้ให้เป็นสวนจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก การมีพื้นที่สีเขียวในบ้านช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่น แบบที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก เพียงแค่มีต้นไม้หรือสวนย่อมๆ อยู่ในพื้นที่ของเรา การออกแบบให้พื้นที่หลังบ้านเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นภายในจะทำให้ได้อารมณ์เหมือนไปนั่งร้านคาเฟ่ สามารถใช้เป็นพื้นที่นั่งทำงานหรือพักผ่อนได้เต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านและสร้างความเป็นส่วนตัวมากขึ้น วางแผนการปรับปรุงพื้นที่หลังบ้านอย่างไร? การเริ่มต้นปรับปรุงพื้นที่หลังบ้านควรเริ่มจากการรื้อแผ่นกระเบื้องหลังคาหลังบ้านออกทั้งหมด ปรับพื้น และกั้นห้องให้เรียบร้อยตามที่ออกแบบไว้ สำหรับพื้นที่ขนาดประมาณ 10 ตารางเมตร ควรแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เป็นห้องเก็บของเพื่อความเป็นระเบียบ การวางแผนการจัดสวนในพื้นที่เล็กต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ต้นไม้เติบโต แสงแดดที่ส่องถึงอย่างจำกัด และการระบายน้ำ หากพื้นที่มีแสงส่องถึงอย่างเพียงพอและมีความชื้นพอเหมาะ ก็จะง่ายต่อการจัดสวน สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนปลูกต้นไม้หลังบ้าน แนะนำให้แพลนและนำไปปลูกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะการนำต้นไม้ยืนต้นเข้าไปปลูกในบ้านที่สร้างเสร็จแล้วเป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องเดินแบกเข้าตั้งแต่หน้าบ้านถึงหลังบ้าน ซึ่งอาจเพิ่มงานให้กับช่างอีกรอบ เลือกพรรณไม้อย่างไรให้เหมาะกับสวนหลังบ้าน? การเลือกพรรณไม้สำหรับสวนหลังบ้านทาวน์เฮ้าส์ควรเลือกไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่ไม่ร่วงผลัดใบบ่อยนัก มีทรงพุ่มกลมที่สวยเหมาะกับบ้าน และที่สำคัญต้องโตช้า ต้นแก้วเจ้าจอมเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากเป็นไม้ต้นขนาดเล็กที่มีความสูงประมาณ 10-15 เมตร มีดอกหอม และระบบรากไม่ทำลายโครงสร้าง สำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องแสงแดด ควรเลือกพรรณไม้ที่สามารถอยู่ได้ในที่ร่ม แดดรำไร กระบองเพชรเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเยี่ยม เนื่องจากดูแลง่ายมาก ไม่ต้องรดน้ำบ่อย และสามารถแตกหน่อได้เอง การดูแลกระบองเพชรมีข้อปฏิบัติเฉพาะ ควรให้น้ำ 3 [...]

1 นาที
อะไรคือความแตกต่างระหว่างห้องแบบ Sky Garden และ Roof Garden?
ทั่วไป

อะไรคือความแตกต่างระหว่างห้องแบบ Sky Garden และ Roof Garden?

การออกแบบพื้นที่สีเขียวในอาคารพักอาศัยได้กลายเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจในวงการอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ Sky Garden และ Roof Garden เป็นสองแนวคิดที่ได้รับความนิยม แต่มีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ Sky Garden: สวรรค์แห่งพื้นที่สีเขียวระหว่างชั้น Sky Garden เป็นพื้นที่สีเขียวที่ถูกออกแบบอยู่ระหว่างชั้นของอาคาร โดยมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจหลายประการ พื้นที่นี้มักถูกวางแทรกระหว่างชั้นต่างๆ ของอาคาร ทำให้เกิดเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้อย่างกว้างขวาง นักออกแบบมักใช้พื้นที่นี้เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร การออกแบบ Sky Garden คำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการระบายอากาศ แสงธรรมชาติ และการจัดภูมิทัศน์ที่เหมาะสม พืชพรรณที่เลือกใช้จะเป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมเฉพาะ สามารถเติบโตได้ดีในพื้นที่จำกัดและรับแสงแดดเพียงบางช่วงเวลา Roof Garden: สวนบนหลังคาแห่งความเป็นส่วนตัว Roof Garden แตกต่างจาก Sky Garden ตรงที่ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคาร พื้นที่นี้มักมีขนาดใหญ่กว่าและมีความเป็นส่วนตัวสูง ผู้พักอาศัยสามารถใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือจัดงานสังสรรค์ นักออกแบบ Roof Garden ให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์และความสวยงาม โดยอาจแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆ เช่น พื้นที่นั่งเล่น สระว่ายน้ำ พื้นที่ปลูกต้นไม้ หรือมุมออกกำลังกาย การเลือกวัสดุปูพื้นและพืชพรรณจะคำนึงถึงความทนทานต่อสภาพอากาศและการใช้งาน ความแตกต่างหลักระหว่าง [...]

