
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นต้นไป มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี
นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น ปัจจุบันอายุ 59 ปี มีประสบการณ์การทำงานทั้งในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน และปฏิบัติงานกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) มาเป็นระยะเวลา 15 ปี นับเป็น ผู้บริหารภายใน สคฝ. คนแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสายกลยุทธ์ รวมถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการสายบริหารงานทั่วไป จึงมีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งการบริหารองค์กร การวางกลยุทธ์ และการขับเคลื่อนภารกิจด้านการคุ้มครองเงินฝาก
จากประสบการณ์การปฏิบัติงานภายใน สคฝ. อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบคุ้มครองเงินฝากเป็นอย่างดี และสามารถนำประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรและการวางกลยุทธ์มาสานต่อภารกิจสำคัญ ตลอดจนยกระดับการดำเนินงานของ สคฝ. ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านการศึกษา นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ด้านเกียรติประวัติ นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ประจำปี 2569
นอกจากนี้ นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น ได้ผ่านหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารที่สำคัญของภาครัฐหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์สาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง ของสถาบันพระปกเกล้า และ หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังภาครัฐระดับสูง ของกรมบัญชีกลาง
เกี่ยวกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.)
สถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ ปี 2551 ตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินโดยเฉพาะผู้ฝากเงินรายย่อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในกรณีที่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากเงินจะได้รับเงินตามที่ผู้ฝากมีอยู่จริงจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากอย่างรวดเร็วภายใต้วงเงินและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินฝากที่มีจำนวนเกินวงเงินคุ้มครอง ผู้ฝากจะได้รับการเฉลี่ยคืนตามลำดับกฎหมาย จากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป













