AWC เปิดกลยุทธ์เชื่อมธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กับตลาดทุน ผ่านกองทรัสต์ AWR เตรียมลงทุนสินทรัพย์กรรมสิทธิ์ 5 แห่ง มูลค่าเริ่มต้นไม่เกิน 51,388 ล้านบาท วาง 3 กลไกขับเคลื่อนผลตอบแทนจากการดำเนินงาน มูลค่าทรัพย์สิน และการซื้อสินทรัพย์เพิ่ม พร้อมเปิดทางขยายพอร์ตจากโครงการของ AWC โดยบริษัทจะถือหน่วยทรัสต์ไม่เกิน 28%
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดแผนขับเคลื่อนธุรกิจผ่านทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เอดับเบิ้ลยูซี ไลฟ์สไตล์ พร๊อพเพอร์ตีส์ หรือ AWR โดยเตรียมลงทุนในสินทรัพย์ประเภทกรรมสิทธิ์ (Freehold) ทั้งอาคารสำนักงานและโรงแรมรวม 5 แห่ง ด้วยมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 51,388 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์แบบ Freehold ขนาดใหญ่ที่สุดของไทย

แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการเติบโตที่เชื่อมการพัฒนาโครงการเข้ากับการบริหารสินทรัพย์สร้างรายได้ โดย AWC รับบทผู้พัฒนา ตั้งแต่คัดเลือกทำเล ออกแบบ ลงทุน ก่อสร้าง และจัดหาพันธมิตร ขณะที่ AWR มุ่งลงทุนและถือครองสินทรัพย์ที่ผ่านการพัฒนาและมีรายได้แล้ว เพื่อสร้างกระแสเงินสดแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ควบคู่กับโอกาสเพิ่มมูลค่าพอร์ตในระยะยาว
ผู้จัดการกองทรัสต์ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569
เชื่อมการพัฒนาโครงการกับตลาดทุน
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า การจัดตั้ง AWR จะช่วยให้บริษัทสร้างผลตอบแทนจากการพัฒนาโครงการและบริหารเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กองทรัสต์เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีส่วนร่วมในรายได้และการเติบโตของสินทรัพย์ที่บริษัทพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
พอร์ตเริ่มต้นประกอบด้วย ดิ เอ็มไพร์ ในย่านสาทร และโรงแรมอีก 4 แห่ง ได้แก่ บันยันทรี เกาะสมุย บันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท มีเลีย เกาะสมุย และพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ครอบคลุมทั้งฐานลูกค้าภาคธุรกิจ นักท่องเที่ยวระดับลักชัวรี และกลุ่มครอบครัว
“บทบาทที่เสริมกันนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้น AWC ได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินที่มีผลการดำเนินงานมั่นคงแล้ว ขณะที่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ AWR ได้รับรายได้ค่าเช่าและโอกาสการเติบโตของมูลค่าพอร์ต” นางวัลลภากล่าว
ปัจจุบัน AWC มีพอร์ต 62 โครงการ โดยมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นจาก 96,460 ล้านบาท ณ วันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2562 เป็น 224,100 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นฐานรองรับโอกาสขยายการลงทุนของ AWR ในอนาคต
วาง 3 กลไกเพิ่มรายได้–มูลค่าพอร์ต
กลยุทธ์การเติบโตของ AWR แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินจากการถือกรรมสิทธิ์ และการลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติม
ด้านผลการดำเนินงาน สินทรัพย์เริ่มต้นทั้ง 5 แห่งมี EBITDA หรือกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย เติบโต 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยกองทรัสต์จะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและรายได้ของแต่ละโครงการ
ด้านมูลค่าทรัพย์สิน การลงทุนแบบ Freehold เปิดโอกาสให้กองทรัสต์ได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่ดินและอาคารที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะสินทรัพย์บนทำเลศักยภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด
ส่วนการขยายพอร์ต AWR มีสิทธิในการปฏิเสธก่อน หรือ Right of First Refusal (ROFR) สำหรับสินทรัพย์ที่ AWC คัดเลือกไว้เบื้องต้น 9 แห่ง รวมถึงอีก 48 โครงการในพอร์ตปัจจุบันและโครงการในอนาคต พร้อมพิจารณาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์จากตลาด ทั้งนี้ การลงทุนเพิ่มเติมจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผลตอบแทนที่มีต่อผู้ถือหน่วยทรัสต์
ผสมรายได้สำนักงานกับโอกาสเติบโตของโรงแรม
พอร์ตเริ่มต้นของ AWR วางให้รายได้จากอาคารสำนักงานเป็นฐาน ควบคู่กับโอกาสเติบโตจากธุรกิจโรงแรมในสมุย กระบี่ และพัทยา เพื่อกระจายแหล่งรายได้ระหว่างภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว
ดิ เอ็มไพร์ มีพื้นที่เช่าสุทธิ 158,021 ตารางเมตร ผู้เช่ากว่า 200 ราย และอัตราการต่อสัญญาของผู้เช่า 99% พร้อมเสริมพื้นที่อาหาร ไลฟ์สไตล์ และเวลเนส เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของโครงการ ขณะที่มาตรฐานอาคาร LEED Gold, WELL Core Platinum และ Fitwel 2 Star สนับสนุนแนวทางบริหารพลังงานและต้นทุนดำเนินงาน

