Logo
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรา
ลงประกาศ
ลงประกาศ
Homeday
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรารายการโปรด
HOMEDAY Logo

แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อันดับ 1 ที่ได้รับความไว้วางใจ ค้นหาบ้านในฝัน คอนโดทำเลดี หรือลงทุนอสังหาฯ ได้ง่ายๆ ที่นี่

DBD Registered

เมนูหลัก

  • หน้าหลัก
  • ขายอสังหาริมทรัพย์
  • เช่าอสังหาริมทรัพย์
  • โครงการใหม่
  • ทำเลน่าอยู่
  • บทความอสังหาฯ
  • คู่มือการใช้งาน
  • ติดต่อเรา

ประเภทอสังหาฯ

  • คอนโด
  • บ้านเดี่ยว
  • ทาวน์โฮม
  • ที่ดิน

ติดต่อเรา

  • เบอร์โทรศัพท์090-916-9993ทุกวัน 9:00 - 18:00 น.
  • Email[email protected]
  • Office159/229 ม.6 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง
    จังหวัดนนทบุรี 11110

คำค้นหายอดนิยม

คอนโดสุขุมวิทคอนโดติดรถไฟฟ้าบ้านเดี่ยวบางนาทาวน์โฮมราคาถูกที่ดินเปล่าเขาใหญ่คอนโดให้เช่ารัชดาบ้านมือสองนนทบุรีรีวิวคอนโดใหม่สินเชื่อบ้านราคาประเมินที่ดินอสังหาฯ เพื่อการลงทุนประกาศขายบ้านฟรี

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. All rights reserved.

ข้อกำหนดและเงื่อนไขนโยบายความเป็นส่วนตัวSitemap
Add LINE Sticky

อะไรคือความลงตัวระหว่างความหรูหราของ Beaux Arts และความยั่งยืนของ Biophilic Design?

Homeday
1 พฤษภาคม 2568
2 นาที
แชร์:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 1/5/2568

อะไรคือความลงตัวระหว่างความหรูหราของ Beaux Arts และความยั่งยืนของ Biophilic Design?

บทความที่เกี่ยวข้อง

โครงการแนะนำ

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
โครงการใหม่

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

เริ่ม 11,990,000 บาท
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
โครงการพร้อมอยู่

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

เริ่ม 25,900,000 บาท
Homeday
การผสมผสานระหว่างความงดงามอลังการของสถาปัตยกรรมแบบ Beaux Arts กับแนวคิดการออกแบบที่เชื่อมโยงธรรมชาติอย่าง Biophilic Design กำลังกลายเป็นแนวโน้มใหม่ในวงการสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่อยู่อาศัย การนำจุดเด่นของความคลาสสิกและหรูหรามาผสานกับความยั่งยืนและการส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ช่วยสร้างสมดุลที่ลงตัวสำหรับการใช้ชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน บทความนี้จะพาคุณสำรวจความงดงามของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกัน และทำไมจึงกลายเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ยุคใหม่
Article Image

ทำความรู้จักกับสถาปัตยกรรม Beaux Arts: ความหรูหราที่ยืนหยัดข้ามกาลเวลา

Beaux Arts หรือสถาปัตยกรรมวิจิตรศิลป์ เป็นรูปแบบการออกแบบที่เฟื่องฟูในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีต้นกำเนิดจากโรงเรียนสถาปัตยกรรม École des Beaux-Arts แห่งกรุงปารีส สถาปัตยกรรมแนวนี้เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างศิลปะกรีก-โรมัน ผสานกับอิทธิพลศิลปะเรเนซองส์และบารอก สร้างความโดดเด่นด้วยความสง่างามและความประณีตในทุกรายละเอียด
สถาปัตยกรรม Beaux Arts มีลักษณะเด่นที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การเน้นความสมมาตรแบบคลาสสิก การออกแบบที่อลังการ และการประดับตกแต่งที่วิจิตรบรรจง อาคารในสไตล์นี้มักมีการยกระดับชั้นแรกให้สูงเพื่อเพิ่มความยิ่งใหญ่ มีบานหน้าต่างและประตูที่โค้งมน และใช้วัสดุคุณภาพสูงอย่างหินปูน หินอ่อน และทองคำในการตกแต่ง
ด้วยความงดงามและความยิ่งใหญ่ สถาปัตยกรรม Beaux Arts จึงถูกนำไปใช้ในการออกแบบอาคารสำคัญทั้งในยุโรปและอเมริกา เช่น โรงอุปรากร Palais Garnier ในฝรั่งเศส ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุค และหอสมุดรัฐสภาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมแบบนี้
ความงามของสถาปัตยกรรม Beaux Arts ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โครงสร้างภายนอก แต่ยังมีอิทธิพลต่อการออกแบบภายในที่เน้นความหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นบันไดใหญ่ เพดานที่ประดับด้วยลวดลายวิจิตร โคมไฟระย้า และพื้นหินอ่อนที่สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งและรสนิยมชั้นสูง
Article Image

