วิลล่า คุณาลัย เผยแผนปี 69 ตลาดอสังหาฯ เผชิญความท้าทายต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูง ไม่มีแผนเปิดโครงการใหม่ใน 5 ปี เน้นพัฒนาเฟสใหม่ต่อเนื่องใน 6 โครงการเดิม ภายใต้แบรนด์ ‘คุณาลัย’ และ ‘นาวาร่า’ บน 3 ทำเลหลัก ย่านบางใหญ่–บางบัวทอง พระราม 2 และรังสิตคลอง 2 ปรับพอร์ตลาดบ้านระดับกลาง หันทำบ้านสั่งสร้างราคา 9-20 ล้านบาท เจาะลูกค้ากำลังซื้อสูง

ประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ยังคงเผชิญความท้ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สงคราม อัตราดอกเบี้ยสูง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ(Reject Rate) สูง เป็นแรงกดดันด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งในปที่ผ่านมา อัตราปฏิเสธสินเชื่อ ของคุณาลัยขยับมาที่ 48% จากเดิมไม่เกิน 30%
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้แผนการลงทุนในช่วง 5 ปีจากนี้ บริษัทไม่มีแผนการพัฒนาโครงการใหม่ ที่มูลค่าสต็อกคงเหลือ 11,000 ล้านบาท สามารถสร้างยอดรับรู้รายได้ต่อเนื่องได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากยังมีที่ดินเพียงพอ และการพัฒนาต่อไป เน้นการขยายเฟสใหม่ต่อเนื่องในโครงการเดิม
โดยในปี 2569 บริษัทมุ่งเน้นการขายโครงการที่มีอยู่ 5 โครงการ มีซัพลายเหลือขายราว 1,416 ยูนิต มูลค่ารวม 10,447 ล้านบาทท


โฟกัส 2 ทำเลหลัก รังสิต-คลองสอง’ และ ‘พระรามสอง
ประวีรัตน์ กล่าวต่อว่า การเปิดเฟสใหม่ในโครงการเดิม จะเน้นโฟกัส 2 ทำเลหลัก เนื่องจากศักยภาพของผู้ซื้อยังมีสูง ได้แก่ โซน ‘รังสิต-คลองสอง’ และ ‘พระรามสอง-บางขุนเทียน’ โดยทำเล รังสิต-คลองสองกำลังซื้อหลักมาจากพ่อค้า/แม่ค้า ที่ทำธุรกิจในตลาดไท ราคาซื้อเฉลี่ย 6-7 ล้านบาท/ยูนิต ซื้อด้วยเงินสดสูงสุดที่ 30%
และทำเล พระรามสอง กำลังซื้อหลักมาจาก กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากโครงการใกล้ สถาบันมะเร็ง และโรงพยาบาลสูงวัยบางขุนเทียน ราคา 7-10 ล้านบาท/ยูนิต ส่วนอีกกลุ่มกำลังซื้อสูงเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กัน 2-3 เจเนอเรชั่น นิยมราคา 15-20 ล้านบาท/ยูนิต นิยมซื้อเงินสด 20%
ส่วน โซนที่ชะลอการเปิดโครงการใหม่ คือ บางบัวทอง ที่มีอัตรารีเจ็กต์เรตสูงที่สุด ในปี 2568 ยอดรีเจ็กต์เรต อยู่ที่ 65-70% โดยเฉพาะบ้านกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท และโซน EEC บริเวณฉะเชิงเทรา ด้วยสถานการณ์ของโรงงานอุตสาหกรรม มีการลดจ่ายค่า OT บางบริษัท ทำให้กลุ่มพนักงานกู้ซื้อบ้านยากขึ้น แต่ในอนาคตหาก EEC มีความเคลื่อนไหวดีขึ้น ก็มีแผนกลับมาเปิดโครงการอีกครั้งได้
เน้นบริหารสภาพคล่องการเงิน–ขยายโมเดลธุรกิจใหม่
ประวีรัตน์ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้จะดำเนินธุรกิจภายใต้ความระมัดระวัง ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจภายใต้ความไม่แน่นอนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในช่วงไม่เติบโต โดยการบริหารงานจะอยู่ภายใต้ 3 องค์ประกอบหลัก
ความสามารถในการบริหารสภาพคล่อง: เพื่อให้บริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
วินัยทางการเงิน: ควบคุมค่าใช้จ่ายและบริหารหนี้สินอย่างรอบคอบ
โมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์การตลาดที่เปลี่ยนไป ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน และมองโมเดลธุรกิจใหม่ ตามเทรนด์ของตลาด
“ปี 2569 เราวางเป้ายอด Walk-in จำนวน 1,800 ราย สร้างยอดขาย 1,200 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 600 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่ได้ตั้งเป้าหมายในการเติบโตแบบหวือหวา โดยการลดจำนวนสินค้าในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลูกค้าถูกปฎิเสธสินเชื่อสูง ขณะเดียวกันจะจัดทำบ้านสรรสร้างตามความต้องการของลูกค้า เริ่มนำร่องที่โครงการ นาวาร่า รังสิต คลอง2 ระดับราคา 9-20 ล้านบาท ซึ่งเป็นโมเดลที่กลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากต้องมีการมัดจำก่อน 30% ของราคาบ้าน จะเปิดตัวในเดือนสิงหาคมนี้” ประวีรัตน์ กล่าว
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้บริษัทมองหา โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึง อุตสาหกรรม New S-Curve เพื่อกระจายความเสี่ยง
โดย บริษัทมองการขยายไปยังรุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘Longevity Economy and Preventive Care’ Health Care’ ที่โครงการนาวาร่า พระราม 2 ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่อากาศดีที่สุดของกรุงเทพฯ และเปรียบเสมือน “ปอดของคนกรุงเทพฯ” จากอิทธิพลของลมทะเลและพื้นที่สีเขียวโดยรอบ และอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลผู้สูงอายุ บางขุนเทียน และยังใกล้กับโครงการโรงพยาบาลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้าง จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจนี้
นอกจากนี้ ในโครงการดังกล่าว เปิด บ้านเช่ารูปแบบ “แชร์เฮ้าส์” จากดีมานด์เช่าที่ขยายตัวในทำเล “พระรามสอง” จากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มอาจารย์ต่างชาติในโซนดังกล่าว
อีกทั้ง แผนในอนาคต จะขยายโครงการผู้สูงอายุ ภายใต้ชื่อ “Charasaran By Kunalai” เพิ่มเติม เพื่อสร้างรายมาจากธุรกิจระยะยาว





