Logo
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรา
ลงประกาศ
ลงประกาศ
Homeday
ขายเช่าโครงการทำเลน่าอยู่บทความคู่มือการใช้งานติดต่อเรารายการโปรด
HOMEDAY Logo

แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อันดับ 1 ที่ได้รับความไว้วางใจ ค้นหาบ้านในฝัน คอนโดทำเลดี หรือลงทุนอสังหาฯ ได้ง่ายๆ ที่นี่

DBD Registered

เมนูหลัก

  • หน้าหลัก
  • ขายอสังหาริมทรัพย์
  • เช่าอสังหาริมทรัพย์
  • โครงการใหม่
  • ทำเลน่าอยู่
  • บทความอสังหาฯ
  • คู่มือการใช้งาน
  • ติดต่อเรา

ประเภทอสังหาฯ

  • คอนโด
  • บ้านเดี่ยว
  • ทาวน์โฮม
  • ที่ดิน

ติดต่อเรา

  • เบอร์โทรศัพท์090-916-9993ทุกวัน 9:00 - 18:00 น.
  • Email[email protected]
  • Office159/229 ม.6 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง
    จังหวัดนนทบุรี 11110

คำค้นหายอดนิยม

คอนโดสุขุมวิทคอนโดติดรถไฟฟ้าบ้านเดี่ยวบางนาทาวน์โฮมราคาถูกที่ดินเปล่าเขาใหญ่คอนโดให้เช่ารัชดาบ้านมือสองนนทบุรีรีวิวคอนโดใหม่สินเชื่อบ้านราคาประเมินที่ดินอสังหาฯ เพื่อการลงทุนประกาศขายบ้านฟรี

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. All rights reserved.

ข้อกำหนดและเงื่อนไขนโยบายความเป็นส่วนตัวSitemap
Add LINE Sticky

NIA กับบทบาทเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ: กลไกสำคัญยกระดับนวัตกรรมไทยใน GII

Homeday
11 สิงหาคม 2569
3 นาที
แชร์:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 11/8/2569

NIA กับบทบาทเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ: กลไกสำคัญยกระดับนวัตกรรมไทยใน GII

บทความที่เกี่ยวข้อง

โครงการแนะนำ

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
โครงการใหม่

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

เริ่ม 11,990,000 บาท
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
โครงการพร้อมอยู่

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

เริ่ม 25,900,000 บาท
มหกรรมบ้านและคอนโด

สรุปประเด็นสำคัญ

NIA ในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ธุรกิจ ผลักดันความร่วมมือมหาวิทยาลัย-ภาคอุตสาหกรรมผ่าน GII 2025 และยกกรณีความสำเร็จ บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด ต่อยอดซิลิกาแอโรเจลจากสิทธิบัตรงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมไทยในเวทีโลก

ในโลกที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ “นวัตกรรม” ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศทั่วโลก หนึ่งในดัชนีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรม คือ Global Innovation Index (GII) ซึ่งจัดทำโดย World Intellectual Property Organization ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อใช้วัดและเปรียบเทียบศักยภาพด้านนวัตกรรมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในมิติของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ระบบธุรกิจ เทคโนโลยี และผลลัพธ์เชิงนวัตกรรม

Thumbnail ภาพบทความ NIA กับบทบาทเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ

จากรายงาน GII 2025 ภายใต้หัวข้อ “Innovation at a Crossroads” สะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบนวัตกรรม ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การแข่งขันทางเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์

GII จึงไม่ได้เป็นเพียง “การจัดอันดับประเทศ” เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนจุดแข็ง จุดอ่อน และศักยภาพของระบบนวัตกรรมในแต่ละประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรม “สูงกว่าระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ” (Innovation Overperformer) เมื่อเทียบกับระดับรายได้ของประเทศ ซึ่งยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมโดดเด่น โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม และการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

การจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ผ่านการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ โดยหน่วยงานสำคัญอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีบทบาทในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยและเทคโนโลยีสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

ทั้งนี้ หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญด้านนวัตกรรมของ GII คือ “University–Industry R&D Collaboration” ซึ่งสะท้อนระดับความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA อธิบายว่า NIA มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมโยง” (Innovation Intermediary) ระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการเงิน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบัน ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัย แต่คือ “ช่องว่าง” ระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม หลายผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยมีศักยภาพสูง แต่ยังขาดกลไกสนับสนุนในการพัฒนาเป็นต้นแบบธุรกิจ การทดลองตลาด หรือการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและนักลงทุน ดังนั้น บทบาทของ NIA จึงมีความสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มและโครงการสนับสนุนที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเกริกชัย ปัญญาบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด

NIA มีบทบาทในการสนับสนุน University–Industry R&D Collaboration ผ่านหลายมิติ เช่น การสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม การบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน รวมถึงการผลักดันพื้นที่นวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในสาขายุทธศาสตร์ เช่น FoodTech, AgTech, HealthTech, ClimateTech และ Deep Tech ซึ่งล้วนต้องอาศัยองค์ความรู้จากภาควิชาการควบคู่กับศักยภาพด้านตลาดและการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ NIA ยังมีบทบาทในการส่งเสริม “Open Innovation” และ “Co-Creation” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่สอดคล้องกับทิศทางของ GII 2025 ที่ระบุว่า ระบบนวัตกรรมโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของความร่วมมือแบบ และการสร้างนวัตกรรมร่วมกันระหว่างหลายภาคส่วน โดย NIA ทำหน้าที่สร้างเวทีให้เกิดการจับคู่ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมกับศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรม Hackathon, Accelerator Program, Innovation Bootcamp และ Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมจริง

ซิลิกาแอโรเจล ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลสู่เชิงพาณิชย์

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือ การพัฒนา “ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม” และ “สตาร์ตอัป” ที่เกิดจากงานวิจัยมหาวิทยาลัย (University Spin-off) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประเทศผู้นำนวัตกรรม เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และ จีน ที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลกได้ โดย NIA มีบทบาทในการสนับสนุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทั้งด้านการพัฒนาต้นแบบธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างเครือข่ายนักลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จากแนวโน้มใน GII 2025 พบว่า ประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมเข้มแข็ง มักเป็นประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ต่อเนื่องและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ดังนั้น บทบาทของ NIA จึงไม่เพียงเป็นหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็น “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับภาคธุรกิจ สร้างการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้กับตลาด และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในระยะยาว

ท้ายที่สุด การยกระดับตัวชี้วัด University–Industry R&D Collaboration ของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง NIA เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การวิจัย การทดลอง การลงทุน จนถึงการขยายผลสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต

ซิลิกาแอโรเจล

ถอดบทเรียนความสำเร็จจากสตาร์ตอัปจาก “University–Industry R&D Collaboration ”

นายเกริกชัย ปัญญาบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งต่อยอดมาจากผลงานวิจัยและพัฒนาโดยอาจารย์ ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง อาจารย์ประจำ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “การสังเคราะห์ซิลิกาแอโรเจลจากสารสะลายโซเดียมซิลิเกตที่ความดันบรรยากาศ” สู่การพัฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง นับได้ว่าตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิด “University–Industry R&D Collaboration” ได้อย่างชัดเจน ที่เกิดจุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดจากการนำองค์ความรู้และงานวิจัยด้าน “ซิลิกาแอโรเจล” ที่พัฒนาในระดับ Pilot Scale ภายในมหาวิทยาลัย มาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาไปสู่กระบวนการผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม

ซิลิกาแอโรเจล

ปัจจุบัน บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด สามารถต่อยอด “ซิลิกาแอโรเจล” ไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่หลากหลาย ทั้งสีสะท้อนความร้อนสำหรับอาคารและอุตสาหกรรม ปูนซีเมนต์และวัสดุทนความร้อน สารดูดซับน้ำมันสำหรับแก้ปัญหาน้ำมันรั่วไหล รวมถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Deep Tech ไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากงานวิจัยและวัสดุขั้นสูง ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม

ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง National Innovation Agency (NIA) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ สนับสนุนทรัพยากร และช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุน การทดสอบ และการขยายกำลังการผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของ NIA ในฐานะ “สะพานเชื่อมสู่นวัตกรรม” ที่ช่วยผลักดันให้ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

ดร.กริชผา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตัวชี้วัด “University–Industry R&D Collaboration” ภายใต้เสาหลักที่ 5 : Business Sophistication ใช้สะท้อนระดับความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศ โดยใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจทั่วโลกภายใต้ Executive Opinion Survey ของ World Economic Forum ซึ่งเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริหารและผู้นำองค์กรธุรกิจต่อ “คุณภาพและประสิทธิภาพ” ของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ว่าสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด”

ซิลิกาแอโรเจล

ดังนั้น ตัวชี้วัดนี้จึงไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนงานวิจัยหรือจำนวนโครงการความร่วมมือเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “ความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” ผ่านการทำงานร่วมกันของภาควิชาการและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของประเทศที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมเข้มแข็ง

ในกรณีศึกษาของฑีเลี่ยม จึงนับเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแนวคิด “University–Industry R&D Collaboration” ได้อย่างชัดเจน จากการต่อยอดผลงานวิจัยและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ด้าน “ซิลิกาแอโรเจล” ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง โดยภาคเอกชนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) นำองค์ความรู้จากงานวิจัยระดับ Pilot Scale มาพัฒนาต่อยอดสู่กระบวนการผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม จนสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งสีสะท้อนความร้อน วัสดุทนความร้อน สารดูดซับน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องสำอาง

สินค้าตัวอย่างจากซิลิกาแอโรเจล

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง NIA ที่เข้ามาช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ สนับสนุนทรัพยากร และลดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุน การทดสอบ และการขยายกำลังการผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของ NIA ในฐานะ “Innovation Intermediary” หรือกลไกกลางที่ช่วยผลักดันให้งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

ภายใต้การดำเนินงานของ NIA ยังมีอีกหลายกรณีความสำเร็จที่สะท้อนบทบาทของการเชื่อมโยงภาควิจัยกับภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบ่มเพาะสตาร์ตอัปเทคโนโลยี และการผลักดัน University Spin-off เพื่อช่วยให้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัย สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมและการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

NIA มีบทบาทสำคัญอย่างไรในระบบนวัตกรรมไทย?