1 นาที
จะจัดสวนในคอนโดอย่างไรให้สวยและปลอดภัย? คู่มือสมบูรณ์สำหรับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด
ทั่วไป

จะจัดสวนในคอนโดอย่างไรให้สวยและปลอดภัย? คู่มือสมบูรณ์สำหรับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด

การจัดสวนในคอนโดมิเนียมกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ เนื่องจากผู้คนต้องการพื้นที่สีเขียวเพื่อการพักผ่อนและเสริมสร้างสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม การจัดสวนในพื้นที่จำกัดของคอนโดนั้นมีข้อจำกัดและข้อควรระวังหลายประการที่ต่างจากการทำสวนในบ้านเดี่ยว โดยเฉพาะเรื่องการรับน้ำหนักของโครงสร้าง การเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม และการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการจัดสวนในคอนโดที่ปลอดภัย สวยงาม และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองสมัยใหม่ ทำไมการเข้าใจพื้นที่และข้อจำกัดจึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องรู้? การจัดสวนในคอนโดมิเนียมแตกต่างจากบ้านเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ พื้นที่ของห้องชุดมีจำกัดและถูกออกแบบมาเพื่อการพักผ่อนและใช้งานแบบเต็มพื้นที่ การแบ่งปันพื้นที่พักผ่อนให้กับพื้นที่สีเขียวจึงต้องมีการวางแผนที่ดี ข้อจำกัดภายในห้องชุดมีมากกว่าบ้านเดี่ยว เช่น มุมที่อับกว่าและมีแสงเข้าน้อย ห้องชุดของคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ไม่ได้รับการออกแบบไว้สำหรับปลูกต้นไม้ที่ต้องการดินซึ่งมีน้ำหนักสูง การรับน้ำหนักของแต่ละพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญมาก ตามมาตรฐานการรับน้ำหนักของอาคาร พื้นที่พักอาศัยต้องรับน้ำหนักได้อย่างน้อย 150 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ขณะที่อาคารชุดและหอพักต้องรับน้ำหนักได้ 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ดิน 1 ลูกบาศก์เมตรจะหนักถึง 1,600 กิโลกรัม และน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรเท่ากับน้ำหนัก 1 ตัน ดังนั้นการระมัดระวังในเรื่องน้ำหนักจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเลือกพันธุ์ไม้? สภาพแวดล้อมภายในห้องชุดเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกพันธุ์ไม้ นอกจากพื้นที่จำกัดแล้ว ห้องชุดบางห้องอยู่ในมุมที่แสงเข้าน้อย หรือไม่มีแสงเข้าได้เลย การดูแสงจึงเป็นลำดับแรกเพื่อให้ต้นไม้อยู่รอดปลอดภัยเมื่อปลูก ต้นไม้ไม่สามารถอยู่ในที่ร่มได้ตลอดเวลาแม้จะเป็นต้นไม้ในร่มก็ตาม ต้นไม้ควรมีโอกาสได้ออกไปรับแดดบ้าง การมีต้นไม้สองเซตไว้สลับเปลี่ยนกันจึงเป็นแนวทางที่ดี เซตหนึ่งนำมาไว้ในห้อง และอีกเซตวางไว้ตรงระเบียงห้อง ระเบียงคอนโดมีขนาดที่จำกัดค่อนข้างมาก โดยความกว้างจะประมาณ 0.6-1.5 เมตร และความยาวประมาณ [...]

1 นาที
ดูทั้งหมด
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
Homeday AgentHomeday Agent