
9/4/2568 • โดย Homeday
การเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยในเมือง ด้วยความสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางที่ครบครัน และทำเลที่ตั้งที่ใกล้กับระบบขนส่งสาธารณะ แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ห้องชุดชั้นไหนปลอดภัยที่สุด?” การตัดสินใจเลือกชั้นที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละชั้นมีข้อดีและข้อควรพิจารณาที่แตกต่างกัน บทความนี้จะแนะนำข้อมูลที่จำเป็นเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกชั้นที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณ ปัจจัยด้านความปลอดภัยในการเลือกชั้นคอนโดมิเนียม ความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในอาคารสูง แต่ละชั้นมีความเสี่ยงและข้อดีด้านความปลอดภัยที่แตกต่างกัน ชั้นล่าง: ข้อดีและข้อควรระวัง ชั้นล่างของคอนโดมิเนียม (ชั้น 1-5) มีข้อดีด้านการเข้าถึงที่สะดวก การอพยพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทำได้รวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องลิฟต์ขัดข้อง และเหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม ชั้นล่างโดยเฉพาะชั้น 1-2 มีความเสี่ยงด้านการโจรกรรมสูงกว่า เนื่องจากผู้บุกรุกสามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านทางหน้าต่างหรือระเบียง มักมีเสียงรบกวนจากถนนและพื้นที่ส่วนกลาง และอาจพบปัญหาเรื่องแมลงและสัตว์ต่างๆ เข้ามาในห้องได้ง่าย การเลือกห้องชั้นล่างควรให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ เช่น การมีระบบกล้องวงจรปิด การควบคุมการเข้า-ออก และการมียามรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ควรเลือกห้องที่ไม่อยู่ติดกับทางเข้า-ออกหลักหรือลานจอดรถ เพื่อลดความเสี่ยงและเสียงรบกวน ชั้นกลาง: ความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและความสะดวก ชั้นกลางของคอนโดมิเนียม (ชั้น 6-15) มักเป็นชั้นที่ให้ความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ด้วยความสูงที่พอเหมาะทำให้ลดความเสี่ยงจากการโจรกรรมผ่านทางหน้าต่างหรือระเบียง แต่ยังสามารถอพยพได้ค่อนข้างสะดวกในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ หรือลิฟต์ขัดข้อง ชั้นกลางยังมีข้อดีเรื่องมลภาวะทางเสียงและอากาศ เนื่องจากอยู่ห่างจากถนนพอสมควร ทำให้ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองและเสียงรบกวนน้อยกว่าชั้นล่าง ในขณะเดียวกัน [...]

12/3/2568 • โดย Homeday
การเลือกทำเลบ้านใกล้โรงเรียนเป็นการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลาน การเลือกทำเลที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย บทความนี้จะแนะนำแนวทางการเลือกทำเลบ้านใกล้โรงเรียนอย่างที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ ความสำคัญของการเลือกทำเลบ้านใกล้โรงเรียน การเลือกทำเลบ้านใกล้โรงเรียนมีความสำคัญมากกว่าที่คุณคิด สภาพแวดล้อมรอบโรงเรียนจะส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของบุตรหลาน ทำเลที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ยังช่วยสร้างความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้กับทั้งพ่อแม่และเด็ก การวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยให้คุณเลือกทำเลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครอบครัว ปัจจัยหลักในการพิจารณาทำเลบ้านใกล้โรงเรียน ระยะทางและเส้นทางการเดินทาง ระยะทางระหว่างบ้านและโรงเรียนเป็นปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณา ระยะทางที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง 1-3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ปลอดภัยและไม่สร้างความเหนื่อยล้าแก่เด็ก การสำรวจเส้นทางการเดินทางมีความสำคัญ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สภาพการจราจร และสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างทาง เช่น ทางเท้า สัญญาณไฟจราจร และการมีเขตโรงเรียนที่ชัดเจน คุณภาพและชื่อเสียงของโรงเรียน การตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเป็นสิ่งจำเป็น พิจารณาจากผลการสอบ คุณภาพครู หลักสูตร กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และความสำเร็จของศิษย์เก่า โรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ดีให้กับบุตรหลาน นอกจากนี้ ควรสำรวจสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน ความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนการสอน และบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ความปลอดภัยของย่านที่ตั้งโรงเรียน ความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบโรงเรียนว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ พิจารณาจากสถิติอาชญากรรม การจราจร และระบบรักษาความปลอดภัย ควรเลือกย่านที่มีความสงบ มีชุมชนเข้มแข็ง และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี การสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น กลยุทธ์การเลือกทำเลบ้านใกล้โรงเรียน การวางแผนระยะยาว การเลือกทำเลบ้านใกล้โรงเรียนต้องคำนึงถึงการวางแผนระยะยาว ไม่เพียงแต่โรงเรียนระดับประถม แต่ยังรวมถึงโอกาสการศึกษาในระดับมัธยมและอุดมศึกษา พิจารณาแนวโน้มการพัฒนาของพื้นที่ คุณภาพโรงเรียนในละแวกใกล้เคียง และศักยภาพของย่านในการรองรับการเติบโตทางการศึกษา [...]

