เมื่อเทรนด์ Longevity ไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงหรือการมีอายุยืน แต่กำลังขยายมาสู่การดูแล “สุขภาพช่องปาก” ตลอดช่วงชีวิต ส่งผลให้ตลาดทันตกรรมไทยกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจสุขภาพที่น่าจับตา โดยปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 13–15% เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วง 5–6 ปีก่อน ซึ่งมีมูลค่าราว 5,000–6,000 ล้านบาท

หนึ่งในผู้เล่นที่ประกาศรุกตลาดนี้อย่างจริงจังคือ บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด หรือ TDH Dental ซึ่งใช้โอกาสก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 เปิดยุทธศาสตร์ธุรกิจภายใต้แนวคิด “Dental Longevity” เปลี่ยนบทบาทจากคลินิกที่ให้บริการรักษาเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ดูแลสุขภาพช่องปากระยะยาว พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 450–500 ล้านบาท และเตรียมความพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี

จากคลินิกทันตกรรม สู่ตลาด Longevity, Beauty & Wellness
ทันตแพทย์เรืองยศ อ่อนสอาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TDH Dental กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทเติบโตจากการให้บริการรักษาทางทันตกรรมเป็นหลัก แต่ทิศทางธุรกิจในทศวรรษที่ 3 จะขยายขอบเขตไปสู่การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด Dental Longevity

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาฟันหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปาก แต่ครอบคลุมถึงการป้องกัน การติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และการนำเทคโนโลยีมาออกแบบรอยยิ้มให้เหมาะกับบุคลิก โครงสร้างใบหน้า และภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจทันตกรรมเข้ากับตลาด Longevity, Beauty & Wellness ที่กำลังเติบโต
อีกเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Regional Dental Hub โดยอาศัยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ คุณภาพการรักษา เทคโนโลยี และมาตรฐานการบริการของไทย เพื่อรองรับทั้งผู้รับบริการชาวไทยและตลาด Dental Tourism

ปัจจุบันประเทศไทยมีคลินิกทันตกรรมเกือบ 10,000 แห่ง โดยประมาณ 70% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ สะท้อนทั้งศักยภาพการเติบโตและการแข่งขันที่เข้มข้น โดยเฉพาะในตลาดระดับพรีเมียม

กาง 3 เสาหลัก ปั้นองค์กรรับการเติบโตและ IPO
วิภาวดี อ่อนสอาด กรรมการผู้จัดการ TDH Dental กล่าวว่า แผนธุรกิจในทศวรรษที่ 3 มุ่งยกระดับ TDH Dental สู่การเป็น คลินิกทันตกรรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมวางระบบและโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

1. Excellence ยกระดับมาตรฐานการรักษา
TDH Dental ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญของทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง คุณภาพการรักษา และมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยนำระบบมาตรฐานสากล เช่น ISO 9001:2015 มาใช้ในการบริหารจัดการ ควบคู่กับการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการจัดฟันใส Invisalign

2. Digital & Innovation Transformation ทรานส์ฟอร์มสู่ Fully Digital Dentistry

บริษัทเดินหน้าพัฒนาระบบ Fully Digital Dentistry เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ตลอดกระบวนการรักษา ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผน การรักษา ไปจนถึงการติดตามผล
เทคโนโลยีสำคัญประกอบด้วยเครื่องสแกนช่องปาก iTero Element 5D และระบบ CBCT หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ ซึ่งช่วยวิเคราะห์โครงสร้างฟัน กระดูกขากรรไกร และสัดส่วนใบหน้า รวมถึงการออกแบบรอยยิ้มด้วยเทคนิค Aesthetic Norms เพื่อสร้างความสมดุลให้เหมาะกับผู้รับบริการแต่ละราย

นอกจากนี้ ยังนำ AI มาใช้สนับสนุนการทำงานของทีมทันตแพทย์ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลผู้รับบริการ แผนการรักษา ระบบบริหารจัดการหลังบ้าน และพฤติกรรมการใช้บริการ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า
3. People Development สร้างบุคลากรรองรับเทคโนโลยีใหม่

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการ Upskill และ Reskill ทีมทันตแพทย์และบุคลากร เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีทันตกรรมขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งการรักษา การให้คำปรึกษา การนัดหมาย และการดูแลหลังการรักษา

ทั้ง 3 เสาหลักจะเป็นโครงสร้างสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้าง Brand Trust และรองรับการขยายเครือข่ายในอนาคต
Dental Longevity เปลี่ยนจาก “รักษาเป็นครั้ง” สู่ “ดูแลตลอดชีวิต”

