กำลังโหลด...
กำลังโหลด...

24/2/2568 • โดย Homeday
การตั้งท้องในสัตว์เลี้ยงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เจ้าของต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ บทความนี้จะแนะนำขั้นตอนการตั้งท้องในสัตว์เลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการคลอด พร้อมวิธีการดูแลที่ถูกต้อง สัญญาณการเป็นสัดและการผสมพันธุ์ สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดมีช่วงเวลาเป็นสัดที่แตกต่างกัน โดยสุนัขจะเป็นสัดประมาณปีละ 2 ครั้ง ในขณะที่แมวอาจเป็นสัดได้ถึง 4-5 ครั้งต่อปี สัญญาณที่บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงกำลังเป็นสัด ได้แก่: การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น กระวนกระวาย ร้องเสียงดัง อวัยวะเพศบวมและมีน้ำเมือกใส ชอบถูตัวกับสิ่งของหรือพื้น มีเลือดออกเล็กน้อย (ในสุนัข) การผสมพันธุ์ควรทำในช่วงที่สัตว์เลี้ยงพร้อมที่สุด ซึ่งมักเป็นวันที่ 10-14 ของการเป็นสัด ควรเลือกคู่ผสมที่มีสุขภาพแข็งแรง และได้รับการตรวจโรคมาแล้ว การวินิจฉัยการตั้งท้อง หลังการผสมพันธุ์ 3-4 สัปดาห์ สามารถพาสัตว์เลี้ยงไปตรวจการตั้งท้องได้ที่สัตวแพทย์ วิธีการตรวจมีหลายแบบ: การอัลตราซาวด์: เห็นภาพลูกสัตว์และการเต้นของหัวใจ การตรวจเลือด: วัดระดับฮอร์โมนการตั้งท้อง การคลำท้อง: สัตวแพทย์จะคลำหาลูกสัตว์ในท้อง การเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งท้อง ระยะเวลาตั้งท้องในสุนัขประมาณ 63 วัน ส่วนแมวประมาณ 65 วัน ในระหว่างนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง: การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย น้ำหนักเพิ่มขึ้น 20-50% ท้องขยายใหญ่ขึ้น เต้านมขยายและเริ่มมีน้ำนม กินอาหารมากขึ้น อาจมีอาการแพ้ท้องในช่วงแรก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม [...]

12/3/2568 • โดย Homeday
การให้อาหารสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การคำนวณปริมาณอาหารที่เหมาะสมช่วยป้องกันปัญหาโภชนาการและโรคอ้วนในสัตว์เลี้ยง ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการคำนวณปริมาณอาหาร อายุ อายุของสัตว์เลี้ยงเป็นตัวกำหนดหลักในการคำนวณปริมาณอาหาร ลูกสัตว์: ต้องการพลังงานสูงเพื่อการเจริญเติบโต สัตว์โต: ความต้องการพลังงานจะลดลง สัตว์สูงอายุ: ต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเฉพาะ น้ำหนักและขนาดตัว การคำนวณปริมาณอาหารขึ้นอยู่กับน้ำหนักและขนาดตัวของสัตว์เลี้ยง ชั่งน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ คำนวณตามสัดส่วนน้ำหนักมาตรฐาน พิจารณาโครงสร้างร่างกายของสัตว์เลี้ยง ระดับกิจกรรมทางกาย ความเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายส่งผลต่อความต้องการพลังงาน สัตว์เลี้ยงที่มีกิจกรรมสูง: ต้องการอาหารมากขึ้น สัตว์เลี้ยงที่เคลื่อนไหวน้อย: ต้องควบคุมปริมาณอาหาร วิธีคำนวณปริมาณอาหาร สำหรับสุนัข คำนวณน้ำหนักมาตรฐานตามสายพันธุ์ ใช้สูตรการคำนวณ: สุนัขเล็ก: 20-30 แคลอรีต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว สุนัขกลาง: 15-25 แคลอรีต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว สุนัขใหญ่: 10-20 แคลอรีต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว สำหรับแมว พิจารณาน้ำหนักและอายุ ใช้หลักการคำนวณ: แมวปกติ: 20-33 แคลอรีต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว แมวท้อง/ให้นม: เพิ่มขึ้น 1.5-2 เท่า เทคนิคการวัดปริมาณอาหาร เครื่องมือวัด ใช้ถ้วยตวงที่มีขนาดมาตรฐาน เลือกเครื่องชั่งอาหารดิจิทัลที่แม่นยำ การปรับปริมาณอาหาร สังเกตสภาพร่างกายของสัตว์เลี้ยง ปรับเพิ่ม-ลดตามการเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก ปรึกษาสัตวแพทย์เป็นประจำ ข้อควรระวัง การให้อาหารเกิน [...]

