จากก้าวเล็กๆ สู่การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ตลอด 34 ปี โดยได้มีการพัฒนาโครงการไปแล้วกว่า 30 จังหวัด รวมกว่า 300 โครงการทั่วประเทศ โดยตลาดต่างจังหวัด ศุภาลัยถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ อันดับแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการในหัวเมืองจังหวัดต่างๆ นอกเหนือจากกรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นในหัวเมืองภูมิภาค 2 จังหวัด ได้แก่ สงขลา และขอนแก่น หลังจากนั้นกระจายการลงทุนไปยังจังหวัดอื่นๆ มายาวนานกว่า 34 ปี พัฒนาโครงการครอบคลุมกว่า 28 จังหวัด (รวมกรุงเทพฯ) วันนี้ พร้อมประกาศก้าวสู่ปีที่ 35 ในฐานผู้พัฒนาอสังหาพัฒนาระดับประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน ด้วยโมเดล “Standard ดี Quality เดียวกัน’ พร้อมเดินหน้าเปิดตัวโครงการเพิ่มอีก 3 จังหวัด เพชรบุรี สระบุรี ลพบุรี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศไทย
ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษ่ทลงทุนพัฒนาโครงการในหัวเมืองจังหวัดต่างๆรวมกว่า 30 จังหวัด ทั่วประเทศ รวม 161 โครงการ ปีหน้าพร้อมเดินหน้าเปิดตัวโครงการเพิ่มอีก 3 จังหวัด เพชรบุรี สระบุรี ลพบุรี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศไทย
ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2566 โครงการภูมิภาคของศุภาลัยสามารถกวาดยอดขาย 7,784 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับยอดขายครึ่งปีแรกของ 2565 โดยแบ่งเป็นยอดขายกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม 570 ล้านบาท ซึ่งเติบโตถึง 72% และโครงการแนวราบ 7,214 ล้านบาท ที่เติบโตขึ้น 6% หรือคิดเป็นสัดส่วนยอดขายที่มาจากตลาดภูมิภาคเท่ากับ 45% โดยจังหวัดที่ขายดีในอันดับต้นๆ คือ ภูเก็ต ชลบุรี สงขลา ระยอง และเชียงใหม่ พร้อมลุยเต็มกำลังตามแผนพัฒนาโครงการ 5 จังหวัดใหม่ภายในปี 2566 ได้แก่ ลำพูน ลำปาง นครปฐม ราชบุรี และจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดที่จัดซื้อที่ดินแล้วแต่ยังไม่ได้พัฒนาโครงการ ซึ่งจะทำให้ศุภาลัยมีโครงการครอบคลุมกว่า 31 จังหวัดภายใน 2 ปีข้างหน้านี้
กุญแจหลักสู่ความสำเร็จของแบรนด์ เนื่องจาก “SUPALAI” เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีความแข็งแกร่งทางการเงิน ประกอบกับแต่ละโครงการได้ออกแบบด้วยความเข้าใจ และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ยังเน้นคัดสรรทำเลศักยภาพที่สอดคล้องกับความชื่นชอบของลูกค้า ทั้งติดถนนใหญ่ โครงการริมแม่น้ำ ติดภูเขา หรือทะเลสาบขนาดใหญ่ ทั้งในเมืองและชานเมือง รวมถึงบ้านจัดสรรและอาคารชุด เป็นต้น อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาโครงการเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับการอยู่อาศัยของลูกบ้านทั่วประเทศ โดยสิ่งสำคัญคือ Economy of Scale ในทุกจังหวัด มุ่งพัฒนาอย่างน้อย 3-10 โครงการในแต่ละจังหวัด
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศุภาลัยยึดมั่นมาตลอดว่ามาตรฐานของบ้านที่ดี ส่งผลต่อการใช้ชีวิตที่ดีเช่นเดียวกัน โดยตั้งมั่นเป็นผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยที่คิดจากชีวิตจริง ผ่านการชู 5 มาตรฐานคือ มาตรฐานการออกแบบบ้าน มาตรฐานการก่อสร้างที่ดี มาตรฐานการบริการหลังการขาย มาตรฐานการดูแลจากบุคลากรจริงในพื้นที่ และมาตรฐานความปลอดภัย
“ จากจุดยืนตลอดกว่า 34 ปีของศุภาลัยที่มุ่งมั่นสร้าง ‘Standard ดี Quality เดียวกัน’ ให้กับบ้านทุกหลัง ทำให้ในวันนี้ศุภาลัยประสบความสำเร็จด้วยยอดขายอันดับ 1 ในตลาดภูมิภาค โดยสำหรับครึ่งปีหลังนี้ ศุภาลัยได้มุ่งเดินหน้าบุกตลาดอสังหาฯ สู่หัวเมืองจังหวัดต่างๆ ในทุกภาค พร้อมก้าวสู่เป้าหมายบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับชาติต่อไป”
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทฯ ได้ดึง “โบว์-เมลดา สุศรี” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรกของศุภาลัย ถือเป็นกลยุทธ์ครั้งสำคัญของแบรนด์ เพื่อย้ำถึงจุดยืน ‘Standard ดี Quality เดียวกัน’ โดย โบว์-เมลดา ไม่เพียงเป็นที่รู้จักและเข้าถึงคนไทยทุกเจเนอเรชันทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังมีตัวตนที่สะท้อนความเป็นกันเอง และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสื่อถึงความเป็นแบรนด์ศุภาลัยได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด ในฐานะผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยที่เข้าใจทุกความแตกต่าง หลากหลาย และเข้าถึงใจคนไทยทั่วประเทศ
“การใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นการสื่อสารแบรนด์ระยะยาว ทำให้ลูกค้าทั่วประเทศ มั่นในโครงการของศุภาลัยมากขึ้น ทำให้คนรับรู้ได้มากขึ้น และเข้าถึงเราได้ง่ายขึ้นผ่านพรีเซนเตอร์ ผู้บริโภคทั่วไปอาจจะรู้จักศุภาลัย แต่ผิวเผิน เป็นโอกาสที่ทำให้สามารถสัมผัสเราในยุคปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น เมื่อถึงวันที่คิดจะซื้อบ้านจะคิดถึงศุภาลัยเป็นลำดับต้นๆ” ไตรเตชะ กล่าว
สำหรับในปี 2566 บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 37 โครงการ รวมมูลค่า 41,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 10 โครงการ มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท และครึ่งปีหลังเปิดอีก 27 โครงการ มูลค่ารวม 29,000 ล้านบาท สำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัททำยอดขายได้แล้ว 18,000 ล้านบาท ส่วนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมโครงการน้อย เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจ แต่ยอดขายของบริษัทก็เป็นที่น่าพอใจ มีหลายโครงการที่เปิดตัวในช่วงเวลาดังกล่าวและทำยอดขายได้ดี และหวังว่าเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว แผนงานงบประมาณต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติจะเป็นปัจจัยบวกต่อภาวะเศรษฐกิจและส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดว่าปีนี้บริษัทน่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย ซึ่งกำหนดไว้ที่ 36,000 ล้านบาท