‘PIN’ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ผลงานปี 67 ทำ All Time High รายได้รวมทะยานสู่ 4,264 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท พุ่ง 28% ยอดโอนที่ดินทะลุ 750 ไร่ เคาะจ่ายเงินปันผล 0.76 บาทต่อหุ้น

‘บมจ.ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค’ หรือ PIN โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ผลประกอบการปี 2567 ทำ All Time High ใหม่ต่อเนื่องจากปีก่อน รายได้รวมทะยานแตะ 4,264 ล้านบาท เติบโต 41% และกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท พุ่ง 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังโอนที่ดินทะลุ 750 ไร่ เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ รับอานิสงส์นักลงทุนต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ายฐานการผลิตมาไทย เคาะจ่ายเงินปันผล 0.76 บาทต่อหุ้น
นายพีระ ปัทมวรกุลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN เปิดเผยว่าบริษัทฯ มีผลประกอบการปี 2567 สร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีรายได้รวม 4,264 ล้านบาท เติบโต 41% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เทียบกับปีก่อน (YoY) จากการขายและการโอนที่ดินทั้งสิ้น 3,901 ล้านบาท เติบโต 48% โดยมียอดขายและโอนที่ดินรวม 836 ไร่ ทะลุเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ 750 ไร่ ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้แก่ บริการให้เช่าโรงงานและคลังสินค้า บริการพื้นที่ส่วนกลางและระบบสาธารณูปโภค มีรายได้ 266 ล้านบาท เติบโต 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY)
ทั้งนี้ จากความสำเร็จของผลประกอบการปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการวางยุทธศาสตร์ด้านทำเลที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองฯ ในเขต EEC ที่ครอบคลุมทั้งพื้นที่จังหวัดชลบุรี และระยอง ตลอดจนความแข็งแกร่งของโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในนิคมฯ ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองฯ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ต้องการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมายังประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์
จากผลการดำเนินงานปี 2567 ที่แข็งแกร่ง ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ จึงพิจารณาจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.76 บาท รวมเป็นเงิน 881.60 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 โดยการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ในวันที่ 24 เมษายน 2568
นายพีระ กล่าวต่อว่าความต้องการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติมายังประเทศไทยในปี 2568 ยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีนเพื่อลดผลกระทบจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากศักยภาพของไทยที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคพื้นฐานตลอดจนนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ “เรามองว่านิคมอุตสาหกรรมยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและบริษัทฯ ได้มีการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน 2-3 ปีข้างหน้า โดยไตรมาส 4/2567 ได้ร่วมลงนามในสัญญากับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 7 บนพื้นที่ 1,059 ไร่ และล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมาได้ลงนามกับกนอ.อีกครั้ง เพื่อพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 8 บนพื้นที่ 1,102 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยตามนโยบาย Thailand 4.0 คาดว่านิคมฯ แห่งที่ 8 จะเปิดดำเนินการได้ช่วงกลางปี 2569 ส่งผลให้บริษัทฯ มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 ไร่ สะท้อนถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมา” นายพีระกล่าว