กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
ผลการค้นหาสำหรับ "สุขภาพจิต" พบทั้งหมด 50 บทความ

7/4/2568 • โดย Homeday
การมีต้นหญ้าแมวในบ้านเป็นทางเลือกที่หลายคนอาจมองข้าม แต่สำหรับผู้ที่เลี้ยงแมวแล้ว ต้นหญ้าชนิดนี้อาจเป็นส่วนเติมเต็มสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับประโยชน์ของต้นหญ้าแมว วิธีการปลูกและดูแลรักษา รวมถึงการเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมในบ้านเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากพืชชนิดนี้ ประโยชน์ของต้นหญ้าแมวที่มีต่อสุขภาพของแมว ต้นหญ้าแมว หรือที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Nepeta cataria เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของแมวมากกว่าที่หลายคนคิด การปลูกต้นหญ้าแมวไว้ในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์หลายประการต่อสัตว์เลี้ยงของเรา ประการแรก ต้นหญ้าแมวช่วยในระบบย่อยอาหารของแมว ธรรมชาติของแมวนั้นจะกินหญ้าเพื่อช่วยในการขับก้อนขนที่สะสมในกระเพาะอาหาร เมื่อแมวเลียขนตัวเอง ขนจะเข้าไปสะสมในกระเพาะและลำไส้ การกินหญ้าแมวจะช่วยกระตุ้นการอาเจียนเพื่อขับก้อนขนออกมา ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ช่วยป้องกันการอุดตันในระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ ต้นหญ้าแมวยังมีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการปวดท้องและช่วยระบายท้องได้อีกด้วย สารเคมีในต้นหญ้าแมวมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ซึ่งช่วยให้แมวถ่ายได้สะดวกขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมวที่อาศัยอยู่ในบ้านตลอดเวลาและไม่มีโอกาสได้กินหญ้าตามธรรมชาติ ที่สำคัญ ต้นหญ้าแมวยังช่วยในเรื่องสุขภาพจิตของแมว สารเนเปตาแลคโตน (Nepetalactone) ในต้นหญ้าแมวมีผลต่อระบบประสาทของแมว ทำให้เกิดอาการตื่นเต้น กระตุ้นการเล่น และช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้กับแมว โดยเฉพาะแมวที่อยู่ในบ้านที่มักมีความเครียดสะสมจากการอยู่ในพื้นที่จำกัด การเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับปลูกต้นหญ้าแมวในบ้าน การเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการปลูกต้นหญ้าแมวในบ้านเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าต้นหญ้าของเราจะเติบโตได้ดีแค่ไหน และแมวของเราจะเข้าถึงได้สะดวกเพียงใด ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงทั้งความต้องการของพืชและพฤติกรรมของแมว ต้นหญ้าแมวเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดส่องถึงพอสมควร ดังนั้น ตำแหน่งที่เหมาะสมควรเป็นบริเวณที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงต่อวัน เช่น ใกล้หน้าต่างทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ที่มีแสงอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย แต่ไม่ควรเป็นตำแหน่งที่มีแสงแดดจัดส่องตลอดวัน เพราะอาจทำให้ใบเหี่ยวหรือไหม้ได้ ในขณะเดียวกัน [...]