20/2/2568 • โดย Homeday
การต้องออกจากบ้านและทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ตามลำพังเป็นสถานการณ์ที่หลายคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน ท่องเที่ยว หรือธุระต่างๆ บทความนี้จะแนะนำวิธีการจัดการและเตรียมความพร้อมเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณปลอดภัยและมีความสุขแม้จะอยู่บ้านเพียงลำพัง การเตรียมความพร้อมก่อนออกจากบ้าน การวางแผนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลสัตว์เลี้ยงที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว เริ่มจากการจัดเตรียมอาหารและน้ำให้เพียงพอ โดยคำนวณปริมาณอาหารให้มากกว่าระยะเวลาที่จะไม่อยู่บ้านประมาณ 1-2 วัน เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินที่อาจต้องกลับบ้านช้ากว่ากำหนด สำหรับภาชนะใส่น้ำ ควรเตรียมหลายจุดในบ้าน และมีปริมาณมากพอ หากเป็นไปได้ควรใช้ที่ให้น้ำอัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงจะมีน้ำสะอาดดื่มตลอดเวลา นอกจากนี้ ควรจัดเตรียมพื้นที่สำหรับขับถ่ายให้เหมาะสม เช่น กระบะทราย หรือแผ่นรองซับ การจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ต้องตรวจสอบและจัดการสิ่งที่อาจเป็นอันตราย เช่น สายไฟที่อาจถูกกัด ของมีคม สารเคมี หรือต้นไม้ที่เป็นพิษ ปิดประตูห้องที่ไม่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงเข้า และตรวจสอบว่าหน้าต่างปิดสนิท ควรจัดพื้นที่พักผ่อนที่สบายและปลอดภัย มีที่หลบซ่อนตัวเมื่อรู้สึกกังวล และมีของเล่นที่ปลอดภัยไว้ให้คลายเครียด อุณหภูมิในบ้านควรเหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป การติดตั้งระบบเฝ้าระวังและติดตาม เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้การดูแลสัตว์เลี้ยงง่ายขึ้น การติดตั้งกล้องวงจรปิดที่สามารถดูผ่านมือถือได้ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบสภาพและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงได้ตลอดเวลา บางรุ่นมีระบบสื่อสารสองทางที่ช่วยให้เราพูดคุยกับสัตว์เลี้ยงได้ นอกจากนี้ ควรติดตั้งระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับควัน หรือระบบรักษาความปลอดภัยที่แจ้งเตือนผ่านมือถือ เพื่อรับทราบเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมแผนฉุกเฉิน ควรมีแผนสำรองกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เตรียมรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์สัตวแพทย์ใกล้บ้าน เพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้ หรือบริการดูแลสัตว์เลี้ยงฉุกเฉิน ติดป้ายข้อมูลสำคัญไว้ในที่เห็นได้ชัด เช่น อาการแพ้ โรคประจำตัว [...]