Biophilic Design: แนวคิดการออกแบบที่เชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ

Biophilic Design เป็นแนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น คำว่า “Biophilia” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า “รักชีวิต” ซึ่งถูกนำมาใช้โดยนักจิตวิทยาชื่อ Eric Fromm ในปี 1964 และต่อมาได้รับการพัฒนาโดยศาสตราจารย์ Stephen Kellert แห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนและผู้พัฒนาแนวคิดการออกแบบ Biophilic
แนวคิด Biophilic Design เชื่อว่ามนุษย์มีความเชื่อมโยงโดยธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิตและระบบธรรมชาติรอบตัว การนำองค์ประกอบจากธรรมชาติมาผสมผสานในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยและทำงาน สามารถเสริมสร้างสุขภาวะทางกายและจิตใจของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศาสตราจารย์ Kellert ได้กำหนดหลักการสำคัญของ Biophilic Design ไว้ 6 ประการ ได้แก่
1. องค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อม – การนำพืชพรรณ น้ำ แสงแดด และวัสดุธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบ 2. รูปทรงและรูปร่างจากธรรมชาติ – การจำลองโครงสร้างทางชีวภาพ พืช และสัตว์ 3. รูปแบบและกระบวนการทางธรรมชาติ – การนำลักษณะการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบ 4. แสงและพื้นที่ – การใช้แสงธรรมชาติและการจัดวางพื้นที่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ 5. ความสัมพันธ์กับสถานที่ – การเชื่อมโยงกับระบบนิเวศท้องถิ่น 6. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ – การส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
งานวิจัยจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่า Biophilic Design มีประโยชน์หลายประการ เช่น การลดความเครียด เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเยียวยาและฟื้นฟู และมีผลเชิงบวกต่ออารมณ์และสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย
Article Image

การผสมผสานระหว่าง Beaux Arts และ Biophilic Design ในงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

การนำเอาแนวคิดสถาปัตยกรรม Beaux Arts อันหรูหรามาผสมผสานกับหลักการของ Biophilic Design ถือเป็นการสร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกกับความร่วมสมัย ความงดงามกับความยั่งยืน ความสง่างามกับความผ่อนคลาย
ในการผสมผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกัน สถาปนิกและนักออกแบบได้นำเอาจุดเด่นของแต่ละรูปแบบมาใช้อย่างชาญฉลาด จากสถาปัตยกรรม Beaux Arts พวกเขานำเอาความสมมาตร ความประณีตในรายละเอียด และความยิ่งใหญ่มาใช้ ขณะที่จาก Biophilic Design พวกเขานำแนวคิดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ การใช้แสงธรรมชาติ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาวะมาประยุกต์ใช้
ตัวอย่างการผสมผสานที่น่าสนใจ เช่น การนำองค์ประกอบของธรรมชาติอย่างน้ำและพืชพรรณมาจัดวางในพื้นที่ที่มีโครงสร้างสมมาตรแบบคลาสสิก เช่นที่เห็นได้ใน Barbican Centre ในกรุงลอนดอน หรือการใช้กระจกขนาดใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติ ที่มีกรอบประดับตกแต่งอย่างวิจิตรแบบ Beaux Arts
หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของการผสมผสานแนวคิดทั้งสองคือ The Jewel ในสนามบินชางงีของสิงคโปร์ ที่นำความอลังการของสถาปัตยกรรรมมาผสานกับน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก และพื้นที่สีเขียวมากมาย สร้างให้เกิดเป็นพื้นที่ที่ทั้งน่าประทับใจและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ โครงการ Bosco Verticale ในเมืองมิลาน อิตาลี ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ โดยเป็นอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง “The Baron in the Trees” ซึ่งมีการปลูกต้นไม้ประมาณ 900 ต้นบนระเบียงรอบๆ อาคาร สร้างความสมดุลระหว่างความทันสมัยของตัวอาคารกับความเป็นธรรมชาติของพืชพรรณ
Article Image

