กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
พบ 7 บทความ

12/5/2568 • โดย Homeday
การต่อเติมครัวหลังบ้านเป็นเรื่องที่เจ้าของบ้านหลายคนต้องการทำ โดยเฉพาะในบ้านทาวน์โฮมที่มีพื้นที่ครัวภายในตัวบ้านจำกัด แต่การต่อเติมที่ไม่ถูกหลักวิศวกรรมอาจนำมาซึ่งปัญหาโครงสร้างและการทรุดตัวในระยะยาว ซึ่งแก้ไขได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง บทความนี้จะรวบรวมเทคนิคสำคัญและข้อควรรู้เกี่ยวกับการต่อเติมครัวหลังบ้านอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และยั่งยืน เพื่อให้ท่านได้ใช้ห้องครัวได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาโครงสร้างในอนาคต ทำไมครัวหลังบ้านมักประสบปัญหาการทรุดตัว? การทรุดตัวของครัวที่ต่อเติมด้านหลังบ้านเป็นปัญหาที่พบบ่อย สาเหตุหลักมาจากการก่อสร้างที่ไม่คำนึงถึงโครงสร้างและฐานรากที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับตัวบ้านหลัก ซึ่งมีการวางเสาเข็มที่ลึกถึงชั้นดินแข็ง ขณะที่ส่วนต่อเติมมักใช้เสาเข็มสั้นที่ลงลึกเพียง 3-6 เมตรเท่านั้น เมื่อเสาเข็มของส่วนต่อเติมไม่ได้ลงลึกถึงชั้นดินแข็งเช่นเดียวกับตัวบ้าน จึงทำให้การรับน้ำหนักและการทรุดตัวของโครงสร้างทั้งสองส่วนแตกต่างกัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นดินแข็งหรือดินดานมักอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 16-21 เมตร แต่เสาเข็มของส่วนต่อเติมมักวางอยู่บนชั้นดินอ่อน ซึ่งอาศัยแรงฝืดของดินเป็นหลัก ทำให้เมื่อดินมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีปัจจัยอื่นมากระทบ ส่วนต่อเติมจะทรุดตัวเร็วกว่าตัวบ้าน นอกจากนี้ หากโครงสร้างของส่วนต่อเติมเชื่อมติดกับตัวบ้านโดยไม่มีการแยกโครงสร้างอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน จะทำให้เกิดรอยร้าวและแยกตัวตามรอยต่อระหว่างส่วนต่อเติมกับตัวบ้าน บางกรณีรุนแรงถึงขั้นสามารถสอดแขนเข้าไปในรอยแยกได้ สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างบ้านในระยะยาว วิธีต่อเติมครัวอย่างไรให้โครงสร้างแข็งแรงและปลอดภัย? การต่อเติมครัวหลังบ้านให้มีความแข็งแรงและปลอดภัยในระยะยาวควรคำนึงถึงหลักการสำคัญหลายประการ ประการแรกคือการแยกโครงสร้างของส่วนต่อเติมออกจากตัวบ้านหลัก วิธีนี้จะช่วยป้องกันปัญหาการทรุดตัวที่ไม่เท่ากันซึ่งอาจทำให้ตัวบ้านหลักเกิดความเสียหาย การแยกโครงสร้างทำได้โดยการออกแบบให้ครัวหลังบ้านมีเสา คาน และฐานรากแยกจากตัวบ้านอย่างชัดเจน เมื่อมีการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน ส่วนต่อเติมและตัวบ้านจะเคลื่อนตัวอย่างอิสระ ไม่ดึงรั้งซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างบ้านหลัก ในส่วนของหลังคา ควรออกแบบให้หลังคาของส่วนต่อเติมแยกออกจากหลังคาของตัวบ้าน และติดตั้งแฟลชชิ่งกันน้ำบริเวณรอยต่อของหลังคา เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมเมื่อเกิดการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน หลังคาที่ต่อเชื่อมกับตัวบ้านอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อส่วนต่อเติมทรุดตัว เพราะจะดึงรั้งหลังคาบ้านลงมาด้วย อีกทั้งควรใช้วัสดุก่อสร้างที่มีน้ำหนักเบาเพื่อลดน้ำหนักที่กดทับลงบนฐานราก เช่น การใช้อิฐมวลเบาแทนอิฐมอญ หรือการเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่มีน้ำหนักเบา เช่น สแตนเลสแทนหินอ่อนหรือหินแกรนิต [...]