7/4/2568 • โดย Homeday
การดูแลสัตว์เลี้ยงในที่อยู่อาศัยยุคใหม่นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของการจัดพื้นที่ให้เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของสัตว์เลี้ยงอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความกลัวการพลัดพรากที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยงหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือแมว อาการนี้สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทั้งสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ ทำให้เกิดปัญหาในการอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านหรือคอนโดมิเนียม บทความนี้จะแนะนำวิธีช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่มีอาการกลัวการพลัดพราก เพื่อให้การอยู่อาศัยร่วมกันในพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุข ทำความเข้าใจอาการกลัวการพลัดพรากในสัตว์เลี้ยง อาการกลัวการพลัดพราก (Separation Anxiety) เป็นความผิดปกติทางพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขและแมว อาการนี้เกิดขึ้นเมื่อสัตว์เลี้ยงรู้สึกเครียดและวิตกกังวลอย่างรุนแรงเมื่อต้องแยกจากเจ้าของหรือคนที่มีความผูกพัน สัตว์เลี้ยงที่มีอาการนี้มักแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหาเมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เช่น การเห่าหรือร้องไห้อย่างต่อเนื่อง การทำลายข้าวของ การขับถ่ายผิดที่ หรือแม้กระทั่งการทำร้ายตัวเอง สาเหตุของอาการกลัวการพลัดพรากมีหลายประการ อาจเกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กของสัตว์เลี้ยง เช่น การถูกพรากจากแม่เร็วเกินไป การเปลี่ยนบ้านหรือเจ้าของบ่อยครั้ง หรือเคยมีประสบการณ์ถูกทอดทิ้ง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน เช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนแปลงตารางเวลาการทำงานของเจ้าของ หรือการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการนี้ได้ การสังเกตอาการกลัวการพลัดพรากในสัตว์เลี้ยงมีความสำคัญเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เจ้าของควรสังเกตพฤติกรรมผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่สัตว์เลี้ยงถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว หรือเริ่มแสดงอาการกระวนกระวายเมื่อเห็นสัญญาณว่าเจ้าของกำลังจะออกจากบ้าน เช่น การหยิบกุญแจหรือการเปลี่ยนเสื้อผ้า กลยุทธ์การรับมือกับอาการกลัวการพลัดพรากในสัตว์เลี้ยง การฝึกให้สัตว์เลี้ยงคุ้นเคยกับการอยู่ตามลำพัง การฝึกให้สัตว์เลี้ยงเรียนรู้ว่าการอยู่ตามลำพังไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การฝึกควรเริ่มจากการแยกตัวจากสัตว์เลี้ยงในระยะเวลาสั้นๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นด้วยการออกจากห้องเพียงไม่กี่นาทีแล้วกลับมา โดยไม่ทำให้การจากไปและการกลับมาเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อไม่ให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ การใช้ของเล่นหรืออุปกรณ์ที่มีอาหารซ่อนอยู่ภายใน (Interactive toys) เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สัตว์เลี้ยงสนใจกับกิจกรรมแทนที่จะกังวลกับการจากไปของเจ้าของ ของเล่นประเภทนี้จะทำให้สัตว์เลี้ยงต้องใช้ความพยายามในการเข้าถึงอาหาร ซึ่งช่วยกระตุ้นสมองและคลายความเครียดได้ดี นอกจากนี้ [...]

