มารวย เรียลเอสเตท กางแผนครึ่งปีหลัง เปิด 2 โครงการใหม่ “โสธร 5–บ้านมารวย บางนา–บางปะกง” มูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท หลังโครงการเดิมปิดการขายได้ท่ามกลางสต๊อกที่อยู่อาศัยในฉะเชิงเทราซึ่งมีระยะเวลาดูดซับถึง 6 ปี ย้ำไม่ร่วมสงครามราคา ชูฟังก์ชันบ้านและวัสดุคุณภาพ ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 450 ล้านบาท พร้อมผลักดันรายได้รวมแพทโก้ กรุ๊ปสู่ 800–1,000 ล้านบาท

ดร.นวณัฐ สุขะมงคล รองประธานกรรมการบริหาร แพทโก้ กรุ๊ป และบริษัท มารวย เรียลเอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดฉะเชิงเทราช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังยอดขายในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน และเริ่มส่งต่อแรงหนุนมายังไตรมาส 3 และไตรมาส 4
แม้ภาพรวมตลาดฉะเชิงเทรายังคงมีอุปทานคงค้างสูง และต้องใช้เวลาดูดซับประมาณ 6 ปี แต่โครงการเดิมของมารวย เรียลเอสเตทสามารถปิดการขายได้ทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งพัฒนาเฟสใหม่เพื่อรองรับกำลังซื้อทั้งจากคนในพื้นที่ รวมถึงผู้ซื้อที่ย้ายมาจากชลบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ
ทั้งนี้บริษัทฯ มองว่า ฉะเชิงเทรายังมีศักยภาพจากการเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และชลบุรี ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยยังเข้าถึงได้ง่ายกว่าหลายพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะบ้านแฝดชั้นเดียว ซึ่งยังสามารถพัฒนาในระดับราคาเริ่มต้นประมาณ 2 ล้านบาทต้น ๆ เทียบเท่ากับราคาทาวน์เฮาส์ในบางทำเล
เปิด 2 โครงการรับดีมานด์แนวราบ
สำหรับแผนการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง มารวย เรียลเอสเตท เตรียมเปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง ประกอบด้วย “โครงการโสธร 5” โครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดบนพื้นที่กว่า 55 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท
และโครงการ “บ้านมารวย บางนา–บางปะกง” บนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ จำนวนรวม 175 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านแฝดชั้นเดียว 94 ยูนิต ขนาดที่ดินเริ่มต้น 37 ตารางวา ราคาเริ่มต้นประมาณ 2 ล้านบาทต้น ๆ และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ซึ่งมีขนาดที่ดินสูงสุด 126 ตารางวา รองรับทั้งกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรกและครอบครัวที่ต้องการขยายพื้นที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงานและเส้นทางคมนาคมหลัก
ดร.นวณัฐ กล่าวว่า การแข่งขันในตลาดแนวราบยังมีแรงกดดันจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ใช้กลยุทธ์ลดราคา โดยบางโครงการปรับราคาทาวน์เฮาส์จากระดับ 2 ล้านบาทต้น มาอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่มีนโยบายแข่งขันด้วยราคา เพราะอาจกระทบต่อคุณภาพสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว
โดยกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ จึงให้น้ำหนักกับการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง เช่น บ้านแบบ 4 ห้องนอนที่แต่ละห้องมีขนาดเหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงการเลือกวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูงและจัดซื้อโดยตรงจากซัพพลายเออร์ เพื่อลดปัญหาการซ่อมแซมและการดูแลหลังส่งมอบ
บ้านลักชัวรีทำยอดขาย 350 ล้าน
ในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีในฉะเชิงเทรา ซึ่งพัฒนาบนพื้นที่ประมาณ 35 ไร่ จำนวน 103–125 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 7.99–35 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วประมาณ 30 หลัง คิดเป็นมูลค่าเกือบ 350 ล้านบาท และคาดว่าจะปิดการขายทั้งโครงการได้ภายใน 2 ปี บริษัทได้ร่วมมือกับนักออกแบบและนักตกแต่งในการพัฒนาบ้านตัวอย่างระดับราคา 35 ล้านบาท บนที่ดินเกือบ 100 ตารางวา โดยเน้นรายละเอียดด้านสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน และภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้แก่โครงการ

เสนอแบงก์ทบทวนเกณฑ์สินเชื่อ
ดร.นวณัฐ พร้อมเสนอให้สถาบันการเงินทบทวนหลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงและเงื่อนไขทางการเงินระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยควรพิจารณาจากผลการดำเนินงาน คุณภาพโครงการ ประวัติการชำระหนี้ และศักยภาพในการดูแลลูกค้า มากกว่าการให้น้ำหนักกับสถานะของบริษัทเพียงด้านเดียว เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในอุตสาหกรรม
สำหรับการขอสินเชื่อของผู้ซื้อ พบว่าลูกค้าของบริษัทส่วนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการอิสระและผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมและตรวจสอบเอกสารรายได้มากกว่ากลุ่มพนักงานประจำ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ยังสามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อได้ โดยมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ
หนุนต่างชาติซื้อบ้านภายใต้ระบบกำกับ
ด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย บริษัทเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์ให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อบ้านจัดสรรได้อย่างถูกต้อง ภายใต้เงื่อนไขและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการถือครองผ่านตัวแทนหรือนอมินี ตลอดจนช่วยกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายภายในประเทศ
โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งมีนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก หากภาครัฐสามารถกำหนดสัดส่วน พื้นที่ และเงื่อนไขการถือครองที่เหมาะสม จะช่วยสนับสนุนตลาดที่อยู่อาศัยควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
ขณะเดียวกัน ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติและมาตรการบริหารผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนและชุมชน
ปักธงยอดขายแตะ 1,000 ล้าน
สำหรับเป้าหมายผลการดำเนินงานปีนี้ มารวย เรียลเอสเตท ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนที่ทำได้ประมาณ 300 ล้านบาท ขณะที่แพทโก้ กรุ๊ปตั้งเป้าผลักดันยอดขายรวม 800–1,000 ล้านบาท โดยยังคงมุ่งพัฒนาโครงการแนวราบที่เน้นคุณภาพ ฟังก์ชันการอยู่อาศัย และความคุ้มค่าในระยะยาว