15/4/2568 • โดย Homeday
เมื่อเข้าอยู่บ้านใหม่หรืออาศัยในบ้านมาระยะหนึ่ง หลายคนอาจพบกับปัญหารอยร้าวตามผนัง ขอบประตู หรือแม้แต่พื้นบ้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้บ้านดูไม่สวยงามแล้ว ยังอาจสร้างความกังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างบ้าน รอยร้าวบางประเภทสามารถซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง แต่บางประเภทอาจต้องเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจสาเหตุ ประเภทของรอยร้าว และวิธีการซ่อมแซมที่เหมาะสม เพื่อให้บ้านกลับมาสวยงามและปลอดภัยอีกครั้ง สาเหตุหลักที่ทำให้ผนังบ้านเกิดรอยร้าว รอยร้าวบนผนังบ้านสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาจะช่วยให้คุณซ่อมแซมได้ตรงจุดและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยสาเหตุหลักๆ มีดังนี้ การก่อสร้างที่ขาดคุณภาพ โดยส่วนใหญ่แล้ว บ้านหรือห้องที่มีรอยผนังร้าวมักเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่มีคุณภาพ อาจเป็นเพราะช่างที่ทำงานขาดทักษะความชำนาญ หรือมีการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การผสมปูนที่ไม่ถูกสัดส่วน หรือการฉาบที่ไม่ละเอียดพอ ทำให้เกิดความผิดพลาดและส่งผลให้เกิดรอยร้าวในเวลาต่อมา หากเป็นเพียงรอยเล็กๆ อาจไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเป็นรอยใหญ่ควรซ่อมหรืออุดรอยร้าวนั้นให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาภายหลัง โครงสร้างบ้านเกิดการทรุดตัว เมื่อบ้านมีอายุมากขึ้น บ้านอาจเกิดการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ยิ่งบ้านอายุนานเท่าไร โอกาสในการเกิดรอยร้าวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากโครงสร้างของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเสา คาน หรือพื้น อาจเกิดการทรุดตัวตามธรรมชาติ จนบางครั้งเสาหรือคานรับน้ำหนักไม่ไหว ส่งผลให้ผนังเริ่มแตกร้าวเป็นรอย โดยเฉพาะเมื่อมีการทรุดตัวของฐานรากที่ไม่เท่ากัน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดรอยร้าวมากขึ้น การต่อเติมหรือรีโนเวทบ้าน อีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือการต่อเติมหรือรีโนเวทบ้านในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อดำเนินการโดยช่างที่ไม่มีความชำนาญพอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเดิมและทำให้เกิดรอยร้าวตามผนังได้ บริเวณที่มักพบรอยร้าวหลังการต่อเติมคือขอบและวงกบประตูหรือหน้าต่าง รวมถึงรอยต่อระหว่างโครงสร้างเดิมและส่วนที่ต่อเติม ดังนั้น เวลาที่จะทุบหรือซ่อมแซมบ้าน ควรต้องระมัดระวังและวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง สภาพอากาศที่แปรปรวน สภาพอากาศก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดรอยร้าวได้ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น [...]

2/4/2568 • โดย Homeday
แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ในประเทศไทยแม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวรุนแรงเท่าบางประเทศ แต่ก็เคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายมาแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ การเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกครอบครัวควรตระหนักถึง บทความนี้จะแนะนำ 7 วิธีที่ช่วยให้บ้านของคุณและผู้อยู่อาศัยปลอดภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 1. การตรวจสอบโครงสร้างบ้านให้มั่นคงแข็งแรง การเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวเริ่มต้นที่โครงสร้างหลักของบ้าน โครงสร้างที่แข็งแรงคือด่านแรกในการปกป้องผู้อยู่อาศัยจากภัยแผ่นดินไหว สำหรับบ้านที่สร้างใหม่ ควรออกแบบและก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานการต้านทานแผ่นดินไหว (Seismic Design) ซึ่งจะทำให้โครงสร้างบ้านสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วยการเลือกใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่น การเสริมเหล็กในจุดสำคัญ และการออกแบบให้น้ำหนักกระจายตัวอย่างสมดุล สำหรับบ้านที่มีอยู่แล้ว ควรตรวจสอบสภาพโครงสร้างอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเสา คาน และฐานราก หากพบรอยแตกร้าว การทรุดตัว หรือความผิดปกติใดๆ ควรรีบซ่อมแซมทันที การเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การติดตั้งค้ำยันเพิ่มเติม การเสริมกำแพงรับแรงเฉือน (Shear Wall) หรือการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เสริมความแข็งแรงในจุดสำคัญ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับจุดต่อระหว่างโครงสร้างต่างๆ เช่น รอยต่อระหว่างเสากับคาน หรือผนังกับพื้น ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่มักเกิดความเสียหายเมื่อเกิดแผ่นดินไหว การใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อที่แข็งแรงและยืดหยุ่น เช่น แผ่นเหล็กเสริมกำลัง หรือสลักเกลียวพิเศษ จะช่วยให้โครงสร้างสามารถเคลื่อนตัวและรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น 2. การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้าน การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้านอย่างเหมาะสมเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ เช่น ตู้เสื้อผ้า [...]

