Loading...
Loading...
4/19/2026 • by Admin
ของเยอะ = พลังตัน! เคลียร์บ้านนิดเดียว พลังเดินลื่นขึ้นจริง เปิดทางรับทรัพย์ตามหลักฮวงจุ้ย เคยไหมครับ? รู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตทำอะไรก็ติดขัด ไอเดียที่เคยพุ่งพล่าน

5/26/2025 • by Homeday
การต่อเติมห้องกระจกข้างบ้านกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่เจ้าของบ้านหลังริม เนื่องจากเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างข้างบ้านที่มักถูกมองข้าม โดยการสร้างห้องกระจกหรือกลาสเฮ้าส์สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและสร้างมุมพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ1 การต่อเติมรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านเท่านั้น แต่ยังสร้างพื้นที่แสงธรรมชาติและการเชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกบ้านได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากสามารถสร้างได้ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าที่คิด ขอบคุณภาพจาก : Cantifix แล้วต้นทุนการต่อเติมห้องกระจกข้างบ้านจริงๆแล้วเป็นอย่างไร? การคิดค่าใช้จ่ายในการต่อเติมห้องกระจกถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนการตัดสินใจ ตามข้อมูลจากต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 3,000 ปอนด์ต่อตารางเมตร หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 43,270 ปอนด์สำหรับห้องกระจกขนาดกลาง อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่านี้มาก โดยเฉพาะการใช้วัสดุและแรงงานในประเทศ การออกแบบห้องกระจกสำเร็จรูปที่ใช้โครงสร้างเหล็กหุ้มด้วย UPVC และกระจกนิรภัยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 18,000-22,000 บาทต่อตารางเมตร ความคุ้มค่าของการลงทุนนี้สะท้อนได้จากกรณีศึกษาที่เจ้าของบ้านรายหนึ่งประเมินงบประมาณไว้หลักแสน แต่เมื่อดำเนินการจริงกลับได้ราคาที่ถูกกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบครึ่ง1 นอกจากนี้ การออกแบบที่เหมาะสมยังสามารถสร้างความรู้สึกโปร่งกว้างและเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินได้ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทำให้ต้นทุนคุ้มค่ายิ่งขึ้นคือความทนทานของวัสดุที่ใช้ โดยเฉพาะ UPVC ที่มีอายุการใช้งานเกิน 30 ปี ทนต่อสภาพอากาศทุกแบบ และไม่ต้องการการบำรุงรักษามาก โครงสร้างเหล็กที่ถูกหุ้มด้วย UPVC จะไม่สัมผัสกับอากาศชื้น ทำให้เพิ่มอายุความคงทนของโครงเหล็กได้เป็นเท่าตัว ขอบคุณภาพจาก : Detail Library ข้อดีของห้องกระจกข้างบ้านที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนมีอะไรบ้าง? ห้องกระจกข้างบ้านมีข้อดีมากมายที่เกินกว่าการเป็นเพียงพื้นที่เพิ่มเติม การออกแบบด้วยกระจกจากพื้นถึงเพดานช่วยให้แสงธรรมชาติเข้ามาอย่างเต็มที่ สร้างบรรยากาศที่สดชื่นและเปิดโล่ง ระบบกระจกสมัยใหม่สามารถลดการดูดซับความร้อนจากแสงแดด ขณะที่ยังคงให้แสงธรรมชาติผ่านเข้ามาได้ [...]

5/14/2025 • by Homeday
การตกแต่งบ้านให้ดูสวยงามร่วมสมัยอาจไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงหรือรีโนเวทใหญ่เสมอไป บางครั้งเพียงการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างความแตกต่างที่น่าทึ่งได้ บทความนี้จะแนะนำ 5 ไอเดียง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้ดูใหม่ สดชื่น และน่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณไม่มากและสามารถทำได้เอง 1. พลังแห่งธรรมชาติ: เพิ่มต้นไม้ในบ้านอย่างไรให้ได้ทั้งสุขภาพและความสวยงาม? การนำต้นไม้เข้ามาตกแต่งในบ้านไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย การศึกษาวิจัยพบว่าต้นไม้ในร่มสามารถช่วยลดระดับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจ่อและมีส่วนช่วยในกระบวนการบำบัดจิตใจอีกด้วย ต้นไม้บางชนิดมีคุณสมบัติในการฟอกอากาศที่ดีเยี่ยม เช่น Peace Lily สามารถดูดซับสารพิษในอากาศและย่อยสลายในดิน ทำให้อากาศในบ้านสะอาดขึ้น ส่วนต้น Aloe Vera นอกจากจะมีประโยชน์ด้านความงามแล้ว ยังช่วยปล่อยออกซิเจนและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางคืน ทำให้อากาศในห้องนอนบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น การจัดวางต้นไม้ในบ้านสามารถทำได้หลากหลายวิธี คุณอาจจัดกลุ่มต้นไม้หลายขนาดเข้าด้วยกันเพื่อสร้างมุม urban jungle โดยวางต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ไว้ด้านล่างและต้นเล็กๆ ไว้บนชั้นด้านบน หรือใช้ที่แขวนต้นไม้เพื่อประหยัดพื้นที่ในห้องขนาดเล็ก การเลือกกระถางที่มีดีไซน์สวยงามก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเสริมลุคให้กับบ้านของคุณได้อย่างลงตัว 2. ศิลปะบนผนัง: จะเลือกและจัดวางงานศิลปะอย่างไรให้บ้านดูมีสไตล์? งานศิลปะบนผนังเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการเปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้าน นอกจากจะช่วยเพิ่มสีสันและความน่าสนใจแล้ว ยังสามารถสะท้อนบุคลิกและรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี การเลือกงานศิลปะที่เข้ากับสไตล์การตกแต่งของคุณจะช่วยสร้างจุดสนใจและทำให้พื้นที่นั้นดูมีชีวิตชีวามากขึ้น มีหลากหลายวิธีในการจัดวางงานศิลปะบนผนัง คุณอาจสร้าง gallery wall โดยรวบรวมรูปภาพและงานศิลปะที่คุณชื่นชอบมาจัดเรียงในรูปแบบที่น่าสนใจ หรือเลือกใช้งานศิลปะขนาดใหญ่เพียงชิ้นเดียวเป็นจุดเด่นของห้อง แม้กระทั่งการติดภาพโปสเตอร์หรือการ์ดด้วยเทปวาชิสีสันสดใสก็เป็นทางเลือกที่ทั้งประหยัดและสร้างสรรค์ งานศิลปะบนผนังยังช่วยสร้างจุดสนใจและช่วยเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ในห้องเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ [...]

