บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ผู้ให้บริการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย รายงานผลประกอบการประจำปี 2567 มีรายได้รวม 1,295.7 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรวม 1,994.5 ล้านบาท ขาดทุน 15.9 ล้านบาท ลดลง 117.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากที่มีกำไรสุทธิ 92.1 ล้านบาท ขณะมีเงินสดและเงินฝากอยู่ที่ระดับ 3,191.0 ล้านบาท พร้อมใช้ขยายตัวธุรกิจและลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ต่อยอดความเชี่ยวชาญของ TK โดยไม่ต้องกู้ ต้นทุนทางการเงิน D/E ปี 2567 ต่ำอยู่ที่ 0.08 เท่า TK ปี 2568 ประกาศปันผล 0.20 บาทต่อหุ้น รวม 100 ล้านบาท เดินกลยุทธ์สร้างการเติบโตด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ที่สร้างรายได้และผลตอบแทนสูงทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งกระจายความเสี่ยงพอร์ตสินเชื่อที่เหมาะสม และแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เผยข่าวดี Suosdey Finance Plc. (บริษัท ซัวสดัย ไฟแนนซ์) บริษัทในกลุ่ม TK ได้รับอนุมัติต่อใบอนุญาตดำเนินการธุรกิจลีสซิ่งจากธนาคารแห่งชาติกัมพูชาต่ออีก 5 ปี รับตลาดต่างประเทศโต

นางสาวปฐมา พรประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK กล่าวว่า บริษัทฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานปี 2567 กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมียอดจำหน่าย 1,708,215 คัน ลดลง 9.07% จาก 1,878,655 คัน ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นการลดลงครั้งแรกหลังจากขยายตัวต่อเนื่อง 3 ปี ก่อนหน้านี้ ขณะยอดจำหน่ายรถยนต์ ปี 2567 มีจำนวน 572,675 คัน ลดลง 26.18% จาก 775,780 คัน ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับ ทางบริษัทเร่งตัดหนี้สูญและควบรวมสาขาในประเทศ เป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัทฯ ขณะรายได้จากค่าติดตามทวงถามหนี้ลดน้อยลง จากผลบังคับใช้ หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมของ ธปท. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่ 23% ต่อปี จากประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา นับเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงกับการดำเนินงานของ TK ในปีที่ผ่านมา
ผลประกอบการของ TK ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 1,295.7 ล้านบาท ลดลง 21.7% จาก 1,653.9 ล้านบาท ขาดทุน 15.9 ล้านบาท ลดลง 117.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากที่มีกำไรสุทธิ 92.1 ล้านบาท รายได้เช่าซื้อ ปี 2567 จำนวน 711.6 ล้านบาท ลดลง 40.9% จาก 1,204.6 ล้านบาท รายได้อื่น ๆ มีจำนวน 426.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% จาก 369.6 ล้านบาท ส่วนใหญ่ มาจากหนี้สูญรับคืน ค่าใช้จ่ายในการบริหารรวม จำนวน 821.2 ล้านบาท ลดลง 0.1% จาก 822.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา จากการลดจำนวนสาขาที่ทับซ้อนพื้นที่ ดำเนินงานด้วยเทคโนโลยี และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินงาน ด้านต้นทุนทางการเงิน ปี 2567 จำนวน 31.3 ล้านบาท ลดลง 21.1% จาก 39.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการกู้เงินในต่างประเทศลดลงเพียง 172 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ มีสถานะเงินสดและเงินฝากอยู่ที่ระดับประมาณ 3,191.0 ล้านบาท D/E ปี 2567 อยู่ที่ 0.08 เท่า ซึ่งลดลงจากสิ้นปี 2566 ที่ 0.15 เท่า
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทฯ เห็นสมควรนําเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจําปี 2567 จากกําไรสะสม ในอัตรา 0.20 บาทต่อหุ้น จำนวน 500 หุ้น เป็นเงิน 100 ล้านบาท บริษัทฯ จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและสิทธิในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 12 มีนาคม 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ สิทธิในการรับเงินปันผลดังกล่าวจะต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ในวันที่ 22 เมษายน 2568 นี้ก่อน
นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ TK กล่าวว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.5% จากปีก่อนที่ 1.9% โดยมีแรงหนุนจากการส่งออกที่ขยายตัว 5.4% คิดเป็นมูลค่ากว่า 10.5 ล้านล้านบาท และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย 35.5 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยมีจำนวน 197.6 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้รวม 2.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปี 2566 ซึ่งเท่ากับ 86% ของรายได้ก่อนวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมกระเตื้องขึ้นท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกที่ลดลง ทำให้มีความต้องการสินค้าเกือบทุกชนิดเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และมีการย้ายฐานการผลิตของทุนใหญ่มายังกลุ่มประเทศอาเซียนรวมถึงไทยมากขึ้น
“ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานหรือการเติบโตของ TK ในอนาคต คือ หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมของ ธปท. ที่มีผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและรายได้จากค่าติดตามทวงถามหนี้ กฎหมายการเข้ามากำกับดูแลธุรกิจให้เช่าซื้อของธปท. ซึ่งบริษัทฯ ได้ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และได้เตรียมงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้มีความพร้อมที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์และมาตรการต่าง ๆ แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะยังไม่มีกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน ประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ที่กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่ 23% ต่อปี ซึ่งไม่ครอบคลุมกับต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้นของกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่มีความเปราะบาง อย่างไรก็ดีคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ อาจปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศทุก 3 ปี การฟื้นตัวของธุรกิจเช่าซื้อต้องอาศัยการเติบโตของเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ จากภาครัฐ และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการขยายตัวของธุรกิจเช่าซื้อในระยะยาว ความพร้อมและเงินทุนที่เพียงพอในการขยายการลงทุน TK มีเงินทุนพร้อมขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ทันที เมื่อมีโอกาสและสถานการณ์ในการลงทุนเอื้ออำนวย” นายประพลกล่าว
ในปี 2567 จากจากพอร์ตสินเชื่อรวม 1,994.5 ล้านบาทเป็นพอร์ตเช่าซื้อ 1,709.0 ล้านบาท ซึ่ง 45% หรือ 764.0 ล้านบาท เป็นยอดเช่าซื้อในประเทศ ขณะที่ 55% หรือ 945.0 ล้านบาท มาจากยอดเช่าซื้อจากต่างประเทศใน สปป.ลาว และกัมพูชา TK วางกลยุทธ์ดำเนินงานสร้างการเติบโตด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ที่สร้างรายได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักร สินเชื่อเงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และบริการรถเช่า (TK ME) ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้รถจักรยานยนต์ แต่ไม่ต้องการครอบครองทรัพย์สิน นอกเหนือจากธุรกิจเดิมที่บริษัทดำเนินการอยู่ รวมทั้งบริหารความเสี่ยงด้วยการปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อให้เหมาะสม ควบคู่กับการเฟ้นลูกค้าคุณภาพเพิ่ม อีกทั้งยังมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่จะจับมือร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคต
นอกจากนี้ เพื่อเตรียมพร้อมขยายตลาดในต่างประเทศ เมื่อไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา TK ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Sabaidee Leasing Company Limited (บริษัท สบายดี ลีสซิ่ง จำกัด) บริษัทย่อยที่ สปป. ลาว จาก 1,656,250 หุ้นหรือ 86.89% เพิ่มเป็น 1,781,250 หุ้นหรือ 93.45% และล่าสุด Suosdey Finance Plc. (บริษัท ซัวสดัย ไฟแนนซ์) บริษัทในกลุ่ม TK ได้รับอนุมัติต่อใบอนุญาตดำเนินการธุรกิจลีสซิ่งจำนวน 12 สาขา ในกัมพูชา จากธนาคารแห่งชาติกัมพูชาต่ออีก 5 ปี พร้อมเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศเต็มกำลัง ตั้งเป้าในปี 2568 เติบโตในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง