เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อำนาจ จำรัสจรุงผล
กรรมการการเคหะแห่งชาติเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและเทคนิคระหว่างการเคหะแห่งชาติ กับบรรษัท พัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งชาติ จำกัด (National Housing Development Corporation Limited : NHDCL) แห่งราชอาณาจักรภูฏาน โดยมี นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และ Mr. Rinchen Wangdi ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NHDCL ร่วมลงนาม พร้อมด้วย นางเตือนใจ คุณสมบัติ
รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้บริหารการเคหะแห่งชาติและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมงาน ณ การเคหะแห่งชาติสำนักงานใหญ่ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า
ความร่วมมือครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมงานวิจัย การพัฒนา
และนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยรวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือทางวิชาการควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และการสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่เมืองและชนบทอย่างยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีผ่านความร่วมมือด้านวิชาการเทคโนโลยีและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า
การเคหะแห่งชาติมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมตั้งแต่การวางผังเมือง การออกแบบการก่อสร้าง การบริหารจัดการโครงการ ไปจนถึงการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับ NHDCL ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ภายหลังพิธีลงนามมีการจัดกิจกรรมอบรมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยรวมถึงการนำคณะผู้บริหาร NHDCL ศึกษาดูงานด้านการพัฒนาเมือง การฟื้นฟูชุมชน และการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 27–29 มกราคม 2569
“ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยผ่านความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในระยะยาว”

ในส่วนของ Mr. Rinchen Wangdi ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร National Housing Development Corporation Limited (NHDCL) กล่าวว่า
ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายจากการขยายตัวของเมือง ควบคู่กับความจำเป็นในการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ของการเคหะแห่งชาติ
และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมร่วมกันพร้อมต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในระยะยาวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อันจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป







