Logo
买房租房楼盘项目热门地段文章资讯使用指南联系我们
发布房源
发布房源
Homeday
买房租房楼盘项目热门地段文章资讯使用指南联系我们收藏夹
HOMEDAY Logo

泰国排名第一的一站式房地产平台。轻松找到您的梦想家园、优质公寓或进行房产投资。

DBD Registered

主菜单

  • 首页
  • 买房
  • 租房
  • 新楼盘
  • 热门地段
  • 房产文章
  • 使用指南
  • 联系我们

房产类型

  • 公寓
  • 独栋别墅
  • 联排别墅
  • 土地

联系我们

  • 电话090-916-9993每天 9:00 - 18:00
  • Email[email protected]
  • 办公室159/229 Moo 6, Lampho, Bang Bua Thong
    暖武里府 11110,泰国

热门搜索

素坤逸公寓轻轨公寓邦纳别墅便宜联排别墅考艾土地拉差达出租公寓暖武里二手房新公寓评测房屋贷款土地估价投资房产免费发布房产

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. 版权所有。

条款与条件隐私政策Sitemap
Add LINE Sticky

ถอดรหัส 20 ปี ตลาดคอนโดเมืองกรุง บทเรียนจากยุคทองสู่วิกฤติโอเวอร์ซัพพลาย และทางรอดในสมรภูมิใหม่

Homeday
23 ตุลาคม 2568
5 分钟阅读
分享:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 23/10/2568

ถอดรหัส 20 ปี ตลาดคอนโดเมืองกรุง บทเรียนจากยุคทองสู่วิกฤติโอเวอร์ซัพพลาย และทางรอดในสมรภูมิใหม่

相关文章

推荐项目

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
新项目

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

11,990,000 泰铢起
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
现房项目

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

25,900,000 泰铢起
มหกรรมบ้านและคอนโด
กรุงเทพมหานครเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตลาดคอนโดมิเนียมก็เช่นกัน คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549–2568) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่มากถึง 667,048 ยูนิต ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า  2.425 ล้านล้านบาท  เช่นเดียวกันตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครต้องเผชิญวิกฤตสำคัญหลายระลอก ทั้งวิกฤตซับไพรม์ (2549–2551) เหตุการณ์ทางการเมืองและรัฐประหาร (2553–2557) น้ำท่วมใหญ่ (2554) มาตรการ LTV ของ ธปท. (2562) และการแพร่ระบาดของ COVID-19 (2563–2564) แม้วิกฤติแต่ละระลอกจะชะลอการเติบโต แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้ตลาดปรับตัวและฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2559–2561 ซึ่งถือเป็นยุคทองของตลาดคอนโดฯ มีอุปทานเปิดขายใหม่สูงกว่า 162,720 ยูนิต และราคาขายปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในแนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือการกระจายศูนย์กลางเมือง (Polycentric City) จากเดิมที่โครงการส่วนใหญ่กระจุกตัวใน CBD ขยายออกสู่พื้นที่ชานเมืองตามแนว BTS/MRT เช่น บางนา–ศรีนครินทร์, รัชโยธิน–รามอินทรา, พระราม 9–รามคำแหง และรังสิต ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านราคาที่เข้าถึงได้และความสะดวกในการเดินทาง โครงสร้างตลาดยังแบ่งตามระดับราคาอย่างชัดเจน กลุ่มแมส–มิดเอนด์ครองสัดส่วนกว่าร้อยละ  66.0  ของยูนิตทั้งหมด ส่วนตลาดบนและอัลตร้าลักชัวรียังคงมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยแต่มีการเติบโตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเราจะเห็นราคาคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองราคาจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจำมีคอนโดมิเนียมระดับ Ultra luxury ที่มีราคาขายสูงกว่า 300,000 – 500,000 บาทต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบางโครงการที่จะเปิดขายใหม่ในอนาคตอาจมีราคาต่อตารางเมตรสูงกว่า 1,000,000 บาท
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์แนวโน้มตลาดในอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดจะเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านจำนวนสู่ การแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรม โครงการใหม่จะเน้น Smart Living, Sustainable Design และบริการครบวงจร (One-stop Service) กลุ่มผู้ซื้อหลักคือ Gen Y–Z ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและประสบการณ์การอยู่อาศัย โมเดลใหม่ เช่น Co-living, Serviced Condominium และ Long-term Rental จะเติบโตอย่างชัดเจน ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเมืองและพฤติกรรมผู้บริโภค จากตลาดเพื่อการลงทุนและเก็งกำไรสู่ตลาดที่เน้นคุณภาพชีวิตและความยั่งยืน การกระจายศูนย์กลางเมืองและการพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดในทศวรรษหน้า ดังนั้น ในทศวรรษต่อจากนี้ ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครจะไม่ใช่ตลาดแห่งปริมาณอีกต่อไป แต่จะเป็นเวทีของการแข่งขันด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน ซึ่งจะสะท้อนภาพของกรุงเทพฯ ในฐานะ มหานครแห่งคุณภาพชีวิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างสมบูรณ์ที่สุด
อุปทาน
อุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่และอุปทานสะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงปีพ.ศ. 2006-2025 ( หน่วย)
Article Image
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีอุปทานเปิดขายใหม่มากถึง 667,048 ยูนิต ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า  2.425 ล้านล้านบาท โดยพบว่า เป็น High Rise คอนโดมิเนียมจำนวน 434,576 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65.15 และเป็น Low Rise คอนโดมิเนียม 232,472 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.85  จากอุปทานที่เปิดขายใหม่ทั้งหมดพบว่า  Freehold คอนโดมิเนียมมากถึง 663,002 ยูนิตด้วยสัดส่วนทั้งหมดร้อยละ 99.39 และมี Leasehold คอนโดมิเนียมเพียงแค่ 4,046 ยูนิตหรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 0.61 เท่านั้น  โดยพบว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีคอนโดมิเนียมก่อสร้างแล้วเสร็จและจดทะเบียนอาคารชุดมากถึง  1,797 โครงการ  3,900 อาคาร ด้วยจำนวนยูนิตทั้งหมดมากถึง  701,430 ยูนิต โดยพบว่าในช่วงปีพ.ศ. 2559-2561 เป็นยุคทองของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในช่วงปี 2561 พบว่ามีอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่สูงถึง 65,738 ยูนิต ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 321,933 ยูนิต  แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ต้องพบเจอกับวิกฤตต่างๆ ที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่องดังนี้
• พ.ศ. 2549 -2551 วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) แม้จะเป็นวิกฤตการเงินโลก แต่ตลาดไทยได้รับผลกระทบทางอ้อม ทำให้การลงทุนและการปล่อยสินเชื่อจากธนาคารมีความระมัดระวังมากขึ้น สถาบันการเงินปรับเกณฑ์สินเชื่อเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้การเติบโตชะลอลงเพียงชั่วคราว เนื่องจากผู้พัฒนาขนาดกลาง–เล็กชะลอการเปิดโครงการใหม่ ทำให้อุปทานใหม่ลดลงชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาฟื้นตัวได้จากกำลังซื้อในประเทศ เป็นช่วงแห่งการยอมรับและขยายตัวอย่างรวดเร็ว (Boom Phase) ของคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ติดแนวรถไฟฟ้าสายหลัก (BTS/MRT) ที่เปิดให้บริการแล้ว ทำให้คอนโดกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า • พ.ศ. 2553 วิกฤตการเมืองในประเทศ (การสลายการชุมนุนแยกราชประสงค์) ส่งผลกระทบต่อตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในระยะสั้น เนื่องจากการชุมนุมและความรุนแรงในเขตราชประสงค์และใจกลางเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติลดลงอย่างรวดเร็ว โครงการคอนโดในทำเลกลางเมืองได้รับผลกระทบทันทีจากการชะลอการตัดสินใจซื้อและเปิดตัวโครงการใหม่ ราคาขายและการซื้อขายชะลอตัวชั่วคราว นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น แต่ตลาดคอนโดในเขตชานเมืองและทำเลรองยังคงมีความต้องการอยู่บ้าง ทำให้ผลกระทบเป็นไปแบบเฉพาะจุดและระยะสั้น • พ.ศ. 2554 วิกฤตน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้โครงการบ้านแนวราบในพื้นที่รอบนอกและปริมณฑลได้รับความเสียหายหนัก แต่กลับกระตุ้นความสนใจซื้อคอนโดมิเนียมในเขตใจกลางเมืองที่ปลอดน้ำท่วม ผู้บริโภคมีกำลังซื้อหันมาซื้อคอนโดเป็นบ้านหลังที่สองหรือที่พักสำรอง (Safe Haven) เพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัย ส่งผลให้ตลาดคอนโดแนวสูงในเขตเมืองเติบโตและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน • พ.ศ. 2557 รัฐประหาร เหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผู้พัฒนาและผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจซื้อและเปิดโครงการชั่วคราว แต่ตลาดฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังสถานการณ์นิ่ง โดยเฉพาะโครงการคอนโดแนวรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างยังได้รับความสนใจและเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง • พ.ศ. 2559-2561 ยุคทองตลาดคอนโด ช่วงปี 2559–2561 ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ อยู่ในช่วงยุคทองของการขยายตัว นักลงทุนและผู้พัฒนาเร่งพัฒนาโครงการอย่างหนัก โดยเฉพาะ โครงการระดับกลางในทำเลชานเมือง ตามแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้มีอุปทานเปิดขายใหม่ในตลาดสูงมากกว่า 162,720 ยูนิต ก่อให้เกิดอุปทานส่วนเกิน ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเข้มข้นขึ้น เนื่องจากตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัว ผู้พัฒนาหลายรายจึงหันไปพึ่งพากำลังซื้อจากนักลงทุนและผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนเพื่อระบายสต็อกคงค้างและรักษาระดับยอดขาย ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงนี้มีลักษณะของการพึ่งพิงตลาดต่างชาติมากขึ้น และกลายเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนถึงความอิ่มตัวและการแข่งขันสูงสุดในตลาดคอนโดระดับกลาง • พ.ศ. 2562 มาตรการ LTV (Loan-to-Value) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศบังคับใช้มาตรการ LTV (Loan-to-Value) เพื่อควบคุมความเสี่ยงของภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้ครัวเรือน โดยจำกัดการกู้ซื้อบ้านหลังที่สองขึ้นไป และบ้าน/คอนโดมิเนียมราคาแพง ทำให้ผู้ซื้อบ้านหลังที่สองหรือสามรวมถึงนักลงทุนรายย่อยกู้เงินธนาคารได้ยากขึ้น ผลกระทบต่อตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ทันที ยอดขายและยอดโอนลดลงอย่างชัดเจน นักลงทุนชะลอการซื้อเพื่อรอดูมาตรการใหม่ ส่งผลให้เกิดสต็อกคงค้าง (Unsold Inventory) จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในโครงการระดับกลาง–บนที่พึ่งพากำลังซื้อเพื่อการลงทุน ทำให้ผู้พัฒนาต้องปรับกลยุทธ์ เช่น การลดราคา การส่งเสริมการขาย หรือการเปลี่ยนโครงการให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้ารายแรก มาตรการ LTV ส่งผลให้ตลาดคอนโดเพื่อการลงทุนชะลอตัวอย่างรุนแรง ในขณะที่ตลาดสำหรับผู้ซื้ออยู่อาศัยจริงยังคงมีความต้องการอยู่บ้างแต่การแข่งขันและอุปทานส่วนเกินทำให้การขายโครงการใหม่ยากขึ้น • พ.ศ. 2563-2564 วิกฤตการระบาดของ COVID-19 การระบาดของ COVID-19 ทำให้ ตลาดคอนโดมิเนียมทรุดตัวรุนแรง ทั้งจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอลง เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและรายได้ที่ลดลง และจากกำลังซื้อของต่างชาติที่หายไปเกือบหมด โดยเฉพาะโครงการที่ขายให้ชาวต่างชาติไว้ก่อนหน้าแต่ยังรอการโอน ทำให้ผู้พัฒนาประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ลดลง ผู้พัฒนาหลายรายต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการลดราคา (Price Discount) 10–30% และชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ส่งผลให้จำนวนโครงการเปิดใหม่ในช่วงนี้ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี ตลาดคอนโดมิเนียมจึงอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างหนัก และการแข่งขันเพื่อดึงดูดผู้ซื้อที่เหลืออยู่เข้มข้นมาก • พ.ศ. 2565-2568 Long covid / หนี้ครัวเรือน ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง (Structural Crisis) หลังผลกระทบระยะยาวจาก COVID-19 เศรษฐกิจเติบโตช้าและหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง–ล่าง ส่งผลให้ อัตราการกู้ไม่ผ่าน (Reject Rate) สูงขึ้นอย่างมาก ผู้พัฒนาต้องเจอกับสภาวะที่ยอดการโอนปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดเข้าสู่ภาวะซึมยาว และความต้องการซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยจริงชะลอตัวอย่างหนัก ผู้พัฒนาหลายรายจึงปรับกลยุทธ์โดยหันไปพัฒนา โครงการแนวราบหรือเข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อื่นๆ นอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ มากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาคอนโดในเมืองเพียงอย่างเดียว
อุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงปีพ.ศ. 2549-2568 จำแนกตามประเภทบริษัทพัฒนาโครงการ
Article Image
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า จากอุปทานเปิดขายใหม่ทั้งหมด 667,048 ยูนิต เป็นการพัฒนาโดยผู้พัฒนารายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 490,264 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.49 ด้วยมูลค่าลงทุนรวม 1.830 ล้านล้านบาท และเป็นการพัฒนาโดยผู้พัฒนานอกตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น  176,784 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.51 ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 595,653 ล้านบาท  จากตัวเลขชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้พัฒนารายใหญ่ในตลาดยังคงเป็นผู้เล่นหลักในการขับเคลื่อนตลาด แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้พัฒนานอกตลาดหลักทรัพย์แม้จะมีสัดส่วนการพัฒนาน้อยกว่า แต่กลุ่มผู้พัฒนาเหล่านี้มีความยืดหยุ่นสูง มักเน้นทำเลเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และตอบโจทย์ตลาดระดับกลางถึงบน โดยเฉพาะในพื้นที่ศักยภาพใหม่รอบแนวรถไฟฟ้าและเขตชานเมือง เช่น รามอินทรา บางนา พระราม 2 และรังสิต ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลัง การที่ผู้พัฒนาในตลาดหลักทรัพย์ครองสัดส่วนมากถึงร้อยละ 73.49 สะท้อนให้เห็นถึง การรวมศูนย์ของตลาด (Market Consolidation)  ซึ่งมีแนวโน้มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 10 ปีหลัง โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจปีพ.ศ.  2551 และช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผู้พัฒนาอิสระจำนวนมากประสบปัญหาสภาพคล่องและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่าย ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่สามารถใช้ความได้เปรียบด้านทุนและแบรนด์ เพื่อขยายพอร์ตโครงการและครองตลาดอย่างต่อเนื่อง อีกประเด็นที่น่าสังเกตคือ ขนาดการลงทุนเฉลี่ยต่อยูนิตของผู้พัฒนาในตลาดหลักทรัพย์สูงกว่าผู้พัฒนานอกตลาดราวร้อยละ 40.0–50.0 เนื่องจากโครงการของกลุ่มนี้มักอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง (City Area) และมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการระดับ Mid–Luxury ขึ้นไป ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยและมูลค่าการลงทุนรวมของตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
อุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงปีพ.ศ. 2549-2568 จำแนกตามพื้นที่
Article Image
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของเศรษฐกิจเมืองที่ปรับตัวไปตามโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของระบบขนส่ง และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากตลาดที่เคยเน้นการลงทุนในย่านใจกลางเมือง กลับกลายเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการอยู่อาศัยจริงในพื้นที่ชานเมือง จากอุปทานคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด  667,048 หน่วย พบว่ามากกว่าร้อยละ 50.12 หรือ 334,349 หน่วย อยู่ในพื้นที่กรุงเทพชั้นนอก (Suburban Bangkok) ขณะที่พื้นที่ใจกลางเมือง (City Area) มีเพียงร้อยละ 10.88  ของตลาดทั้งหมด หรือ 72,595 ยูนิต ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่าการพัฒนาโครงการใหม่ได้ขยายตัวออกจากศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) มาสู่แนวรอบนอกและเขตต่อขยายของเมืองอย่างต่อเนื่อง  แต่อย่างไรก็ตาม ภาพของการพัฒนาคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมายังคงสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านที่ดินและต้นทุนการพัฒนาในเขตศูนย์กลางเมืองที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงการที่เปิดตัวในย่านนี้มักเป็นโครงการระดับ Luxury และ Ultra Luxury ที่มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนหรือชาวต่างชาติเป็นหลัก ส่งผลให้คอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่บนพื้นที่นี้ในช่วงที่ผ่านมามีราคาปรับตัวมากกว่า 100.00% โดยพบว่าบางโครงการมีราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรสูงถึง 1,000,000 บาท
ขณะที่พื้นที่รอบเมืองด้านทิศเหนือ (รัชดาฯ, พหลโยธิน) (Northern Fringe Area) พบว่ามีอุปทานจำนวนมากถึง 108,456 ยูนิต ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาแนวรถไฟฟ้าสายหลัก เช่น สายสีเขียวเหนือ (หมอชิต–สะพานใหม่–คูคต) ที่ช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวของโครงการแนวสูงในพื้นที่ลาดพร้าว รัชโยธิน และรามอินทราอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ในพื้นที่รอบเมืองด้านทิศตะวันออก (สุขุมวิท) (Eastern Fringe Area) ที่มีอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่จำนวน 57,344 ยูนิต ก็เป็นอีกทำเลที่ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีส้ม รวมถึงความเชื่อมโยงกับโซนเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
สำหรับในพื้นที่นอกเมืองด้านทิศตะวันออก (สุขุมวิท – บางนา)  (Outer City – East Area) และพื้นที่นอกเมืองด้านทิศตะวันตก (กรุงธนบุรี – กัลปพฤกษ์) (Outer City West Area)  ที่มีอุปทานเปิดขายใหม่ทั้งหมด 39,972 และ 34,766 ยูนิต ตามลำดับ เป็นพื้นที่ที่เริ่มเห็นแนวโน้มของการพัฒนาโครงการขนาดกลางถึงใหญ่ที่มุ่งเน้นตลาดระดับกลางและครอบครัวรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในย่านบางนา พระราม 2 ท่าพระ และเพชรเกษม  ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการเชื่อมต่อถนนวงแหวนรอบนอก ขณะที่ในพื้นที่รอบเมืองด้านทิศใต้ (พระราม 3, นราธิวาสฯ)  (Southern Fringe Area) มีจำนวนยูนิตเพียง 19,566 ยูนิต ซึ่งอาจมาจากข้อจำกัดด้านทำเลและการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนที่ยังไม่สะดวกเท่าพื้นที่อื่น
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย มองว่า ภาพรวมในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึง การกระจายศูนย์กลางการอยู่อาศัยของกรุงเทพมหานครอย่างชัดเจน โดยผู้พัฒนาโครงการได้ปรับตัวตามแนวโน้มการเติบโตของระบบรางและการใช้ชีวิตของประชากรเมืองที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น การขยายตัวของโครงการในพื้นที่ชานเมืองจึงไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านราคาที่จับต้องได้ แต่ยังสอดคล้องกับรูปแบบชีวิตยุคใหม่ที่ผสมผสานการอยู่อาศัยกับการทำงาน (Work–Life Integration)
อุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงปีพ.ศ. 2549-2568 จำแนกตามช่วงระดับราคาขาย (บาทต่อตารางเมตร)
Article Image
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของเมืองหลวงอย่างชัดเจน พัฒนาการของตลาดที่เติบโตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเพื่อการอยู่อาศัยทั่วไป สู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของการใช้ชีวิตและมาตรฐานการอยู่อาศัยในระยะยาว เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างราคา พบว่า ตลาดคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ยังคงขับเคลื่อนด้วยกลุ่มตลาดแมสและมิดเอนด์เป็นหลัก โดยร้อยละ 66.2 ของยูนิตทั้งหมดมีราคาขายไม่เกิน 100,000 บาทต่อตารางเมตร และอีกร้อยละ 21.5 อยู่ในช่วง 100,001–150,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนตลาดระดับบนที่มีราคามากกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป มีสัดส่วนรวมเพียงร้อยละ 8.1 ของตลาดทั้งหมด ขณะที่คอนโดระดับ อัลตร้าลักชัวรี ที่มีราคามากกว่า 500,000 บาทต่อตารางเมตร มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันยูนิตทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในทำเลศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) เช่น สุขุมวิท, สาทร, สีลม และรัชดาภิเษกตอนต้น
ตลาดคอนโดมิเนียมของกรุงเทพฯ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาสามารถแบ่งออกเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้หลายระยะ ช่วงแรกระหว่างปี พ.ศ. 2548–2555 ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการเติบโต ตลาดในเวลานั้นยังคงขับเคลื่อนด้วยโครงการแนวรถไฟฟ้าสายหลักอย่าง BTS สายสุขุมวิท และ MRT สายสีน้ำเงิน โดยมีราคาขายเฉลี่ยเพียง 45,000–70,000 บาทต่อตารางเมตร หลังจากนั้นในช่วงปี พ.ศ. 2556–2562 ตลาดเข้าสู่ยุคทองของคอนโดมิเนียม(Golden Era) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้า ความต้องการซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า และแรงซื้อจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและฮ่องกง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 90,000–150,000 บาทต่อตารางเมตร