18/2/2568 • โดย Homeday
การตั้งท้องของแมวเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้แม่แมวและลูกแมวมีสุขภาพแข็งแรง บทความนี้จะแนะนำวิธีการดูแลแมวท้องอย่างถูกต้องและเหมาะสม ตั้งแต่การสังเกตอาการตั้งท้อง การเตรียมตัว ไปจนถึงการดูแลหลังคลอด การสังเกตว่าแมวตั้งท้อง แมวมีระยะการตั้งท้องประมาณ 63-65 วัน โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ดังนี้: การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ท้องขยายใหญ่ขึ้นชัดเจนหลังตั้งท้อง 3-4 สัปดาห์ เต้านมขยายและเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม น้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 กิโลกรัม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กินอาหารมากขึ้น นอนมากขึ้น อารมณ์อ่อนไหวง่าย ชอบหาที่สงบและอบอุ่น การดูแลแมวท้องในแต่ละช่วง ช่วงแรก (1-3 สัปดาห์) พาไปตรวจสุขภาพที่สัตวแพทย์เพื่อยืนยันการตั้งท้อง ปรับอาหารให้เหมาะสมกับแมวท้อง เสริมวิตามินตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ จัดสภาพแวดล้อมให้สะอาดและปลอดภัย ช่วงกลาง (4-6 สัปดาห์) เพิ่มปริมาณอาหารตามความต้องการ หลีกเลี่ยงการยกหรือจับแมวบริเวณท้อง สังเกตการเคลื่อนไหวของลูกแมว เตรียมพื้นที่สำหรับการคลอด ช่วงท้าย (7-9 สัปดาห์) จัดเตรียมกล่องคลอดในที่เงียบสงบ สังเกตอาการก่อนคลอด เตรียมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการคลอด ติดต่อสัตวแพทย์ให้พร้อมกรณีฉุกเฉิน อาหารสำหรับแมวท้อง ในช่วงแรกเกิดถึง 4 สัปดาห์แรก ลูกสุนัขจำเป็นต้องได้รับนมจากแม่สุนัขหรือนมทดแทนสำหรับลูกสุนัขโดยเฉพาะ การให้นมควรทำทุก 2-3 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรก และค่อยๆ [...]

14/3/2568 • โดย Homeday
แมวเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณการอยู่รอดสูง การชอบนอนในกล่องเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความต้องการความปลอดภัยตามธรรมชาติ กล่องให้ความรู้สึกมั่นคงและปกป้อง ซึ่งใกล้เคียงกับรังหรือที่หลบภัยในป่าของบรรพบุรุษแมว พื้นที่แคบและปิดล้อมสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ ทำให้แมวรู้สึกสบายใจและผ่อนคลาย วิทยาศาสตร์เบื้องหลังพฤติกรรมการนอนในกล่อง ความอบอุ่นและการควบคุมอุณหภูมิ กล่องมีคุณสมบัติในการกักเก็บความร้อน ช่วยให้แมวสามารถรักษาอุณหภูมิร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แมวต้องการอุณหภูมิประมาณ 37-38 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิของมนุษย์ การนอนในกล่องเล็กๆ ช่วยให้พวกมันอบอุ่นและสุขสบาย การลดความเครียด งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การได้อยู่ในพื้นที่แคบและปลอดภัยช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในแมว กล่องทำหน้าที่เสมือนที่หลบภัยทางธรรมชาติ ช่วยให้แมวรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง จิตวิทยาการเลือกกล่อง การควบคุมสภาพแวดล้อม แมวชอบการควบคุมพื้นที่ของตนเอง กล่องช่วยให้พวกมันสามารถจำกัดพื้นที่และมองเห็นสิ่งรอบข้าง ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกปลอดภัยจากภัยคุกคาม การสำรวจและความอยากรู้อยากเห็น ทุกครั้งที่มีกล่องใหม่ แมวมักจะรีบเข้าไปสำรวจและครอบครอง นี่เป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติที่แสดงถึงความอยากรู้อยากเห็นและความต้องการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ผลกระทบทางอารมณ์ ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ การมีพื้นที่ส่วนตัวช่วยให้แมวรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ กล่องจึงเปรียบเสมือนบ้านขนาดเล็กที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย เคล็ดลับการเลือกกล่องที่เหมาะสำหรับแมว เลือกกล่องที่มีขนาดพอเหมาะกับตัวแมว ควรมีความแข็งแรงและปลอดภัย ทำความสะอาดกล่องอย่างสม่ำเสมอ เปลี่ยนกล่องใหม่เมื่อเก่าหรือชำรุด สรุป พฤติกรรมการนอนในกล่องของแมวไม่ใช่แค่นิสัยที่น่ารัก แต่ยังเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงสัญชาตญาณการอยู่รอดและความต้องการความปลอดภัยตามธรรมชาติ การเข้าใจพฤติกรรมนี้ช่วยให้เราสามารถดูแลและเข้าใจเพื่อนแมวได้ดียิ่งขึ้น #แมว #พฤติกรรมแมว #การเลี้ยงแมว #สัตว์เลี้ยง #กล่องแมว #ความรู้เรื่องแมว #จิตวิทยาแมว #สาระ