17/9/2568 • โดย Homeday
LIV-24 มองโอกาส SMEs ไทยยุคใหม่แข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยี ออกแบบโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดเข้าถึงได้ ด้วยงบประมาณเริ่มต้นที่จับต้องได้ ช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจ ขณะเดียวกันช่วยลดต้นทุนได้ถึง 20-40% ส่งเทคโนโลยี AI และ IoT ดันธุรกิจการค้าและภาคอุตสาหกรรม ชูโซลูชันเพื่อโรงงานและคลังสินค้า เสริมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการกระจายสินค้า ล่าสุดขยายวิสัยทัศน์ ร่วมมือภาครัฐ: การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำร่องใช้ Smart Tech ในนิคมอุตสาหกรรมทั่วไทย ภายหลังการตั้งเป้าบุกภาคอุตสาหกรรมเต็มตัว บริษัท ลิฟ-24 จำกัด ขยายความเติบโตด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายราย เพื่อผลักดันให้เทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าถึงผู้ประกอบการได้มากที่สุด ผ่านแนวคิดการเติบโตที่ยั่งยืน และการสร้าง Eco System ที่ช่วยให้ธุรกิจไม่ว่าขนาดเล็ก กลาง หรือ ใหญ่ ก็สามารถแข่งขันได้ทั้งในไทยและตลาดโลก โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจยุคใหม่เติบโตและแข่งขันในตลาดได้ หนีไม่พ้นเรื่องการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ความปลอดภัย กระบวนการผลิต กระบวนการทำงาน รวมถึง การเก็บ [...]

28/3/2568 • โดย Homeday
การเลือกซื้อบ้านเป็นการตัดสินใจที่สำคัญยิ่งในชีวิต การพิจารณาทำเลที่ตั้งใกล้ร้านค้าและร้านขายยามีทั้งข้อดีและข้อควรระวังที่ผู้ซื้อควรทราบอย่างถ่องแท้ 1. ความสะดวกในการเดินทางและจับจ่ายใช้สอย การมีบ้านใกล้ร้านค้าและร้านขายยาถือเป็นจุดแข็งสำคัญ ลดระยะเวลาในการเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่ายและพลังงาน สามารถเดินหรือใช้จักรยานไปยังแหล่งอำนวยความสะดวกได้อย่างง่ายดาย การเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคและยาจำเป็นเป็นไปอย่างรวดเร็ว 2. ผลกระทบต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลใกล้ร้านค้าและร้านขายยามักส่งผลดีต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ โอกาสในการขายหรือให้เช่าสูงขึ้น นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์มักให้ความสนใจพื้นที่ที่มีความสะดวกสบายและการเข้าถึงง่าย 3. เสียงและการจราจร ความใกล้ชิดกับร้านค้าอาจนำมาซึ่งปัญหาเสียงรบกวนและการจราจรที่หนาแน่น ช่วงเวลาเร่งด่วนหรือวันหยุดอาจมีปริมาณรถยนต์และผู้คนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความสงบสุขของบ้าน 4. ความปลอดภัย การประเมินระดับความปลอดภัยบริเวณใกล้ร้านค้าเป็นสิ่งสำคัญ พื้นที่พลุกพล่านอาจดึงดูดอาชญากรรมได้มากขึ้น ควรสำรวจสภาพแวดล้อมในเวลากลางวันและกลางคืน สังเกตระบบรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ 5. คุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อม การจราจรที่หนาแน่นและกิจกรรมเชิงพาณิชย์อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ เสียงและมลภาวะเป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึง การออกแบบบ้านที่มีระบบกรองอากาศและฉนวนกันเสียงที่ดีจะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้ 6. ระบบสาธารณูปโภค ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคเป็นปัจจัยสำคัญ การมีระบบไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ต และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน 7. การวางแผนส่วนตัวและครอบครัว พิจารณาความต้องการเฉพาะตัวของครอบครัว ระยะทางจากสถานศึกษา สถานที่ทำงาน และสถานที่สำคัญอื่นๆ มีความสำคัญไม่แพ้กัน การสำรวจและวางแผนล่วงหน้าจะช่วยตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง 8. การประเมินราคาและต้นทุน การซื้อบ้านใกล้ร้านค้าอาจมีราคาสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป ควรคำนวณงบประมาณและเปรียบเทียบราคาอย่างรอบคอบ พิจารณาความคุ้มค่าในระยะยาว 9. แนวโน้มการพัฒนาพื้นที่ สำรวจแผนการพัฒนาพื้นที่ในอนาคต การขยายตัวของชุมชนและโครงการพัฒนาต่างๆ อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าและคุณภาพชีวิต [...]

16/4/2568 • โดย Homeday
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD เปิดเผยมุมมองล่าสุดเกี่ยวกับการเรียนรู้สำหรับ ‘ผู้ใหญ่ใกล้เกษียณ’ โดยระบุว่า ขณะนี้ประเด็นที่ตนให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือการให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงวัยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในช่วงบั้นปลายชีวิตอย่างจริงจัง ด้วยเหตุว่า สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในบั้นปลายชีวิตของคนแก่ อาจเป็นเพียงบ้านหลังหนึ่ง การมีชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น แต่ถ้าไม่มีแผนจัดการ ก็อาจกลายเป็นภาระทั้งต่อตัวเองและลูกหลาน ดร.ทวารัฐ ยกตัวอย่างจากประเทศตะวันตก ที่มีการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง Reverse Mortgage หรือ ‘สินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบย้อนกลับ’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยจำนองบ้านกับธนาคาร แลกกับรายได้ประจำ โดยยังคงสิทธิในการอยู่อาศัยได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือรอเงินเดือนจากคนในครอบครัว ดร.ทวารัฐ ยังกล่าวถึงอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ ‘การเรียนรู้เรื่องมรดก’ โดยเน้นว่าการแบ่งสมบัติ ควรเริ่มแบ่งตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ และควรแบ่งอย่างมีสติ ไม่ใช่มอบให้ลูกหลานทั้งหมด แต่เผื่อไว้เพื่อการดูแลตนเองในยามชรา พร้อมย้ำว่า ‘การให้โดยไม่มีแผน‘ อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ลูกหลานแทนที่จะเป็นการส่งเสริม นอกจากนี้ สังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ สังคมผู้สูงอายุเดี่ยว อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ค่านิยมแบบครอบครัวแน่นแฟ้นอาจเปลี่ยนไป คนรุ่นหลังอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอในการดูแลผู้สูงวัย หากไม่มีระบบสนับสนุนหรือความเข้าใจที่ดี “ความผูกพันในครอบครัวเป็นเรื่องงดงาม แต่ในโลกยุคใหม่ หากพ่อแม่ไม่เตรียมตัวไว้ก่อน ลูกหลานก็อาจไม่มีแรงพอจะดูแลได้เต็มที่ ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ จิตใจ ความปลอดภัย การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม [...]

28/3/2568 • โดย Homeday
ปัจจุบันการใช้แบตเตอรี่สำรองไฟบ้านกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะในยุคที่ราคาไฟฟ้ามีความผันผวนและปัญหาไฟดับมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น การเลือกแบตเตอรี่สำรองไฟที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 1. ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าในบ้าน การเลือกแบตเตอรี่สำรองไฟเริ่มต้นจากการสำรวจปริมาณการใช้ไฟฟ้าในบ้าน ต้องคำนวณอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องใช้งานขณะไฟดับ เช่น ตู้เย็น โมเด็ม เราเตอร์ หลอดไฟ และอุปกรณ์สื่อสาร โดยให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและความปลอดภัย การคำนวณกำลังไฟที่ต้องใช้ รวบรวมรายการอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็น ตรวจสอบกำลังไฟฟ้าของแต่ละอุปกรณ์ คำนวณระยะเวลาที่ต้องการใช้งานแบตเตอรี่ 2. เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เหมาะสม ประเภทแบตเตอรี่หลัก แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ความจุสูง น้ำหนักเบา อายุการใช้งานยาวนาน แบตเตอรี่ตะกั่วกรด ราคาถูก เหมาะสำหรับการใช้งานเบื้องต้น น้ำหนักมาก แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟต ความปลอดภัยสูง อายุการใช้งานยาวนาน ประสิทธิภาพการชาร์จดี 3. พิจารณาขนาดและความจุแบตเตอรี่ การเลือกขนาดแบตเตอรี่ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ: ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ระยะเวลาที่ต้องการสำรองไฟ งบประมาณ การคำนวณความจุแบตเตอรี่ บวกเผื่อ 20-30% ของปริมาณไฟที่ใช้จริง เลือกแบตเตอรี่ที่สามารถสำรองไฟได้อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง 4. ระบบอินเวอร์เตอร์คุณภาพ ระบบอินเวอร์เตอร์เป็นหัวใจสำคัญในการแปลงกระแสไฟฟ้า มีหลักเกณฑ์การเลือก ดังนี้: ขนาดที่เหมาะสมกับกำลังไฟฟ้ารวม ประสิทธิภาพการแปลงกระแสไฟ ระบบป้องกันกระแสไฟเกิน ความเข้ากันได้กับแบตเตอรี่ [...]