NIA ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมโยง” (Innovation Intermediary) ระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการเงิน เพื่อส่งเสริมการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม การบ่มเพาะสตาร์ตอัปเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน

ตัวชี้วัด University–Industry R&D Collaboration ใน GII คืออะไร?

เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนระดับความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ใช้ข้อมูลจาก Executive Opinion Survey ของ World Economic Forum เพื่อประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของความร่วมมือที่นำไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
#ข่าวสาร
#ฑีเลี่ยม
#Global Innovation Index
#สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
#University-Industry R&D Collaboration
#NIA
#ซิลิกาแอโรเจล
#นวัตกรรม

ชอบบทความนี้ไหม? แชร์เลย!

แชร์:FacebookXLINE

-

จาก 5

รีวิวและเรตติ้ง

(0 รีวิว)

ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวบทความนี้!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
โครงการใหม่

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

เริ่ม 1,990,000 บาท
เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)
คอนโด
โครงการพร้อมอยู่

เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เมืองนนทบุรี, นนทบุรี

โครงการ เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่รัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด 'Oxygen Community' ที่มุ่งเน้นความโปร่งโล่งและการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่น้อย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่เรียบง่ายแต่ครบครัน ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัยหลายอาคาร นำเสนอห้องพักอาศัยในรูปแบบ XL Condo ที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ มีให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 30.00 - 52.00 ตารางเมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ โดดเด่นด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง เพดานสูงโปร่ง และการกั้นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำเลที่ตั้งถือเป็นจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพียงระยะเดินถึง (ประมาณ 450 เมตร) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์ราชการนนทบุรีเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายเส้นทาง ทั้งถนนสนามบินน้ำ ถนนติวานนท์ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนงามวงศ์วาน สภาพแวดล้อมโดยรอบพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เอสพลานาด แคราย, บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ และตลาดนัดเลี่ยงเมืองนนท์ รวมถึงอยู่ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ส่วนกลาง, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness) พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และพื้นที่สวนหย่อมสีเขียวรอบโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารด้วย Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.69 - 3.5 ล้านบาท

เริ่ม 1,690,000 บาท
ข่าวสาร
HOMEDAY
ดูทั้งหมด
NIA เผยไทยคว้าอันดับ 44 ดัชนีนวัตกรรมโลก 2026
ข่าวสาร

NIA เผยไทยคว้าอันดับ 44 ดัชนีนวัตกรรมโลก 2026

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เผยผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก 2026 (GII 2026) ไทยขยับขึ้น 1 อันดับ อยู่ที่ 44 จาก 139 ประเทศทั่วโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศผ่านกลไกใหม่ NIA Venture

2 นาที
ครม. ไฟเขียว ปลดล็อค NIA เปิดช่องร่วมทุน ดึงเม็ดเงินต่างชาติเสริมโอกาสธุรกิจนวัตกรรม
ข่าวสาร

ครม. ไฟเขียว ปลดล็อค NIA เปิดช่องร่วมทุน ดึงเม็ดเงินต่างชาติเสริมโอกาสธุรกิจนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้รับไฟเขียวจาก ครม. ให้เปิดช่องร่วมทุน ถือหุ้น และเข้าร่วมกองทรัสต์ เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทจาก 'ผู้ให้ทุน' สู่ 'ผู้ร่วมลงทุน' ดึงดูดเงินทุนเอกชนและต่างชาติ เสริมแกร่งระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย

1 นาที
ครม. ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป (STARTUP ACT)
ข่าวสาร

ครม. ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป (STARTUP ACT)

ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป (STARTUP ACT) ลดอุปสรรคข้อจำกัดทางกฎหมาย พร้อมกำหนดให้ NIA เป็นหน่วยงานหลักและศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ โดยสตาร์ตอัปที่ผ่านการรับรองได้รับสิทธิและประโยชน์ 5 ปี กลุ่ม Deep Tech ขยายได้สูงสุด 10 ปี

1 นาที
เปิดตู้โปรตีนยุคใหม่! NIA ชวนรู้จัก 3 อาหารนวัตกรรมสัญชาติไทย ทางเลือกใหม่ของสายเฮลธ์ตี้ ที่ไม่ได้มีแค่เนื้อ นม ไข่ พร้อมลงชิงตลาดอาหารทางเลือก
ข่าวสาร

เปิดตู้โปรตีนยุคใหม่! NIA ชวนรู้จัก 3 อาหารนวัตกรรมสัญชาติไทย ทางเลือกใหม่ของสายเฮลธ์ตี้ ที่ไม่ได้มีแค่เนื้อ นม ไข่ พร้อมลงชิงตลาดอาหารทางเลือก

NIA ชวนรู้จัก 3 อาหารนวัตกรรมสัญชาติไทย ทางเลือกใหม่ของสายเฮลธ์ตี้ ที่ไม่ได้มีแค่เนื้อ นม ไข่ พร้อมลงชิงตลาดอาหารทางเลือก

1 นาที
ดูทั้งหมด
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
Homeday AgentHomeday Agent