ทำไมการผสมผสาน Beaux Arts และ Biophilic Design จึงเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่

การผสมผสานระหว่าง Beaux Arts และ Biophilic Design สร้างความสมดุลที่ลงตัวระหว่างความหรูหราและความยั่งยืน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ที่ไม่เพียงแค่ต้องการความสวยงามและความสะดวกสบาย แต่ยังคำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมด้วย
ที่อยู่อาศัยที่ออกแบบตามแนวคิดผสมผสานนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น:
1. ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี – การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยลดความเครียด เพิ่มความผ่อนคลาย และส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี ในขณะที่ความสวยงามของสถาปัตยกรรม Beaux Arts สร้างความภาคภูมิใจและความพึงพอใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย 2. ความยั่งยืนและประสิทธิภาพพลังงาน – การออกแบบตามแนวคิด Biophilic ช่วยประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้แสงธรรมชาติและการระบายอากาศตามธรรมชาติ ซึ่งลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศและแสงสว่างจากไฟฟ้า 3. การสร้างพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ – การผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและธรรมชาติช่วยสร้างบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร 4. มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว – ที่อยู่อาศัยที่ออกแบบอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนมักมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
ตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้คือโครงการบ้านเดี่ยว The Palazzo ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury ที่ผสมผสานความงดงามของสถาปัตยกรรม Beaux Arts เข้ากับแนวคิด Biophilic Design อย่างลงตัว
โครงการนี้โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การใช้สัดส่วนทองคำกับหน้าบ้านตามหลักสมมาตร ไปจนถึงรายละเอียดภายในที่งดงามตามแบบศิลปะกรีก-โรมัน พร้อมกับการผสมผสานพื้นที่สีเขียวเข้ากับสถาปัตยกรรม เพื่อเพิ่มความสดชื่นและผ่อนคลายให้กับผู้อยู่อาศัย
Article Image

แนวโน้มอนาคตของการผสมผสาน Beaux Arts และ Biophilic Design

การผสมผสานระหว่าง Beaux Arts และ Biophilic Design มีแนวโน้มที่จะเติบโตและพัฒนาต่อไปในอนาคต โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนา ได้แก่:
1. การตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี – ผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพมากขึ้น การออกแบบที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น 2. นวัตกรรมด้านวัสดุและเทคโนโลยี – การพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยให้สามารถสร้างสรรค์งานออกแบบที่ผสมผสานความหรูหราและความยั่งยืนได้ง่ายขึ้น เช่น วัสดุรักษ์โลกที่มีความสวยงาม หรือระบบอัจฉริยะที่ช่วยจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร 3. กระแสความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – ความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้คนหันมาสนใจการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การผสมผสาน Biophilic Design กับสถาปัตยกรรมหรูหราจึงเป็นทางออกที่ลงตัว
ในอนาคต เราอาจได้เห็นการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ของการผสมผสานทั้งสองแนวคิด เช่น อาคารอัจฉริยะที่มีการออกแบบแบบ Beaux Arts แต่ใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการระบบนิเวศภายในอาคาร หรือการนำเทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) และความจริงเสริม (AR) มาช่วยในการออกแบบและนำเสนอแนวคิดการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความเป็นธรรมชาติ
ทั้งนี้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด หัวใจสำคัญของการผสมผสาน Beaux Arts และ Biophilic Design ยังคงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างความงดงามทางสถาปัตยกรรมกับการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เพื่อสร้างพื้นที่ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนอีกด้วย

สรุป

การผสมผสานความหรูหราของสถาปัตยกรรม Beaux Arts เข้ากับความยั่งยืนของ Biophilic Design สร้างความลงตัวที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงาม ความสะดวกสบาย และความเป็นอยู่ที่ดี สถาปัตยกรรมรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่หรูหราและงดงาม แต่ยังเชื่อมโยงผู้อยู่อาศัยกับธรรมชาติ ช่วยลดความเครียด ส่งเสริมสุขภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิต
ความสมดุลระหว่าง Beaux Arts และ Biophilic Design ได้กลายเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอนาคต ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกกับความร่วมสมัย ความหรูหรากับความยั่งยืน สร้างสรรค์พื้นที่ที่ไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นงานศิลปะที่มีชีวิตอีกด้วย
#สาระ #การเงิน #BeauxArts #BiophilicDesign #สถาปัตยกรรม #การออกแบบยั่งยืน #ที่อยู่อาศัยลักชัวรี่ #ความสมดุล #คุณภาพชีวิต #ธรรมชาติ #ความคลาสสิก #นวัตกรรมการออกแบบ
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
#ความคลาสสิก
#สถาปัตยกรรม
#BiophilicDesign
#ความสมดุล
#การออกแบบยั่งยืน
#คุณภาพชีวิต
#นวัตกรรมการออกแบบ
#ที่อยู่อาศัยลักชัวรี่
#แต่งบ้าน
#ธรรมชาติ
#BeauxArts
#สาระ

ชอบบทความนี้ไหม? แชร์เลย!