6/1/2569 • โดย Homeday
ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป บริษัทบริหารจัดการชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู โดยมีแบรนด์ภายใต้การดูแล อาทิ อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) ชามา (Shama) และโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เดินหน้าสร้างหมุดหมายสำคัญด้วยความสำเร็จของโรงแรมในเครือทั้ง 10 แห่ง ที่ผ่านการรับรอง WELL Health-Safety Rating จากสถาบัน International WELL Building Institute (IWBI) องค์กรระดับโลกด้านมาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะและความปลอดภัย การได้รับการรับรองครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการให้บริการของโรงแรมและที่พักภายใต้การบริหารอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และส่งเสริมสุขภาวะของผู้เข้าพักและพนักงานทุกคน พร้อมตอกย้ำบทบาทของออนิกซ์ฯ ในฐานะ Regional Player ที่สามารถรักษาและยกระดับคุณภาพการดำเนินงานจนเป็นที่ยอมรับในหลากหลายจุดหมายปลายทางทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งด้านการบริหารจัดการ ความปลอดภัย และการดูแลสุขภาวะอย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ [...]

15/3/2568 • โดย Homeday
การพัฒนาระบบความปลอดภัยในอสังหาริมทรัพย์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ระบบ Access Card กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้พักอาศัย ความสำคัญของระบบ Access Card ในปัจจุบัน ระบบ Access Card ไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์ควบคุมการเข้าออก แต่เป็นระบบนิเวศแห่งความปลอดภัยที่ครอบคลุมและทันสมัย การควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ภายในอาคารหรือคอนโดมิเนียมได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยในปัจจุบัน ระบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้พักอาศัยด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและง่ายต่อการใช้งาน เทคโนโลยีที่ทันสมัย Access Card ใช้เทคโนโลยี RFID (Radio-Frequency Identification) ซึ่งเป็นระบบที่สามารถบันทึกและตรวจสอบข้อมูลการเข้าออกได้อย่างแม่นยำ บัตรขนาดเล็กนี้สามารถเชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัยหลักของอาคารได้โดยตรง ทำให้การควบคุมพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการทำงานที่ชาญฉลาด การทำงานของ Access Card ไม่เพียงแต่จำกัดเฉพาะการเปิด-ปิดประตู แต่ยังสามารถบันทึกข้อมูลการเข้าออก ติดตามการใช้งานพื้นที่ส่วนกลาง และสร้างบันทึกประวัติการเข้าถึงได้อย่างละเอียด ระบบนี้ช่วยให้ผู้ดูแลอาคารสามารถตรวจสอบและควบคุมความปลอดภัยได้อย่างครอบคลุม ประโยชน์ที่เหนือกว่าระบบรักษาความปลอดภัยทั่วไป การควบคุมการเข้าถึงอย่างแม่นยำ ระบบ Access Card ช่วยจำกัดการเข้าถึงพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ หรือพื้นที่จอดรถ การควบคุมนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากบุคคลภายนอกที่ไม่พึงประสงค์ ความสะดวกสบายในการใช้งาน Access Card ออกแบบมาเพื่อความง่ายและสะดวก ผู้ใช้เพียงแค่นำบัตรแตะที่เครื่องอ่าน ระบบจะทำการตรวจสอบและอนุญาตการเข้าถึงทันที [...]