24/10/2568 • โดย Homeday
เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต่างพากันจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับภาพรวมของราคาที่ดินในประเทสไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าในภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา อาจกดดันให้ราคาที่ดินในกรุงเทพฯปรับตัวลดลง แต่ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่าราคาที่ดินในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเรียกได้ว่า ขึ้นแล้วขึ้นเลย แลนด์ลอร์ดส่วนใหญ่ยังคงมองว่าที่ดินในมือยังเป็นสิ่งที่มีค่าและมีราคา ยังไม่พบภาพของการปรับลดราคาแต่อย่างใด สำหรับภาพของการซื้อขายที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองและพื้นที่โดยรอบยังได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และรายเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงก่อนหน้าเราจะพบว่ามีดีเวลลอปเปอร์บางส่วนที่นำที่ดินบางแปลงที่ไม่ได้พัฒนาออกมาขายสู่ตลาดในหลายๆ พื้นที่ และที่ดินเหล่านั้นก็ได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์อื่นๆ มีการติดต่อให้ความสนใจ และบางแปลงก็สามารถปิดการขายได้ในปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่ก็ยังคงมีราคาขายที่ค่อนข้างสูง โดยพบว่าราคาที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองบางแปลงมีราคาเสนอขายที่สูงกว่าตารางวาละ 4 ล้านบาทและค่อนข้างได้รับความสนใจจากผู้ซื้อที่ต้องการที่ดินใจกลางเมือง ซึ่งที่ดินบางแปลงที่เป็นข่าวไปในช่วงก่อนหน้า เช่น บมจ. แสนสิริ มีการเข้าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนถนนสารสิน ซึ่งเป็นดีลการซื้อขายที่ดินที่แพงสุดในประวัติศาสตร์ ในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา หรือแม้กระทั้งที่ดินติดถนนรัชดาภิเษก ที่บริษัท เอไอเอประเทศไทย หรือ AIA เข้าซื้อที่ดินขนาด 8 ไร่ วงเงิน 3,500 ล้านบาทหรือเฉลี่ยราคาตารางวาละ 1.1 ล้านบาท และได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในปีพ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อขายที่ดินในพื้นที่รัชดาภิเษกที่มีราคาสูงที่สุด ซึ่งฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย [...]

6/11/2568 • โดย Homeday
สามสมาคมยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้แก่ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประกาศความสำเร็จของงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48” ทุบสถิติทั้งยอดขาย การตอบรับจากผู้บริโภค และจำนวนผู้ประกอบการเข้าร่วม ตอกย้ำการเป็นงานแฟร์ด้านที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดของไทย สะท้อนกำลังซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งยังแข็งแกร่ง และบทบาทของงานอีเวนต์ระดับประเทศที่ยังเป็น “ตัวเร่งตลาด” ให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้อยู่ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ นายองคฤทธิ์ พรหมโยธี ประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการผนึกพลังของ 3 สมาคมอสังหาฯ รายใหญ่ของประเทศ นำไปสู่การดึงผู้ประกอบการทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 48 บริษัท และบูธขายหมดเต็มพื้นที่ ก่อนวันจัดงาน 100% สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการอสังหาฯไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อภาพรวมตลาดในครึ่งปีหลัง และตอกย้ำความมีศักยภาพของงานมหกรรมด้านที่อยู่อาศัยอันดับ 1 ของไทย “การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในรอบการจัดงาน ด้วยยอดขายรวมกว่า 13,298 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ พร้อมยอดสินเชื่อในงานกว่า 1,711 ล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อจริงของผู้บริโภค ภาพรวมของอสังหาฯไทยที่กำลังฟื้นตัว และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในระยะยาว” ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก Real [...]

14/5/2568 • โดย Homeday
การตกแต่งบ้านให้ดูสวยงามร่วมสมัยอาจไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงหรือรีโนเวทใหญ่เสมอไป บางครั้งเพียงการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างความแตกต่างที่น่าทึ่งได้ บทความนี้จะแนะนำ 5 ไอเดียง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้ดูใหม่ สดชื่น และน่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณไม่มากและสามารถทำได้เอง 1. พลังแห่งธรรมชาติ: เพิ่มต้นไม้ในบ้านอย่างไรให้ได้ทั้งสุขภาพและความสวยงาม? การนำต้นไม้เข้ามาตกแต่งในบ้านไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย การศึกษาวิจัยพบว่าต้นไม้ในร่มสามารถช่วยลดระดับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจ่อและมีส่วนช่วยในกระบวนการบำบัดจิตใจอีกด้วย ต้นไม้บางชนิดมีคุณสมบัติในการฟอกอากาศที่ดีเยี่ยม เช่น Peace Lily สามารถดูดซับสารพิษในอากาศและย่อยสลายในดิน ทำให้อากาศในบ้านสะอาดขึ้น ส่วนต้น Aloe Vera นอกจากจะมีประโยชน์ด้านความงามแล้ว ยังช่วยปล่อยออกซิเจนและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางคืน ทำให้อากาศในห้องนอนบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น การจัดวางต้นไม้ในบ้านสามารถทำได้หลากหลายวิธี คุณอาจจัดกลุ่มต้นไม้หลายขนาดเข้าด้วยกันเพื่อสร้างมุม urban jungle โดยวางต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ไว้ด้านล่างและต้นเล็กๆ ไว้บนชั้นด้านบน หรือใช้ที่แขวนต้นไม้เพื่อประหยัดพื้นที่ในห้องขนาดเล็ก การเลือกกระถางที่มีดีไซน์สวยงามก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเสริมลุคให้กับบ้านของคุณได้อย่างลงตัว 2. ศิลปะบนผนัง: จะเลือกและจัดวางงานศิลปะอย่างไรให้บ้านดูมีสไตล์? งานศิลปะบนผนังเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการเปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้าน นอกจากจะช่วยเพิ่มสีสันและความน่าสนใจแล้ว ยังสามารถสะท้อนบุคลิกและรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี การเลือกงานศิลปะที่เข้ากับสไตล์การตกแต่งของคุณจะช่วยสร้างจุดสนใจและทำให้พื้นที่นั้นดูมีชีวิตชีวามากขึ้น มีหลากหลายวิธีในการจัดวางงานศิลปะบนผนัง คุณอาจสร้าง gallery wall โดยรวบรวมรูปภาพและงานศิลปะที่คุณชื่นชอบมาจัดเรียงในรูปแบบที่น่าสนใจ หรือเลือกใช้งานศิลปะขนาดใหญ่เพียงชิ้นเดียวเป็นจุดเด่นของห้อง แม้กระทั่งการติดภาพโปสเตอร์หรือการ์ดด้วยเทปวาชิสีสันสดใสก็เป็นทางเลือกที่ทั้งประหยัดและสร้างสรรค์ งานศิลปะบนผนังยังช่วยสร้างจุดสนใจและช่วยเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ในห้องเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ [...]