แชร์:FacebookXLINE

-

จาก 5

รีวิวและเรตติ้ง

(0 รีวิว)

ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวบทความนี้!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
โครงการใหม่

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

เริ่ม 1,990,000 บาท
สมาร์ท คอนโด พระราม 2 (Smart Condo Rama 2)
คอนโด
โครงการพร้อมอยู่

สมาร์ท คอนโด พระราม 2 (Smart Condo Rama 2)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เขตบางขุนเทียน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ สมาร์ท คอนโด พระราม 2 (Smart Condo Rama 2) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น จำนวน 8 อาคาร พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มุ่งเน้นความสะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ และการเดินทางที่เชื่อมต่อได้หลากหลายเส้นทาง ตัวโครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 22 ไร่ มีจำนวนยูนิตพักอาศัยประมาณ 2,062 ยูนิต นำเสนอรูปแบบห้องพักแบบ Studio และ 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นที่ประมาณ 24.00 - 28.50 ตารางเมตร โดดเด่นด้วยการออกแบบห้องพักให้มีฟังก์ชันที่ลงตัว แบ่งสัดส่วนชัดเจน พร้อมการตกแต่งแบบ Fully Furnished หิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยเองและการลงทุน ทำเลที่ตั้งของโครงการมีความโดดเด่นด้านการเชื่อมต่อการเดินทาง สามารถเข้า-ออกได้สะดวกสบายจากถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล เชื่อมต่อถนนพระราม 2, ถนนเอกชัย และถนนกาญจนาภิเษกได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากทางพิเศษเฉลิมมหานคร และทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) ช่วยให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองหรือออกนอกเมืองเป็นไปได้อย่างคล่องตัว สภาพแวดล้อมโดยรอบรายล้อมด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เซ็นทรัล พระราม 2, บิ๊กซี พระราม 2, โลตัส พระราม 2 และโฮมโปร พระราม 2 รวมถึงใกล้สถานพยาบาลชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลนครธน, โรงพยาบาลบางมด และโรงพยาบาลพระราม 2 ช่วยรองรับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่, สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), ห้องซาวน่า, สวนสาธารณะส่วนกลางและพื้นที่สีเขียวรอบโครงการ รวมถึงโซนพลาซ่าร้านค้าภายในโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารแบบ Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ พร้อมมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง โดยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.16 ล้านบาท

เริ่ม 1,160,000 บาท
ทั่วไป
HOMEDAY
ดูทั้งหมด
การตกแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นให้เรียบง่ายน่าอยู่ได้อย่างไร?
ทั่วไป

การตกแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นให้เรียบง่ายน่าอยู่ได้อย่างไร?

การตกแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ด้วยเสน่ห์ของความเรียบง่าย ความสงบ และความอบอุ่นที่แฝงอยู่ในทุกองค์ประกอบ การออกแบบที่เน้นการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ทำให้บ้านสไตล์นี้เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว บทความนี้จะแนะนำหลักการสำคัญของการตกแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นที่คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง อะไรทำให้สไตล์ญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่น่าหลงใหล? เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของบ้านสไตล์ญี่ปุ่นมาจากปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอย ด้วยแนวคิดแบบ ZEN หรือเซ็น ที่มุ่งสร้างความสงบและผ่อนคลายให้กับผู้อยู่อาศัย บ้านญี่ปุ่นไม่เน้นความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพที่เกิดจากความเรียบง่ายและความกลมกลืน หากสังเกตให้ดี บ้านสไตล์ญี่ปุ่นจะมีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ ความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยรายละเอียด การใช้พื้นที่ที่มีประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน และความใกล้ชิดธรรมชาติที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมและฤดูกาล ด้วยพื้นฐานของประเทศญี่ปุ่นที่มีพื้นที่จำกัดและต้องเผชิญกับสภาพอากาศหลากหลาย การออกแบบบ้านจึงพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ยังคงรักษาความงามและความอบอุ่นไว้อย่างลงตัว นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนหลงรักและต้องการนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านของตนเอง โทนสีอะไรช่วยสร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่นได้ดีที่สุด? การเลือกโทนสีเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างบรรยากาศบ้านสไตล์ญี่ปุ่น สีที่ใช้มักจะเป็นโทนสีจากธรรมชาติหรือที่เรียกว่า Earth Tone ซึ่งช่วยให้บ้านดูอบอุ่น สงบ และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สีขาวและสีครีมเป็นสีพื้นฐานที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย เพราะช่วยให้พื้นที่ดูกว้าง โปร่ง สะอาด และสว่าง สีขาวในบ้านญี่ปุ่นไม่ได้ให้ความรู้สึกเย็นชา แต่สื่อถึงความบริสุทธิ์และความสงบ โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้กับผนังและเพดาน สีน้ำตาลของไม้เป็นอีกโทนสีที่ขาดไม่ได้ในบ้านสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นโทนอ่อนของไม้สน ไม้ฮินอกิ หรือไม้ซีดาร์ การผสมผสานระหว่างสีขาวกับงานไม้ สร้างความตัดกันที่ลงตัวและให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มสีเบจ สีเทา หรือสีเขียวอ่อนเข้าไปเพื่อสร้างมิติให้กับบ้าน โดยควรเลือกโทนสีที่ดูสบายตา [...]

2 นาที
‘Fukuyama Higashi Police Station Ekimae KOBAN’ เมื่อญี่ปุ่นดีไซน์พื้นที่ราชการให้น่าเข้าใกล้กว่าที่คิด
ทั่วไป

‘Fukuyama Higashi Police Station Ekimae KOBAN’ เมื่อญี่ปุ่นดีไซน์พื้นที่ราชการให้น่าเข้าใกล้กว่าที่คิด

วันนี้ Homeday พาทุกคนไปดูไอเดียการออกแบบสุดครีเอทที่ญี่ปุ่น กับป้อมตำรวจที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล! Fukuyama Higashi Police Station Ekimae KOBAN ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟฟุกุยามะ จังหวัดฮิโรชิมา เป็นตัวอย่างที่ดีของการออกแบบที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลงตัวทีมสถาปนิกจาก M

1 นาที
อะไรคือความแตกต่างระหว่างบ้านสไตล์ Tropical และ Mediterranean?
ทั่วไป

อะไรคือความแตกต่างระหว่างบ้านสไตล์ Tropical และ Mediterranean?

เปิดโลกสถาปัตยกรรมสองสไตล์ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว สถาปัตยกรรมเป็นภาษาแห่งการออกแบบที่สะท้อนวัฒนธรรม ภูมิอากาศ และวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย Tropical และ Mediterranean เป็นสองสไตล์การออกแบบที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ละสไตล์มีรายละเอียดที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนถึงพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบ สถาปัตยกรรมสไตล์ Tropical: การออกแบบที่กอดรัดธรรมชาติ แนวคิดพื้นฐานของสถาปัตยกรรมเขตร้อน สถาปัตยกรรม Tropical เกิดจากความต้องการในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนที่มีความชื้นสูง การออกแบบนี้มุ่งเน้นการระบายอากาศ การควบคุมอุณหภูมิ และการสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสภาพแวดล้อมรอบตัว คุณลักษณะเด่นของบ้านสไตล์ Tropical การระบายอากาศธรรมชาติ: หน้าต่างบานใหญ่ ช่องลมกว้าง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้อย่างเต็มที่ วัสดุธรรมชาติ: การใช้ไม้ หิน และวัสดุท้องถิ่นที่ช่วยลดอุณหภูมิและกลมกลืนกับธรรมชาติ พื้นที่เปิดโล่ง: ระเบียง เฉลียง และพื้นที่นั่งเล่นกลางแจ้งที่เชื่อมต่อกับภายในบ้าน น้ำและพืชพรรณ: การนำน้ำและพืชสีเขียวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เพื่อสร้างความรู้สึกสดชื่นและลดอุณหภูมิ หลังคายื่นยาว: เพื่อป้องกันแดดและฝน สร้างพื้นที่ร่มและป้องกันความร้อน สถาปัตยกรรมสไตล์ Mediterranean: เสน่ห์แห่งชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม Mediterranean เกิดจากอิทธิพลของประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น กรีซ อิตาลี สเปน และตุรกี การออกแบบนี้สะท้อนวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อบอุ่น และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ องค์ประกอบเฉพาะตัว [...]