2/4/2568 • โดย Homeday
แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การเตรียมความพร้อมของที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายและการบาดเจ็บ แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวรุนแรง แต่เรายังคงสามารถรับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านได้ บทความนี้จะแนะนำวิธีการจัดบ้านให้ปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยเน้นที่ 5 จุดสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของหนักในบ้าน การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของหนักในบ้านอย่างเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันอันตรายเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากขณะเกิดแรงสั่นสะเทือน วัตถุหนักอาจล้มหรือเคลื่อนที่จนเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย การยึดติดเฟอร์นิเจอร์กับผนังหรือพื้น เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่เช่น ตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ หรือชั้นวางของ ควรได้รับการยึดติดกับผนังหรือพื้นอย่างแน่นหนา สามารถใช้อุปกรณ์ยึดเฟอร์นิเจอร์ (Furniture Anchor) หรือสายรัดกันล้ม (Anti-tip Straps) ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป การยึดติดจะช่วยป้องกันไม่ให้เฟอร์นิเจอร์ล้มทับผู้อยู่อาศัยขณะเกิดแผ่นดินไหว โดยเฉพาะในห้องนอนเด็กหรือห้องที่มีการใช้งานเป็นประจำ การจัดวางของหนักในระดับต่ำ ควรวางสิ่งของที่มีน้ำหนักมากไว้ในชั้นล่างของชั้นวางของหรือตู้ เช่น หนังสือเล่มใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือของสะสมที่มีน้ำหนัก ส่วนของเบาควรจัดเก็บไว้ในชั้นบน เพื่อลดความเสี่ยงที่ของหนักจะตกลงมาทำให้เกิดการบาดเจ็บ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการวางของหนักบนหัวเตียงหรือเหนือที่นั่งที่ใช้งานเป็นประจำ การจัดเตรียงทางหนีไฟ จัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ไม่กีดขวางทางออกฉุกเฉิน ประตู หน้าต่าง หรือเส้นทางการอพยพ ควรมีเส้นทางอพยพอย่างน้อย 2 เส้นทางในแต่ละห้อง โดยไม่มีสิ่งกีดขวางที่อาจล้มขวางทางได้ขณะเกิดแผ่นดินไหว การจัดให้มีพื้นที่ว่างที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับหลบภัยเฉพาะหน้า เช่น ใต้โต๊ะที่แข็งแรงหรือใกล้เสาบ้าน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม 2. การตรวจสอบโครงสร้างอาคารและจุดเสี่ยง บ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรงย่อมปลอดภัยกว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหว [...]