26/4/2568 • โดย Homeday
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่มั่นคงและความผันผวนต่ำ แม้ในยุคที่เศรษฐกิจมีความท้าทายหลายด้าน แต่อสังหาริมทรัพย์ก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีมูลค่าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์รูปแบบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดในปี 2025 พร้อมปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน รูปแบบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจในปี 2025 อสังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา หลายคนจึงเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพราะมีความคุ้มค่าและทำกำไรได้ดี แต่ในปี 2025 นี้ รูปแบบการลงทุนแบบใดที่น่าสนใจที่สุด? ที่ดินเปล่า: สินทรัพย์พื้นฐานที่มีศักยภาพ ที่ดินเปล่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในทำเลที่มีแนวโน้มการพัฒนาในอนาคต เช่น พื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ ราคาที่ดินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้สร้างรายได้ประจำ แต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและมีโอกาสทำกำไรได้สูงในระยะยาว คอนโดมิเนียม: ยังคงเป็นที่นิยมในเขตเมือง คอนโดมิเนียมยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมือง โดยเฉพาะในทำเลที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ใกล้แหล่งงาน สถานศึกษา และศูนย์การค้า ในปี 2025 คอนโดมิเนียมในย่านสีลมและสาทรมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2 แสนบาทต่อตารางเมตร ในย่านอโศก พร้อมพงษ์ และทองหล่อ ราคาอยู่ที่ 2.5-3 แสนบาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นราคาที่สูงแต่ยังมีโอกาสปล่อยเช่าได้ดี บ้านและทาวน์โฮม: ตอบโจทย์ความต้องการพื้นที่ส่วนตัว หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอกเมืองที่ยังสามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก และมีราคาที่จับต้องได้มากกว่าในเขตเมืองชั้นใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์มือสอง: ช่องทางใหม่ที่น่าจับตา ตลาดอสังหาริมทรัพย์มือสองในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง [...]

29/4/2567 • โดย Homeday
แม้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้เริ่มส่งสัญญาณบวกแล้วในปีนี้ ข้อมูลจากรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย Asian Development Outlook (ADO) ฉบับเดือนเ

14/7/2568 • โดย Homeday
ในโลกทุกวันนี้ เราอาจดูแลสุขภาพด้วยการไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือรับประทานอาหารดี ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า “การหายใจ” อาจเป็นช่องทางที่ทำให้โรคร้ายอย่างมะเร็งปอดคืบคลานเข้ามาโดยไม่รู้ตัว มะเร็งปอด…ไม่ใช่แค่โรคของคนสูบบุหรี่ มะเร็งปอดมักถูกมองว่าเป็นโรคของคนที่สูบบุหรี่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กลับมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่เคยแตะบุหรี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับตรวจพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งปอดในระยะลุกลามแล้ว คำถามสำคัญคือ ถ้าไม่ใช่เพราะบุหรี่ แล้วอะไรคือปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้? หนึ่งในคำตอบที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “มลพิษในอากาศ” โดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ที่สามารถทะลุเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจไปจนถึงถุงลมปอด และก่อให้เกิดการอักเสบในระดับเซลล์อย่างต่อเนื่อง แม้เราจะหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ได้ แต่หลีกเลี่ยงการหายใจกลับเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะอากาศคือสิ่งที่เราต้องพึ่งพาทุกวินาที และเมื่ออากาศไม่สะอาดเท่าที่คิด การหายใจก็อาจกลายเป็นการสะสมสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว โดยหนึ่งในโรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ “มะเร็งปอด” ซึ่งเกิดได้จากการสะสมฝุ่นพิษที่มองไม่เห็น แต่แฝงอันตรายไว้ในทุกลมหายใจ แต่ฝุ่นในอากาศไม่ได้มีแค่ PM2.5 เท่านั้น ยังมีอีกหนึ่งชนิดที่หลายคนอาจไม่รู้จัก หรือไม่ทันระวัง นั่นคือ “ฝุ่นใยหิน” ซึ่งเป็นฝุ่นที่เกิดจากวัสดุก่อสร้างเก่าที่เสื่อมสภาพ เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ผนังบ้าน ท่อซีเมนต์ หรือแม้แต่ผ้าเบรกและคลัทช์ในรถยนต์ วัสดุเหล่านี้มักถูกผลิตโดยใช้แร่ใยหิน (Asbestos) ซึ่งมีโครงสร้างเป็นเส้นใยขนาดเล็กมาก เมื่อถูกตัด เจาะ หรือรื้อถอน เส้นใยเหล่านี้จะแตกออกเป็นฝุ่นขนาดจิ๋ว ลอยปะปนอยู่ในอากาศ และหากถูกสูดเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปติดอยู่ในปอดหรือเยื่อหุ้มปอดได้ทันที [...]