14/3/2568 • โดย Homeday
เหตุใดระบบป้องกันอัคคีภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญของอาคารสูง ความปลอดภัยในอาคารสูงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม ระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการรักษาชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในอาคารขนาดใหญ่ที่มีผู้พักอาศัยหนาแน่น การออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการอพยพผู้คนออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย องค์ประกอบหลักของระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบป้องกันอัคคีภัยที่สมบูรณ์ประกอบด้วยหลายองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกัน เริ่มตั้งแต่การตรวจจับเหตุ การแจ้งเตือน และการควบคุมการลุกลามของเพลิง เครื่องตรวจจับควัน เครื่องตรวจจับความร้อน และระบบสัญญาณเตือนภัยเป็นเสมือนหัวใจหลักที่ช่วยให้ผู้พักอาศัยรับรู้เหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีล่าสุดในการป้องกันอัคคีภัย ระบบสแกนอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้นำระบบตรวจจับอัจฉริยะมาใช้ในอาคาร ด้วยเซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ระบบกล้องวงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์สามารถตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์จริง ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler) ที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ของอาคารจะทำงานทันทีเมื่อตรวจพบความร้อนสูง ช่วยควบคุมและลดการลุกลามของเพลิงได้อย่างรวดเร็ว การออกแบบเส้นทางหนีภัยที่ปลอดภัย มาตรฐานการออกแบบช่องทางฉุกเฉิน การออกแบบเส้นทางหนีภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในความปลอดภัย ประกอบด้วยบันไดหนีไฟที่กว้างเพียงพอ ทางออกฉุกเฉินที่ชัดเจน และป้ายบอกทิศทางที่สังเกตเห็นได้ง่ายแม้ในสภาวะแสงน้อย โดยต้องคำนึงถึงการเข้าถึงของผู้พิการและผู้สูงอายุด้วย การฝึกซ้อมอพยพประจำปี การฝึกซ้อมอพยพเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้พักอาศัยและเจ้าหน้าที่ต้องมีส่วนร่วม เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนและวิธีการหนีภัยที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจเส้นทางหนีภัยจะช่วยลดความตื่นตระหนกและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตหากเกิดเหตุการณ์จริง วัสดุและการก่อสร้างเพื่อความปลอดภัย วัสดุทนไฟและกันการลุกลาม การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติทนไฟเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ วัสดุบุผนัง ฝ้าเพดาน และประตูที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจะช่วยชะลอการลุกลามของเพลิง ทำให้มีเวลาในการอพยพมากขึ้น การแบ่งเขตอัคคีภัย การออกแบบให้อาคารมีการแบ่งเขตอัคคีภัย จะช่วยจำกัดพื้นที่การลุกลามของเพลิง ป้องกันไม่ให้เพลิงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เป็นการเพิ่มระยะเวลาในการอพยพและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การบำรุงรักษาระบบป้องกันอัคคีภัย การตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ระบบป้องกันอัคคีภัยจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบระบบสัญญาณเตือนภัย หัวกระจายน้ำดับเพลิง และอุปกรณ์ต่างๆ [...]

11/6/2568 • โดย Homeday
การปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีการเพาะปลูกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัดแต่ต้องการผักสะอาดและปลอดภัยสำหรับการบริโภค การปลูกผักแบบนี้ไม่เพียงแต่ประหยัดพื้นที่และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้อย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ที่ไม่มีดินเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ไฮโดรโปนิกส์คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร? ไฮโดรโปนิกส์หรือการปลูกพืชไร้ดิน คือ วิธีการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้น้ำที่ผสมกับสารละลายธาตุอาหารพืชแทน คำว่า “ไฮโดรโปนิกส์” มาจากภาษากรีก โดย “ไฮโดร” หมายถึงน้ำ และ “โปโนส” หมายถึงการทำงาน รวมกันแล้วมีความหมายว่า “การทำงานที่เกี่ยวกับน้ำ” หลักการทำงานของระบบไฮโดรโปนิกส์นั้นอาศัยการให้รากพืชสัมผัสกับสารละลายธาตุอาหารโดยตรง