หัวใจของโมเดล Dental Longevity ประกอบด้วยการดูแลสุขภาพช่องปาก 3 ขั้น ได้แก่ Prevent–Maintain–Preserve ตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดปัญหา การดูแลอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการรักษาสุขภาพช่องปากที่ดีในระยะยาว โดยออกแบบแผนการดูแลแบบ Personalized Care ให้เหมาะกับความเสี่ยงและสุขภาพของแต่ละบุคคล
“เราไม่ได้รอให้ผู้รับบริการมีอาการแล้วจึงเริ่มรักษา แต่จะเริ่มจากการทำความเข้าใจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด พร้อมติดตามผลทุก 6 เดือน ตั้งแต่การเอกซเรย์เพื่อสร้างข้อมูลพื้นฐาน หรือ Baseline ไปจนถึงการทำ Oral Scan ซึ่งช่วยให้เห็นทั้งสีฟัน สภาพฟัน การบดเคี้ยว และรอยผุในบริเวณที่ตรวจพบได้ยาก”

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมทันตแพทย์สามารถเปรียบเทียบและวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพช่องปากได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนการรักษาจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การป้องกันและวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว

ใช้ Strategic Location เจาะลูกค้าพรีเมียม
นอกจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี TDH Dental ยังใช้กลยุทธ์ Strategic Location เป็นเครื่องมือขยายฐานลูกค้า ปัจจุบันมีเครือข่ายรวม 12 สาขาในประเทศไทยและ สปป.ลาว ครอบคลุมทั้งสาขาสแตนด์อโลนและสาขาภายในศูนย์การค้าระดับพรีเมียม เช่น ทองหล่อ ปุณณวิถี ราชพฤกษ์ ไอคอนสยาม และกรุงเทพกรีฑา

ล่าสุด บริษัทเปิดให้บริการสาขาดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ชั้น 4 เพื่อรองรับกลุ่มคนทำงาน ผู้พักอาศัย และชาวต่างชาติในย่านสีลม ศาลาแดง และพระราม 4 ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคระดับพรีเมียมได้ตรงกลุ่มมากขึ้น และสร้างโอกาสต่อยอดมูลค่าจากลูกค้าในระยะยาว
บริษัทตั้งเป้าขยายเครือข่ายเป็น 20 สาขาภายใน 5 ปี โดยในปีนี้วางงบลงทุนประมาณ 70–80 ล้านบาท สำหรับเปิดสาขาใหม่ 5 แห่งในทำเลศักยภาพ เช่น รามอินทรา กรุงเทพกรีฑา และดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เพื่อเพิ่มความครอบคลุมและขีดความสามารถในการแข่งขัน

ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้าน ก่อนเข้าตลาดหุ้น

สำหรับปี 2569 TDH Dental ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 450–500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรายได้ 321.9 ล้านบาทในปี 2568 โดยปัจจุบันมีสัดส่วนผู้รับบริการชาวไทย 70% และชาวต่างชาติ 30% กลุ่มลูกค้าต่างชาติหลักมาจากจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย
ฐานลูกค้าที่บริษัทต้องการขยายเพิ่มเติมครอบคลุมตั้งแต่เด็กและวัยรุ่น กลุ่ม Well-Aging คนทำงานระดับกลางถึงระดับบน กลุ่ม Gen Z ลูกค้าผู้ชาย ตลอดจนผู้รับบริการชาวต่างชาติในตลาด Dental Tourism

ทันตแพทย์หญิงภัคพร ภัทราพรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ TDH Dental กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาให้ผู้รับบริการ “ไม่มีอาการ” แต่ต้องการให้ลูกค้ารู้เท่าทันความเสี่ยง สามารถป้องกันปัญหา และใช้ฟันได้อย่างมีคุณภาพยาวนานที่สุด
“เราต้องการเปลี่ยนบทบาทของคลินิกจากสถานที่ที่ผู้บริโภคเข้ามาเมื่อมีปัญหา ไปสู่การเป็น Long-term Oral Health Partner ซึ่งดูแลและติดตามสุขภาพช่องปากตั้งแต่วัยเด็กไปตลอดชีวิต นี่คือการเปลี่ยนจากการรักษาเป็นรายครั้ง สู่การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ”

ยุทธศาสตร์ Dental Longevity จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มบริการใหม่ แต่เป็นการปรับโมเดลธุรกิจของ TDH Dental เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว เพิ่มโอกาสการกลับมาใช้บริการ และสร้าง Brand Loyalty ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดทันตกรรมไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
