7/4/2568 • โดย Homeday
การเลี้ยงสุนัขในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการให้อาหารและที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพกายและใจของสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราด้วย หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่เจ้าของบ้านยุคใหม่ต้องไม่มองข้ามคือการพาสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด การพาสุนัขออกไปสัมผัสโลกภายนอกไม่เพียงช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่ยังสร้างความสมดุลทางจิตใจ ลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคุณกับสุนัขอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการพาสุนัขไปเดินเล่นนอกบ้าน และวิธีการที่จะทำให้กิจกรรมนี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งตัวสุนัขและตัวคุณเอง ประโยชน์ทางกายภาพที่สุนัขได้รับจากการเดินเล่นนอกบ้าน การพาสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพร่างกายของสุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองที่พื้นที่อยู่อาศัยมักจำกัด ทำให้สุนัขไม่ได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่ การเดินเล่นในที่โล่งช่วยให้สุนัขได้เคลื่อนไหวร่างกาย เผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ซึ่งเป็นการป้องกันปัญหาโรคอ้วนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสัตว์เลี้ยงยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ การเดินเล่นยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีเชื้อจุลินทรีย์หลากหลายชนิดช่วยให้ร่างกายของสุนัขได้พัฒนาภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้และโรคติดเชื้อต่างๆ สำหรับสุนัขที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะทาง เช่น โรคข้อเสื่อม การเดินออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ในสุนัขสูงอายุ การเดินเล่นเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมที่จะช่วยรักษาน้ำหนักตัว เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และชะลอความเสื่อมของร่างกาย การสังเกตได้ว่าสุนัขที่ได้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอมักจะมีรูปร่างที่ได้สัดส่วน ขนเป็นเงางาม ผิวหนังแข็งแรง และมีพลังงานที่เหมาะสมกับวัยและสายพันธุ์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงสุขภาพที่ดีโดยรวม ประโยชน์ทางจิตใจและพฤติกรรมของสุนัขจากการเดินเล่นนอกบ้าน ไม่เพียงแต่ประโยชน์ทางกายภาพเท่านั้น การพาสุนัขไปเดินเล่นนอกบ้านยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจและพฤติกรรมของสุนัขอย่างมาก สุนัขเป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและสัตว์อื่นๆ การได้ออกไปสำรวจโลกภายนอกตอบสนองต่อสัญชาตญาณการสำรวจตามธรรมชาติของสุนัข ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกจำกัดพื้นที่อยู่แต่ในบ้าน สุนัขที่ไม่ได้ปลดปล่อยพลังงานอย่างเพียงพอมักจะแสดงออกถึงความเครียดและความไม่พอใจผ่านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเห่าเสียงดังไม่หยุด การกัดแทะสิ่งของในบ้าน การขุดคุ้ย หรือแม้แต่การก้าวร้าวต่อเจ้าของและสัตว์อื่น การพาสุนัขออกไปเดินเล่นและออกกำลังกายอย่างเพียงพอช่วยลดปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเดินเล่นนอกบ้านยังเป็นโอกาสให้สุนัขได้พบเจอกับสภาพแวดล้อม [...]

4/4/2568 • โดย Homeday
การซื้อบ้านเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิตที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่หลายครั้งเรามักให้ความสำคัญกับตัวบ้าน ราคา หรือการออกแบบภายใน จนลืมพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว นั่นคือ “สภาพแวดล้อมรอบบ้าน” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ หลังจากตัดสินใจซื้อบ้านไปแล้ว การดูสภาพแวดล้อมก่อนซื้อบ้านมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีไม่เพียงส่งผลต่อความสุขในการอยู่อาศัย แต่ยังส่งผลต่อมูลค่าของทรัพย์สินในอนาคต รวมไปถึงสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่มักถูกมองข้าม และจุดสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน มลภาวะและคุณภาพอากาศ – ปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว มลภาวะและคุณภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นหรือพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงานอุตสาหกรรม การอาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากมลพิษทางอากาศแล้ว มลพิษทางเสียงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม บ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้สนามบิน หรือสถานีรถไฟ อาจประสบปัญหาเสียงรบกวนตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับและสุขภาพจิตในระยะยาว การศึกษาหลายชิ้นพบว่า การอาศัยในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาด้านความจำ การประเมินคุณภาพอากาศในพื้นที่ที่สนใจซื้อบ้านสามารถทำได้โดยสังเกตสภาพแวดล้อมในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่ ปริมาณฝุ่นละออง กลิ่น และความทึบของอากาศ นอกจากนี้ ผู้ซื้อบ้านควรสอบถามข้อมูลจากชุมชนหรือผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นเกี่ยวกับปัญหามลพิษที่อาจเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาหรือบางฤดูกาล การเลือกพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศดีไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว แต่ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและอุปกรณ์ฟอกอากาศที่อาจต้องลงทุนเพิ่มเติมหากอาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง ดังนั้น การพิจารณาปัจจัยด้านมลภาวะและคุณภาพอากาศจึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ – การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ภัยธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อบ้านควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม [...]