อย่างไรก็ตาม ช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 ตลาดได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้อุปทานเปิดขายใหม่ชะลอตัวและราคาปรับขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ซื้อเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพการอยู่อาศัยมากกว่าการเก็งกำไร ส่งผลให้โครงการระดับพรีเมียมที่มีราคามากกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นการสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพแทนของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพฤติกรรมของผู้คน จากเดิมที่คอนโดมิเนียมถูกมองว่าเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อความสะดวกและราคาที่เข้าถึงได้ กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพชีวิตและรสนิยมของคนเมืองยุคใหม่  ที่ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมือง
สำหรับแนวโน้มในอนาคต คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่าการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ จะยังคงมุ่งไปสู่การพัฒนาแนวราง (Transit-Oriented Development – TOD) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าที่จะกลายเป็นศูนย์รวมของโครงการอยู่อาศัย ร้านค้า และพื้นที่สำนักงานรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน ตลาดในเขตใจกลางเมืองจะมีลักษณะของตลาดพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม มากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินและต้นทุนการพัฒนา ในขณะที่ตลาดระดับกลางและมิดสเกลจะเติบโตโดดเด่นในพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑล การเปลี่ยนแปลงของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพของเมืองที่กำลังขยายตัวจากเมืองศูนย์กลางเดียว ไปสู่ มหานครหลายศูนย์กลาง ซึ่งมีทั้งศูนย์กลางธุรกิจ พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัยกระจายตัวในหลายโซน การเติบโตของระบบคมนาคมสมัยใหม่จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดทิศทางการพัฒนาในทศวรรษหน้า และจะเป็นปัจจัยหลักที่สร้างรูปแบบการอยู่อาศัยใหม่ของกรุงเทพฯ ที่สอดคล้องกับชีวิตเมืองยุคอนาคตอย่างแท้จริง
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์แนวโน้มของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้าว่า ตลาดยังคงมีทิศทางการเติบโตที่เปลี่ยนจากเชิงปริมาณมาสู่เชิงคุณภาพอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการพัฒนาที่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองสมัยใหม่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการใช้ชีวิตมากกว่าการถือครองทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. การพัฒนาเชิงคุณภาพ (Quality-driven Market)
ตลาดคอนโดมิเนียมในอนาคตจะเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคามาสู่การแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรมอย่างแท้จริง ผู้พัฒนาโครงการจะมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Living) ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy-efficient Systems) และการออกแบบเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Design) เช่น การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงาน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในอาคารเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ การบริหารจัดการหลังการขายโดยมืออาชีพ เช่น การจัดการแบบโรงแรม (Hospitality Management) หรือบริการแบบครบวงจร (One-stop Service) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างระหว่างโครงการ
1. การกระจายศูนย์กลางเมือง (Polycentric City Development)
โครงสร้างเมืองของกรุงเทพฯ จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองศูนย์กลางเดียว(Monocentric City) ไปสู่เมืองหลายศูนย์กลาง(Polycentric City) ซึ่งแต่ละศูนย์กลางจะมีเอกลักษณ์และบทบาททางเศรษฐกิจเฉพาะตัว เช่น ย่านบางนา–ศรีนครินทร์ จะเติบโตจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลืองและการเชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจและโลจิสติกส์ฝั่งตะวันออก ย่านรัชโยธิน–เกษตร–รามอินทรา จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในภาคเทคโนโลยีและสตาร์ทอัป ย่านพระราม 9–รามคำแหง จะพัฒนาเป็น CBD รองของกรุงเทพฯ ด้วยการรวมตัวของสำนักงาน บริษัทข้ามชาติ และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ย่านรังสิต จะกลายเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยสำคัญของกลุ่มคนทำงานในเมือง ด้วยราคาที่จับต้องได้และการเดินทางที่สะดวกขึ้นผ่านรถไฟฟ้าสายสีแดงและทางด่วนหลัก การพัฒนาในลักษณะนี้จะช่วยกระจายความหนาแน่นของประชากร ลดแรงกดดันในเขตใจกลางเมือง และสร้างสมดุลระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจ การอยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
1. กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ (Next-generation Buyers)
ในอีก 10 ปีข้างหน้า กลุ่มผู้บริโภคหลักจะเป็นคนรุ่นใหม่ (Gen Y–Gen Z) ซึ่งมีมุมมองต่อการอยู่อาศัยที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง พวกเขาให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความยืดหยุ่นมากกว่าการถือครองสินทรัพย์ระยะยาว แนวคิดนี้จะผลักดันให้เกิดโมเดลที่อยู่อาศัยใหม่ เช่น Co-living Space ที่เน้นการใช้ชีวิตร่วมกันของคนรุ่นใหม่ภายใต้สังคมเมือง Serviced Condominium ที่ให้บริการเสมือนโรงแรม เหมาะกับกลุ่มคนทำงานต่างชาติหรือคนไทยที่ต้องการความสะดวกสบาย Long-term Rental Model หรือระบบเช่าระยะยาวบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการภาระทางการเงินระยะยาว เทรนด์นี้ยังสอดคล้องกับเศรษฐกิจแบบเศรษฐกิจเช่า(Sharing Economy) ที่กำลังเติบโต และจะส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมในอนาคตต้องปรับกลยุทธ์จากการขายขาด (for-sale) ไปสู่การบริหารสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว (for-income generation) มากขึ้น
1. แนวโน้มราคาคอนโดมิเนียมในอนาคต
คาดว่าราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนหลัก ในเขตชานเมืองราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.0–5.0 จากความต้องการที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนทำงานและครอบครัวรุ่นใหม่ ขณะที่ในเขตใจกลางเมืองหรือทำเลทอง ราคาจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.0–10.0 ต่อปี โดยมีแรงหนุนจากต้นทุนที่ดินที่สูงขึ้น ต้นทุนก่อสร้างที่ปรับตัวตามภาวะเงินเฟ้อ และความต้องการจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อจากจีน สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งยังมองว่าตลาดกรุงเทพฯ มีศักยภาพการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในภูมิภาค
ดังนั้น ในทศวรรษต่อจากนี้ ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครจะไม่ใช่ตลาดแห่งปริมาณอีกต่อไป แต่จะเป็นเวทีของการแข่งขันด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน ซึ่งจะสะท้อนภาพของกรุงเทพฯ ในฐานะ มหานครแห่งคุณภาพชีวิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างสมบูรณ์ที่สุด
相关主题:
#ข่าวสาร
#ข่าวอสังหา
#colliers