18/3/2568 • โดย Homeday
ซัมซุง ยืนหนึ่งในอุตสาหกรรมจอแสดงผล ด้วยการพัฒนา Quantum Dot เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยยกระดับคุณภาพของภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน Quantum Dot ได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะวัสดุแห่งอนาคตที่ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น จอแสดงผล อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ โดย Samsung เป็นบริษัทแรกของโลกที่พัฒนา Quantum Dot ไร้แคดเมียม ในปี 2014 และประสบความสำเร็จในการนำมาใช้เชิงพาณิชย์ผ่าน SUHD TV ก่อนจะเปิดตัว QLED ในปี 2017 ซึ่งเป็นซีรีส์ทีวีที่ใช้เทคโนโลยี Quantum Dot ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมที่เหนือกว่า Quantum Dot: นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกจอแสดงผล Quantum Dot เป็นอนุภาคเซมิคอนดักเตอร์ขนาดเล็กที่บางกว่าขนาดเส้นผมมนุษย์นับหมื่นเท่า จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือ ความแม่นยำของสีและความสว่างสูงสุด ทำให้สามารถแสดงภาพได้คมชัด สีสันสมจริง และให้ระดับสีดำที่ลึกขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยแสงสีฟ้า ทำให้รับชมได้สบายตายิ่งขึ้น ซัมซุงโดดเด่นด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก ครอบคลุม 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปริมาณ Quantum Dot สูง – ฟิล์ม Quantum Dot ของ Samsung มีความเข้มข้นมากกว่า 3,000 ส่วนต่อล้าน (ppm) เพื่อให้สีสันสดใส สมจริง และคมชัดสูงสุด ฟิล์ม Quantum Dot คุณภาพเยี่ยม – เทคโนโลยี QD-OLED ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น เทคโนโลยี Quantum Dot ไร้แคดเมียม – Samsung เป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่ปี 2014 เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่ลดทอนคุณภาพของภาพ 10 ปีแห่งความเป็นผู้นำด้าน Quantum Dot ซัมซุง ตระหนักถึงศักยภาพของ Quantum Dot ตั้งแต่ปี 2001 และเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงแรกจะต้องเผชิญความท้าทายในการพัฒนา Quantum Dot ไร้แคดเมียม แต่ในปี 2014 บริษัทสามารถสร้างวัสดุนาโนคริสตัลแบบใหม่ได้สำเร็จ พร้อมจดสิทธิบัตรกว่า 150 ฉบับ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านจอแสดงผลระดับโลก ในปี 2015 Samsung เปิดตัว SUHD TV ซึ่งเป็นทีวีรุ่นแรกที่ใช้ Quantum Dot ไร้แคดเมียม ต่อมาในปี 2017 บริษัทได้เปิดตัว QLED TV ที่พัฒนาให้แสดงสีได้ 100% ตามมาตรฐาน DCI-P3 และใช้เทคโนโลยี Quantum Dot แบบ [...]

3/4/2568 • โดย Homeday
ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันการชดเชยคาร์บอนในประเทศไทยยังอยู่ในระดับภาคสมัครใจ แต่ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตกลับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18-31% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการที่สูงขึ้นและแนวโน้มของตลาดที่มีทิศทางขาขึ้น “บล็อกเอจ : Block Edge’s” จับมือผู้เชี่ยวชาญพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้โปร่งใส ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งจะช่วยให้การชดเชยคาร์บอนทำได้ทันทีมีสภาวะเป็นกลางทางคาร์บอนแบบ Real-time ได้เป็นครั้งแรก แรงกดดันจากภาษีคาร์บอนของยุโรปจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดไทย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บล็อกเอจ จำกัด กล่าวว่า ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยกำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ด้วยนวัตกรรมจาก บริษัท บล็อกเอจ จำกัด ซึ่งบริษัทได้ประกาศความสำเร็จในการเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ยื่นจดลิขสิทธิ์ Smart Contract เพื่อทำ Tokenization คาร์บอนเครดิต แม้ว่าปัจจุบันการชดเชยคาร์บอนในประเทศไทยยังอยู่ในระดับภาคสมัครใจ แต่ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ย 18-31% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยขยายตัวคือการที่สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 มาตรการนี้จะสร้างแรงกดดันให้ผู้ส่งออกไทยต้องทำการชดเชยคาร์บอนมากขึ้น เพื่อลดภาระด้านภาษีเมื่อส่งสินค้าไปยังตลาดยุโรป “บล็อกเอจและโทเคนคาร์บอนเครดิต จะเปลี่ยนแนวทางที่ธุรกิจไทยบริหารจัดการคาร์บอนทำให้การลดโลกร้อนเป็นทั้งความรับผิดชอบ [...]