2/4/2568 • โดย Homeday
ความสวยไม่ใช่แค่พรสวรรค์ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนพัฒนาได้ด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตัวเองจากภายในอย่างการปรับโภชนาการ การออกกำลังกาย หรือการดูแลตัวเองจากภายนอก เช่น การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา การแต่งหน้า บทความนี้จึงจะมาแนะนำ 5 วิธีทำให้ตัวเองสวยขึ้นที่ทำได้จริงและเห็นผลชัดเจน ทำไมใครๆ ก็อยากสวยขึ้น? การดูแลตัวเองให้สวยช่วยเพิ่มความมั่นใจและส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้ เมื่อเรารู้สึกดีกับตัวเอง ชีวิตประจำวันก็จะมีความสุขมากขึ้น แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะสร้างมาตรฐานความงามที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกกดดัน แต่ความสวยที่แท้จริงนั้นไม่ได้จำกัดแค่เรื่องหน้าตาภายนอก แต่ยังรวมถึงบุคลิกภาพ การดูแลตัวเอง และความมั่นใจด้วย เพราะการดูแลตัวเองคือการแสดงความรักต่อร่างกาย ไม่ใช่การพยายามเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา 5 วิธีทำอย่างไรให้ตัวเองสวยขึ้น การทำให้ตัวเองสวยขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงเริ่มจากการดูแลตัวเองทั้งภายในและภายนอก เราลองมาดู 5 วิธีทำให้ตัวเองสวยขึ้นง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ และเห็นผลจริงกัน 1. ปรับโภชนาการเพื่อผิวสวยและสุขภาพดี พื้นฐานของความสวยเริ่มต้นจากภายใน อาหารที่เรารับประทานส่งผลโดยตรงต่อผิวพรรณและสุขภาพโดยรวม ดังนั้น การปรับโภชนาการก็คือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุด ตัวอย่างอาหารที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งขึ้น เช่น ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ถั่วและเมล็ดพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายจากแสงแดด และอโวคาโดกับน้ำมันมะกอกที่ให้ไขมันดี ช่วยบำรุงผิว นอกจากนี้ การดื่มน้ำให้เพียงพอ (8-10 แก้วต่อวัน) จะช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกายและรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ [...]

2/4/2568 • โดย Homeday
นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมงานเสวนาเชิงนโยบาย “การสร้างความร่วมมือเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศอย่างยั่งยืน” ในการประชุมระดับชาติ : สุขภาวะของคนข้ามเพศ (ข้ามเพศมีสุข) ครั้งที่ 2 พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนแวนชั่น กทม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 โอกาสนี้ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเพื่อส่งเสริมสุขภาพประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการส่งเสริมสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ถือเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย จึงได้ดำเนินงานผ่านกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพให้แก่กลุ่มคน LGBTQ+ โดยมุ่งเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์ รอบรู้เรื่องฮอร์โมน การรักษาพยาบาลและการจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเข้ามาบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์ให้กับกลุ่ม LGBTQ+ ทั้งนี้ในปี 2568 กรมอนามัย ได้จัดทำชุดความรู้ส่งเสริมสุขภาพให้แก่กลุ่มคน LGBTQ+ หรือ ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งจะเป็นข้อมูลองค์ความรู้ที่จะช่วยให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง [...]

2/4/2568 • โดย Homeday
เคทีซีหนุนคาเฟ่คอนเซ็ปท์เก๋ “อโศก เพ็ทเฮ้าส์” คาเฟ่แมวจรที่ช่วยเหลือและหาบ้านให้แมวไร้บ้าน มอบสิทธิพิเศษให้ทาสแมวและสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีได้ใช้เวลาในร้านกาแฟกับเครื่องดื่มและเบเกอรี่ถูกใจ ผ่อนคลายฮีลใจไปกับแมวสวยหล่ออดีตแมวจรหลายสายพันธุ์ ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี พร้อมเปิดรับการสนับสนุนช่วยเหลือแมวจร ให้กับศูนย์พักพึง “Paws Bangkok” นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีมีพันธมิตรร้านค้าที่เป็นคาเฟ่กว่า 120 ร้านค้า และมองเห็นเทรนด์การเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการประสบการณ์และบรรยากาศที่มากกว่าแค่กาแฟและเครื่องดื่มดีๆ ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ที่ตอบโจทย์สายถ่ายภาพ คาเฟ่ที่เป็นพื้นที่ทำงาน หรือคาเฟ่สายสุขภาพ การขยายตัวของกลุ่มธุรกิจคาเฟ่เพิ่มสูงขึ้น และเน้นสร้างความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น คาเฟ่สัตว์เลี้ยงเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเปิดพื้นที่เติมเต็มความสุขและลดความเครียดให้กับคนเมืองแบบไม่ผูกมัด อีกทั้งกระแสของคนรักแมวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เคทีซีจึงได้ร่วมมือกับอโศก เพ็ทเฮ้าส์ มอบสิทธิพิเศษเพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเคทีซีได้ผ่อนคลายและเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีผ่านสายสัมพันธ์กับน้องแมวในบรรยากาศสบายๆ อีกทั้งยังสามารถร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือแมวจรได้อีกด้วย สำหรับสมาชิกที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี รับฟรี JIGGLY CAT PUDDING (พุดดิงเด้งดึ๋งรูปแมว) 1 ที่ มูลค่า 120 บาท เมื่อสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มครบ 450 บาท ขึ้นไปต่อเซลส์สลิป ระหว่างวันที่ [...]