เมื่อรากสัมผัสกับสารละลายนี้ พืชจะสามารถดูดซึมธาตุอาหารและน้ำได้ทันที ทำให้พืชไม่ต้องใช้พลังงานในการค้นหาอาหารในดินเหมือนการปลูกแบบดั้งเดิม พลังงานที่ประหยัดได้จึงสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของส่วนต่างๆ ของพืชได้อย่างเต็มที่ ความปลอดภัยในการบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์นั้นไม่ต่างจากผักที่ปลูกในดิน เนื่องจากพืชจะดูดซึมธาตุอาหารในรูปของแร่ธาตุที่ละลายในน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในดินธรรมชาติ แม้ว่าจะใช้สารเคมีในการเตรียมสารละลายอาหาร แต่เมื่อพืชดูดซึมแล้ว สารเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค ระบบไฮโดรโปนิกส์มีกี่แบบ และแต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานอย่างไร? ระบบไฮโดรโปนิกส์สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะการให้น้ำและการจัดการสารละลายอาหาร การเลือกใช้ระบบแต่ละแบบจะขึ้นอยู่กับประเภทพืชที่ปลูก งบประมาณ และพื้นที่ที่มีอยู่ ระบบ NFT (Nutrient Film Technique) ระบบ NFT เป็นการปลูกผักโดยให้สารละลายอาหารไหลเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ หนาประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ผ่านรากพืชอย่างต่อเนื่อง สารละลายจะไหลหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ทำให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด ระบบนี้เป็นที่นิยมมากในประเทศไทยเนื่องจากให้ผลผลิตที่ดีและสามารถควบคุมการให้สารอาหารได้อย่างแม่นยำ [...]

24/6/2568 • โดย Homeday
ในยุคที่ปัญหาประชากรล้นเมืองและความกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาหารเพิ่มขึ้น การปลูกผักไว้รับประทานเองกลายเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจอย่างมาก การปลูกผักในบ้านไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังมีประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจไม่เคยคิดถึง ในบทความนี้ เราจะมาสำรวจเหตุผลสำคัญที่ทำให้การปลูกผักที่บ้านเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม คุณค่าทางโภชนาการที่เหนือกว่าจากผักสดใหม่ การปลูกผักไว้รับประทานเองช่วยให้เราได้รับคุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่าผักที่ซื้อจากตลาด ผักจะเริ่มสูญเสียวิตามินและเกลือแร่ทันทีที่ถูกเก็บเกี่ยวออกจากต้น และจะสูญเสียเพิ่มเติมระหว่างกระบวนการขนส่งและการเก็บรักษา การวิจัยพบว่าผักที่ต้องผ่านกระบวนการขนส่งระยะไกลและการแช่เย็นจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารอย่างมีนัยสำคัญ ผักที่เก็บสดใหม่จากสวนของเราเองจะมีไมโครนิวเทรียนท์หรือสารอาหารรองอย่างวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่สูงกว่า นอกจากนี้ยังมีพฤษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็งบางชนิด องค์การอนามัยโลกยังแนะนำให้บริโภคผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคเหล่านี้ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน การปลูกผักที่บ้านมีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ผักที่วางจำหน่ายในตลาดส่วนใหญ่ต้องผ่านกระบวนการขนส่งระยะไกล ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเฟื้อและพลังงานในการขนส่ง การศึกษาวิจัยพบว่าการขนส่งผักผลไม้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การปลูกผักที่บ้านช่วยลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น ลดความต้องการพลังงานในการแช่แข็งและเก็บรักษา และที่สำคัญคือลด “ฟู้ดไมลส์” หया ระยะทางที่อาหารต้องเดินทางจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภค การปลูกพืชในพื้นที่เมืองยังช่วยสร้างพื้นที่สีเขียว ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และปลดปล่อยออกซิเจน นอกจากนี้ยังช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง ความปลอดภัยจากสารเคมีและยาฆ่าแมลง หนึ่งในความกังวลหลักของผู้บริโภคคือการปนเปื้อนของสารเคมีในผัก การศึกษาพบว่าผักหลายชนิดที่จำหน่ายในตลาดมีสารเคมีตกค้างในปริมาณที่น่าเป็นห่วง ผักที่พบสารเคมีตกค้างสูงที่สุด ได้แก่ กวางตุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักบุ้งจีน มะเขือ และผักชี การได้รับสารเคมีเหล่านี้ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด ท้องร่วง [...]