喜欢这篇文章吗?分享它!

分享:FacebookXLINE

-

满分 5

评论与评分

(0 条评论)

暂无评论。成为第一个评论本文的人!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
新项目

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

1,990,000 泰铢起
เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)
คอนโด
现房项目

เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เมืองนนทบุรี, นนทบุรี

โครงการ เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่รัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด 'Oxygen Community' ที่มุ่งเน้นความโปร่งโล่งและการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่น้อย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่เรียบง่ายแต่ครบครัน ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัยหลายอาคาร นำเสนอห้องพักอาศัยในรูปแบบ XL Condo ที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ มีให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 30.00 - 52.00 ตารางเมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ โดดเด่นด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง เพดานสูงโปร่ง และการกั้นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำเลที่ตั้งถือเป็นจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพียงระยะเดินถึง (ประมาณ 450 เมตร) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์ราชการนนทบุรีเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายเส้นทาง ทั้งถนนสนามบินน้ำ ถนนติวานนท์ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนงามวงศ์วาน สภาพแวดล้อมโดยรอบพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เอสพลานาด แคราย, บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ และตลาดนัดเลี่ยงเมืองนนท์ รวมถึงอยู่ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ส่วนกลาง, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness) พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และพื้นที่สวนหย่อมสีเขียวรอบโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารด้วย Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.69 - 3.5 ล้านบาท

1,690,000 泰铢起
ข่าวสาร
HOMEDAY
查看全部
กำลังซื้อต่างชาติหนุนสมุย ตลาดคอนโด-วิลล่าโตแบบก้าวกระโดด
ข่าวสาร

กำลังซื้อต่างชาติหนุนสมุย ตลาดคอนโด-วิลล่าโตแบบก้าวกระโดด

เกาะสมุยยังคงยืนหนึ่งในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้ความสนใจ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศระดับกลางถึงบนที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีโครงการคอนโดใหม่กว่า 2–3 โครงการใหญ่เปิดตัวบนเกาะสมุยด้วยยูนิตขายรวมกว่า 360 ยูนิต และบ้านพักตากอากาศที่เปิดขายใหม่มากกว่า 400 ยูนิต โดยเฉพาะบ้านพักตากอากาศคาดกาณ์ว่าในปีพ.ศ. 2568 นี้จะเป็นปีที่มีอุปทานบ้านพักตากอากาศเปิดขายใหม่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี สำหรับพื้นที่ยอดนิยมยังคงเป็นพื้นที่ย่าน บ่อผุด, แม่น้ำ, เฉวง , เชิงมน และละไม เป็นต้น  ตลาดอสังหาริมทรัพย์สมุย ไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นตลาดลงทุนที่มีศักยภาพสูง นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติต่างให้ความสนใจ โดยเฉพาะนักลงทุนจาก ยุโรป, รัสเซีย,ฝรั่สเศส,ออสเตรเลีย, จีน และ อิสราเอล ซึ่งการเลือกซื้อยูนิตในทำเลคุณภาพไม่เพียงตอบโจทย์การพักผ่อน แต่ยังสามารถสร้าง ผลตอบแทนระยะยาว จากการปล่อยเช่าหรือการขายต่อได้ ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศในพื้นที่สมุยกลายเป็นหนึ่งในแหล่งลงทุนที่น่าสนใจที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากราคาขายที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของประเทศ และคาดว่าความร้อนแรงของตลาดจะยังคงต่อเนื่องในปีต่อ ๆ ไป เนื่องจากพบว่า ผู้พัฒนารายใหญ่หลายรายมองเห็นศักยภาพและโอกาสการลงทุน เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่เกาะสมุย เช่น บมจ. [...]

2 นาที
ภูเก็ตขึ้นแท่น เมืองศูนย์กลาง Branded Residence แห่งเอเชีย ดันตลาดอสังหาฯ จากเมืองท่องเที่ยวระดับโลก สู่ศูนย์กลางการลงทุน
ข่าวสาร

ภูเก็ตขึ้นแท่น เมืองศูนย์กลาง Branded Residence แห่งเอเชีย ดันตลาดอสังหาฯ จากเมืองท่องเที่ยวระดับโลก สู่ศูนย์กลางการลงทุน

ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่และนักลงทุนจำนวนมากเริ่มปรับกลยุทธ์ หันไปมองหาโอกาสใหม่ในตลาดต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงในการเติบโต ทั้งในแง่ของดีมานด์เพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว (Long-stay demand) และดีมานด์เพื่อการลงทุน (Investment demand) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภูเก็ตจึงเป็นเสมือนเป้าหมายที่ทั้งผู้พัฒนาและนักลงทุนต่างมองว่ายังคงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงจากทั้งชาวไทยและนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ภูเก็ตกลายเป็นพื้นที่ที่มีความน่าสนใจและยังคงเป็นขุมทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจับตามองอย่างต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาส 3 ไตรมาสของปี 2568 ที่ผ่านมาแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่าในพื้นที่ภูเก็ต มีโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศเปิดขายใหม่มากกว่า 85 โครงการ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 73,146    ล้านบาท ด้วยอุปทานรวมกว่า 5,500 ยูนิต พบว่าโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศหลายโครงการสามารถปิดการขายได้อย่างคึกคัก ผู้พัฒนารายใหญ่บางรายสามารถปิดการขายบ้านพักตากอากาศและคอนโดมิเนียมทั้งโครงการได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว หรือแม้กระทั้งผู้พัฒนาบางรายสามารถปิดการขายได้มากกว่า 50-70% ของทั้งโครงการในระยะเวลาหลังจากการเปิดการขายได้เพียงแค่ไม่ถึง 1 เดือน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความต้องการที่สูงจากทั้งผู้ซื้อในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ แผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ท่าวมกลางภาวะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครยังคงเผชิญกับภาวะชะลอตัว ทำให้เหล่านักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเริ่มหันมาสนใจโอกาสการลงทุนในเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างภูเก็ตขึ้น โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศ ซึ่งยังคงได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อในประเทศและนักลงทุนต่างชาติที่มองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนหรืออยู่อาศัย สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตและมูลค่าทรัพย์สินในพื้นที่เหล่านี้ ที่นักลงทุนเห็นว่าเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคต สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่ผ่านมาพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตสูงถึง 7,646,700 ล้านคน [...]