1/4/2568 • โดย Homeday
บ้านเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว แต่หลายคนมักมองข้ามสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงปัญหาโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้น การละเลยปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่สูงขึ้นในอนาคต บทความนี้จะแนะนำ 7 สัญญาณเตือนสำคัญที่บ่งบอกว่าบ้านของคุณอาจกำลังประสบปัญหาโครงสร้าง พร้อมคำแนะนำในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น รอยแตกบนผนังและเพดาน: สัญญาณเตือนที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด รอยแตกบนผนังและเพดานเป็นสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยที่สุดและสังเกตเห็นได้ง่าย แต่หลายคนมักมองว่าเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับสีหรือปูนฉาบ ความจริงแล้ว รอยแตกเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปัญหาโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่าที่คิด รอยแตกในแนวทแยงมักเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากบ้าน โดยเฉพาะเมื่อพบที่มุมของประตูหรือหน้าต่าง ลักษณะนี้บ่งบอกว่าโครงสร้างกำลังเคลื่อนตัวและรับน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ ส่วนรอยแตกในแนวนอนอาจเกิดจากแรงกดทับจากด้านบนที่มากเกินไป หรือการเคลื่อนตัวของผนังจากความชื้นที่มากเกินไป ควรสังเกตความกว้างของรอยแตกด้วย รอยแตกขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตรอาจเป็นเพียงการหดตัวของวัสดุก่อสร้างตามอายุการใช้งาน แต่รอยแตกที่กว้างกว่า 5 มิลลิเมตรขึ้นไปควรได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว นอกจากนี้ควรสังเกตการขยายตัวของรอยแตก โดยอาจใช้วิธีทำเครื่องหมายที่ปลายรอยแตกและติดตามดูว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่ การตรวจสอบเบื้องต้นสามารถทำได้โดยใช้ไม้บรรทัดวัดความกว้างของรอยแตก และถ่ายภาพเก็บไว้เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในอนาคต หากพบว่ารอยแตกมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้างหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างโดยเร็วที่สุด ประตูและหน้าต่างติดขัด: ปัญหาที่มากกว่าเรื่องบานพับ เมื่อประตูหรือหน้าต่างในบ้านเริ่มปิด-เปิดได้ยาก หลายคนมักคิดว่าเป็นเพียงปัญหาบานพับหรือกลไกเปิด-ปิดเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้าน การที่ประตูหรือหน้าต่างติดขัด ปิดไม่สนิท หรือเปิดเองโดยไม่ได้ล็อค มักเกิดจากกรอบประตูหรือหน้าต่างเสียรูปทรง ซึ่งเป็นผลจากการเคลื่อนตัวของโครงสร้างบ้าน สาเหตุหลักมาจากฐานรากที่ทรุดตัวไม่เท่ากัน หรือการบิดตัวของโครงสร้างไม้เนื่องจากความชื้นหรือปลวก วิธีตรวจสอบอย่างง่ายคือการใช้ระดับน้ำวัดความสมดุลของกรอบประตูและหน้าต่าง หากพบว่ากรอบเอียงทั้งที่เคยตั้งตรง นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง โดยเฉพาะหากปัญหานี้เกิดขึ้นกับประตูหรือหน้าต่างหลายบานพร้อมกัน นอกจากนี้ ควรสังเกตช่องว่างระหว่างประตูกับกรอบประตู หากมีช่องว่างที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น ด้านบนกว้างกว่าด้านล่าง หรือด้านหนึ่งกว้างกว่าอีกด้านหนึ่งมาก นั่นแสดงว่ากรอบประตูกำลังเสียรูปทรงเนื่องจากการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง [...]

12/3/2568 • โดย Homeday
องค์ประกอบหลักของโครงสร้างบ้านที่ต้องตรวจสอบ รากฐานและพื้นดิน รากฐานถือเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงของบ้าน การตรวจสอบรากฐานอย่างละเอียดช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นักประเมินมืออาชีพจะให้ความสำคัญกับสัญญาณต่อไปนี้: รอยแตกร้าวบริเวณพื้นและผนัง การทรุดตัวของพื้นบ้าน น้ำขังหรือความชื้นรอบฐานราก รอยแตกที่มีขนาดเกิน 3 มิลลิเมตร โครงสร้างหลัก โครงสร้างหลักของบ้านประกอบด้วยเสา คาน และผนัง ซึ่งต้องมีความแข็งแรงและทนทาน การตรวจสอบควรครอบคลุมประเด็นดังนี้: สภาพของเสาและคานหลัก ความเรียบร้อยของผนังก่อ การยึดเกาะระหว่างโครงสร้าง สัญญาณการผุกร่อนหรือความเสียหาย หลังคาและระบบกันซึม หลังคาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ปกป้องบ้านจากสภาพอากาศ การตรวจสอบควรให้ความสนใจ: สภาพของวัสดุมุงหลังคา ระบบระบายน้ำบนหลังคา รอยรั่วซึม สภาพของโครงหลังคา เครื่องมือและเทคนิคการตรวจสอบ เครื่องมือพื้นฐาน นักตรวจสอบมืออาชีพจะใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เช่น: เครื่องวัดความชื้น กล้องถ่ายภาพความร้อน เครื่องตรวจจับโครงสร้าง เครื่องวัดรอยแตกร้าว เทคนิคการตรวจสอบเชิงลึก การใช้อุปกรณ์ตรวจจับโครงสร้างด้วยคลื่นเสียง การถ่ายภาพด้วยกล้องอินฟราเรด การทดสอบความแข็งแรงของวัสดุ ระยะเวลาในการตรวจสอบ ช่วงเวลาที่เหมาะสม ทุก 3-5 ปี สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป ทุก 1-2 ปี สำหรับบ้านเก่าหรือมีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี หลังเกิดภัยธรรมชาติรุนแรง เช่น แผ่นดินไหว [...]

23/6/2565 • โดย Homeday
ต้นกันเกรา ต้นไม้ขนาดใหญ่ใบหนาแน่น ให้ร่มเงา รากไม่ชอนไช มีดอกสีสันสวยงามและส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ “ต้นกันเกรา” จึงนิยมปลูกประดับบ้านและสวนเพื่อความสวยงาม รื่มรื่