1/4/2568 • โดย Homeday
ทุกวันนี้ คำว่า “ซึมเศร้า” “แพนิค” และ “วิตกกังวล” ถูกพูดถึงกันมากขึ้น แต่หลายคนยังแยกไม่ออกว่าตัวเอง หรือคนใกล้ชิด กำลังเผชิญกับอาการแบบไหนกันแน่ อาการทั้ง 3 แบบนี้ แม้จะมีความคล้ายคลึงในเรื่องความเครียดและภาวะอารมณ์ แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน และต้องการแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสม วันนี้โรงพยาบาลสุขภาพจิต BMHH ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับอาการทั้ง 3 ให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ โรคซึมเศร้า (Depression) สัญญาณสำคัญ: รู้สึกเศร้า เบื่อหน่าย สิ้นหวัง ต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ นอนมากไป หรือนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือกินมากผิดปกติ รู้สึกผิด คิดว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร บางคนอาจมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรืออยากจบชีวิต แนวทางการรักษา: การพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัย รักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้าตามอาการ จิตบำบัด และการปรับมุมมองความคิด (CBT) การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (dTMS) หรือการรักษาด้วยไฟฟ้า (ECT) โรคแพนิค (Panic Disorder) สัญญาณสำคัญ: มีอาการ “ตื่นตระหนกเฉียบพลัน” โดยไม่รู้สาเหตุ ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มือเท้าชา หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม รู้สึกเหมือนกำลังจะตายหรือกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ [...]

24/3/2568 • โดย Homeday
ใครบ้างคะ…ที่ช่วงนี้กำลังอินกับพระเอกหนุ่มใหญ่ซีรีส์เกาหลี แม้อายุจะเข้าเลข 4 แต่ก็ยังหล่อโอปป้า ทำสาวไทยใจละลายโดนตกกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่สาวไหนที่กำลังจะใกล้หลักสี่ อย่างพึ่งน้อยใจ สาวๆ วัยนี้ก็ดูดีได้ไม่แพ้กัน ความลับของการดูอ่อนกว่าวัยไม่ได้อยู่ที่ยาวิเศษ หรือการศัลยกรรม แต่อยู่ที่การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอค่ะ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) มาบอกคู่มือดูแลตัวเองในวัย 40 ว่า วัยนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณที่เริ่มมีริ้วรอย เมแทบอลิซึมที่ช้าลง และฮอร์โมนที่เริ่มแปรปรวน ดังนั้นถ้าอยากดูอ่อนกว่าวัย ต้องดูแลตั้งแต่ผิวพรรณ การปรับอาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพจิตใจ 1.ใส่ใจเรื่องการบำรุงผิว ผู้หญิงวัย 40 ต้องการบำรุงผิวมากขึ้น เนื่องจากผิวสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น ส่งผลให้เกิดริ้วรอยความหย่อนคล้อยได้ง่าย คุณหมอแนะนำดังนี้ ใช้ครีมกันแดดทุกวัน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA+++ [...]