3 นาที
วิกฤตตลาดพื้นที่สำนักงานเมืองกรุงในยุค Price War: ใครปรับตัวเร็ว อยู่รอด
ข่าวสาร

วิกฤตตลาดพื้นที่สำนักงานเมืองกรุงในยุค Price War: ใครปรับตัวเร็ว อยู่รอด

ในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด เกิดภาะวะการระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงแตะระดับที่น่ากังวล ขณะที่ประเทศขาดทิศทางการเติบโตชัดเจน ส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่ประเทศไทยน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หนึ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สะท้อนความเปราะบางได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ ตลาดพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ซึ่งกำลังเผชิญกับสงครามแย่งผู้เช่าอย่างเข้มข้น ผู้เช่าส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทเดิมๆ ที่เพียงย้ายสำนักงานจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่ง ไม่ใช่การเติบโตจากดีมานด์ใหม่ เนื่องจากบริษัทต่างๆ แทบไม่ขยายกิจการและจำนวนพนักงานก็ไม่เพิ่มขึ้น กลยุทธ์ที่ดึงดูดผู้เช่าจึงหนีไม่พ้น การเสนอเงื่อนไขค่าเช่าที่ถูกลงกว่าเดิม 20–30% ทำให้เกิด price war ที่รุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา ผลกระทบจึงลุกลามเป็น โดมิโนเอฟเฟกต์ (Domino Effect) ต่อเนื่องไปทั้งตลาด ทั้งในเชิงออฟฟิศและรีเทล ท่ามกลางการแข่งขันที่เดือดขึ้นทุกขณะ หากไม่มีดีมานด์ใหม่เข้ามาเติมเต็ม ความเคลื่อนไหวนี้อาจกลายเป็นแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อผู้ประกอบการอสังหาฯ ไทยในระยะกลางถึงยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้เช่า ตลาดพื้นที่สำนักงานไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ใครปรับตัวได้เร็วและเสนอความคุ้มค่าได้มากกว่า คือผู้ที่อยู่รอดในสมรภูมิครั้งนี้ ขณะเดียวกัน อาคารสำนักงานเก่าเป็นจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก อัตราการเช่าลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้เช่าเดิมต่อสัญญาได้ ผู้เช่าจำนวนไม่น้อยเลือกย้ายไปสู่อาคารสำนักงานที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ ซึ่งเหนือกว่าทั้งในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ทำเลที่ตั้ง และที่สำคัญที่สุดคือเงื่อนไขค่าเช่าที่ดึงดูดใจมากกว่า ส่งผลให้ผู้เช่าเหล่านี้มองว่าการย้ายไปยังพื้นที่ใหม่ ไม่เพียงแค่คุ้มค่าทางการเงิน แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรให้ทันสมัยและแข่งขันได้มากขึ้น ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย มองว่า แม้สถานการณ์การแข่งขันด้านราคาของตลาดออฟฟิศในเวลานี้จะถูกมองว่าเป็นแรงกดดันสำหรับผู้พัฒนาโครงการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง [...]

1 นาที
ราคาที่ดินกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว
ข่าวสาร

ราคาที่ดินกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว

เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต่างพากันจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับภาพรวมของราคาที่ดินในประเทสไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าในภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา อาจกดดันให้ราคาที่ดินในกรุงเทพฯปรับตัวลดลง แต่ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่าราคาที่ดินในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเรียกได้ว่า ขึ้นแล้วขึ้นเลย แลนด์ลอร์ดส่วนใหญ่ยังคงมองว่าที่ดินในมือยังเป็นสิ่งที่มีค่าและมีราคา ยังไม่พบภาพของการปรับลดราคาแต่อย่างใด สำหรับภาพของการซื้อขายที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองและพื้นที่โดยรอบยังได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และรายเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงก่อนหน้าเราจะพบว่ามีดีเวลลอปเปอร์บางส่วนที่นำที่ดินบางแปลงที่ไม่ได้พัฒนาออกมาขายสู่ตลาดในหลายๆ พื้นที่ และที่ดินเหล่านั้นก็ได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์อื่นๆ มีการติดต่อให้ความสนใจ และบางแปลงก็สามารถปิดการขายได้ในปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่ก็ยังคงมีราคาขายที่ค่อนข้างสูง โดยพบว่าราคาที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองบางแปลงมีราคาเสนอขายที่สูงกว่าตารางวาละ 4 ล้านบาทและค่อนข้างได้รับความสนใจจากผู้ซื้อที่ต้องการที่ดินใจกลางเมือง ซึ่งที่ดินบางแปลงที่เป็นข่าวไปในช่วงก่อนหน้า เช่น บมจ. แสนสิริ มีการเข้าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนถนนสารสิน ซึ่งเป็นดีลการซื้อขายที่ดินที่แพงสุดในประวัติศาสตร์ ในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา หรือแม้กระทั้งที่ดินติดถนนรัชดาภิเษก ที่บริษัท เอไอเอประเทศไทย หรือ AIA เข้าซื้อที่ดินขนาด  8 ไร่ วงเงิน 3,500 ล้านบาทหรือเฉลี่ยราคาตารางวาละ 1.1 ล้านบาท และได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในปีพ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อขายที่ดินในพื้นที่รัชดาภิเษกที่มีราคาสูงที่สุด ซึ่งฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย [...]

2 นาที
查看全部
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
Homeday AgentHomeday Agent