1 นาที
ทำอย่างไรให้คอนโดขนาดเล็กดูกว้างขวางและน่าอยู่มากขึ้น?
ทั่วไป

ทำอย่างไรให้คอนโดขนาดเล็กดูกว้างขวางและน่าอยู่มากขึ้น?

การอาศัยอยู่ในคอนโดขนาดเล็กกลางเมืองเป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง แต่พื้นที่จำกัดมักทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด คับแคบ และไม่สบายใจ ทว่าด้วยเทคนิคการจัดห้องและตกแต่งที่ถูกต้อง คุณสามารถสร้างความรู้สึกโปร่งโล่งและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับคอนโดขนาดเล็กของคุณได้ บทความนี้รวบรวมเทคนิคการแต่งคอนโดให้ดูกว้างขวางและน่าอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องต่อเติมหรือทุบกำแพงใด ๆ เพียงปรับเปลี่ยนการจัดวางและเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม จัดระเบียบและลดความรกรุงรังได้อย่างไร? ความรกรุงรังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พื้นที่ดูแคบลง สิ่งของที่วางกระจัดกระจายบนพื้นจะทำให้ห้องดูอึดอัดและไร้ระเบียบ วิธีแก้ปัญหานี้คือการจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบและเลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คุณควรจัดหาตู้เก็บของที่มีฝาปิดมิดชิดหรือใช้พื้นที่ใต้เตียงซึ่งเป็นจุดอับสายตาในการเก็บของ นอกจากนี้ ควรหมั่นทำความสะอาดและจัดเก็บสิ่งของที่ไม่ได้ใช้อยู่เสมอ ลองพิจารณาว่าสิ่งของใดที่คุณไม่ได้ใช้เป็นเวลานานและกำจัดมันออกไป การลดจำนวนสิ่งของลงจะช่วยให้พื้นที่โล่งและดูกว้างขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชันช่วยประหยัดพื้นที่ได้อย่างไร? การใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กหลายชิ้นอาจทำให้ห้องดูรกและแคบลง ทางเลือกที่ดีกว่าคือการใช้เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชันที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น เตียงที่มีลิ้นชักเก็บของด้านล่าง โซฟาเบดที่ปรับเป็นเตียงนอนได้ โต๊ะกินข้าวพับเก็บได้ หรือเก้าอี้ที่มีช่องเก็บของ เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้จะช่วยให้คุณใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า โดยไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถพับเก็บหรือซ้อนกันได้ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี เช่น โต๊ะที่สามารถพับเก็บได้เมื่อไม่ได้ใช้งาน หรือเก้าอี้ที่ซ้อนเก็บไว้ใต้โต๊ะได้ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างในยามที่ไม่ต้องการใช้งาน เฟอร์นิเจอร์ที่ยกสูงจากพื้น เช่น เตียงยกสูงที่มีพื้นที่ใช้สอยด้านล่างก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เมื่อพื้นที่บนพื้นมีจำกัด การใช้พื้นที่ในแนวตั้งจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด ผนังห้องเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มพื้นที่เก็บของและลดความรกรุงรังบนพื้น คุณสามารถติดตั้งชั้นวางของบนผนัง ตะขอแขวน หรือแผ่นแม่เหล็กในครัวเพื่อเก็บมีด ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของแล้ว ยังช่วยตกแต่งห้องให้มีลูกเล่นน่าสนใจอีกด้วย การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ทรงสูงก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้ง เช่น ตู้สูงจรดเพดาน ชั้นวางหนังสือสูง หรือเตียงยกระดับที่มีพื้นที่ใช้สอยด้านล่าง การติดตั้งไฟดาวน์ไลท์บนเพดานแทนการใช้โคมไฟตั้งพื้นก็ช่วยประหยัดพื้นที่และเพิ่มแสงสว่างให้กับห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระจกและการสะท้อนมีบทบาทอย่างไรในการทำให้ห้องดูกว้าง? กระจกเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญในการสร้างภาพลวงตาให้ห้องดูกว้างขึ้น เนื่องจากกระจกสามารถสะท้อนทั้งภาพและแสงสว่าง ทำให้เกิดมิติและความรู้สึกโปร่งโล่ง [...]

1 นาที
ดูทั้งหมด
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
ฟังบ้าน
Homeday AgentHomeday Agent