สำหรับกลุ่มโรงแรม บันยันทรี เกาะสมุย มีพูลวิลล่า 88 หลัง และ EBITDA เติบโตเฉลี่ยต่อปี 11% ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ส่วนบันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท มีห้องสวีทและวิลล่า 72 ห้อง โดย EBITDA เติบโตเฉลี่ยต่อปี 21.7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
มีเลีย เกาะสมุย ขนาด 200 ห้อง มี EBITDA เติบโตเฉลี่ยต่อปี 22.7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ขนาด 287 ห้อง ซึ่งปรับตำแหน่งทางการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มครอบครัวและเพื่อน มีรายได้ต่อห้องพักที่มีให้บริการ หรือ RevPAR เติบโต 150% หลังเปิดดำเนินงานเพียง 1 ปี ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย



AWC ถือหน่วยไม่เกิน 28% เชื่อมผลประโยชน์ผู้ลงทุน
โครงสร้างการจัดสรรหน่วยทรัสต์กำหนดให้ผู้ลงทุนถือหน่วยรวมอย่างน้อย 72% และ AWC ถือไม่เกิน 28% เพื่อให้บริษัทมีส่วนร่วมกับผลการดำเนินงานของกองทรัสต์และมีผลประโยชน์สอดคล้องกับผู้ถือหน่วยรายอื่น
ดร.ไพฑูรย์ วงศาสุทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทผู้จัดการกองทรัสต์ และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนของ AWC กล่าวว่า AWR จะเน้นสินทรัพย์ที่มีรายได้มั่นคง อยู่ในทำเลศักยภาพ และมีโอกาสเพิ่มผลการดำเนินงาน พร้อมพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมอย่างมีวินัย
โครงสร้างค่าธรรมเนียมการบริหารจะเชื่อมโยงกับการเติบโตของผลตอบแทนต่อหน่วยทรัสต์ ขณะที่คณะกรรมการของผู้จัดการกองทรัสต์ประกอบด้วยกรรมการอิสระมากกว่า 60% โดยกรรมการอิสระได้รับการแต่งตั้งร่วมจากทรัสตี เพื่อกำกับดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยทรัสต์
“เรามุ่งสร้าง AWR ให้เป็นกองทรัสต์คุณภาพระดับชั้นนำที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านขนาด มูลค่า และผลตอบแทน เพื่อเป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาวสำหรับผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.ไพฑูรย์กล่าว
รายละเอียดโครงสร้างการลงทุน ประมาณการทางการเงิน สมมติฐาน และความเสี่ยงของ AWR ปรากฏในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์และร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต.