5/8/2025 • by Homeday
Art Deco คืออะไร และทำไมจึงได้รับความนิยมมายาวนาน? Art Deco เป็นสไตล์การออกแบบที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1925-1939 ซึ่งเฟื่องฟูในยุโรปและอเมริกาในช่วงที่เรียกว่า “Roaring Twenties” โดยเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เช่น ลัทธิคลาสสิกใหม่ ลัทธิบาศกนิยม และลัทธิสมัยใหม่ ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นในการใช้รูปทรงเรขาคณิต เส้นสายที่เรียบง่ายแต่แข็งแรง และการใช้วัสดุที่มีความหรูหรา ความนิยมของ Art Deco ไม่เคยจางหายไปตลอดหลายทศวรรษ เพราะสามารถผสมผสานความคลาสสิกและความทันสมัยได้อย่างลงตัว ในปัจจุบัน การตกแต่งบ้านสไตล์นี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ชื่นชอบความหรูหรา มีระดับ และต้องการบ้านที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร การแต่งบ้านสไตล์ Art Deco ให้ความรู้สึกย้อนยุคแต่ยังคงความหรูหราทันสมัย การตกแต่งประเภทนี้เน้นความสง่างาม ความเป็นประกายเงา และรูปทรงที่โดดเด่น ทำให้บ้านดูมีคุณค่าและมีรสนิยมสูง เอกลักษณ์เด่นของสไตล์ Art Deco ที่ต้องรู้ก่อนเริ่มตกแต่ง การที่จะแต่งบ้านให้เป็นสไตล์ Art Deco อย่างแท้จริงนั้น ต้องเข้าใจถึงองค์ประกอบหลักที่ทำให้สไตล์นี้มีเอกลักษณ์โดดเด่น ซึ่งประกอบไปด้วยคุณลักษณะหลายประการที่น่าสนใจ เอกลักษณ์แรกคือการใช้รูปทรงเรขาคณิตเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม หรือรูปหกเหลี่ยม โดยนำมาจัดเรียงให้เกิดความสมมาตรและความสมดุล การใช้เส้นสายตรงและเส้นโค้งที่ชัดเจนประกอบกันอย่างลงตัว ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความทันสมัยในยุคนั้น [...]

4/2/2025 • by Homeday
แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การเตรียมความพร้อมของที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายและการบาดเจ็บ แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวรุนแรง แต่เรายังคงสามารถรับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านได้ บทความนี้จะแนะนำวิธีการจัดบ้านให้ปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยเน้นที่ 5 จุดสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของหนักในบ้าน การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของหนักในบ้านอย่างเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันอันตรายเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากขณะเกิดแรงสั่นสะเทือน วัตถุหนักอาจล้มหรือเคลื่อนที่จนเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย การยึดติดเฟอร์นิเจอร์กับผนังหรือพื้น เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่เช่น ตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ หรือชั้นวางของ ควรได้รับการยึดติดกับผนังหรือพื้นอย่างแน่นหนา สามารถใช้อุปกรณ์ยึดเฟอร์นิเจอร์ (Furniture Anchor) หรือสายรัดกันล้ม (Anti-tip Straps) ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป การยึดติดจะช่วยป้องกันไม่ให้เฟอร์นิเจอร์ล้มทับผู้อยู่อาศัยขณะเกิดแผ่นดินไหว โดยเฉพาะในห้องนอนเด็กหรือห้องที่มีการใช้งานเป็นประจำ การจัดวางของหนักในระดับต่ำ ควรวางสิ่งของที่มีน้ำหนักมากไว้ในชั้นล่างของชั้นวางของหรือตู้ เช่น หนังสือเล่มใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือของสะสมที่มีน้ำหนัก ส่วนของเบาควรจัดเก็บไว้ในชั้นบน เพื่อลดความเสี่ยงที่ของหนักจะตกลงมาทำให้เกิดการบาดเจ็บ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการวางของหนักบนหัวเตียงหรือเหนือที่นั่งที่ใช้งานเป็นประจำ การจัดเตรียงทางหนีไฟ จัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ไม่กีดขวางทางออกฉุกเฉิน ประตู หน้าต่าง หรือเส้นทางการอพยพ ควรมีเส้นทางอพยพอย่างน้อย 2 เส้นทางในแต่ละห้อง โดยไม่มีสิ่งกีดขวางที่อาจล้มขวางทางได้ขณะเกิดแผ่นดินไหว การจัดให้มีพื้นที่ว่างที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับหลบภัยเฉพาะหน้า เช่น ใต้โต๊ะที่แข็งแรงหรือใกล้เสาบ้าน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม 2. การตรวจสอบโครงสร้างอาคารและจุดเสี่ยง บ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรงย่อมปลอดภัยกว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหว [...]

1/23/2025 • by Homeday
ในยุคที่ความรักมักเปราะบาง หลายคนมองหาวิธีเสริมพลังความรักให้มั่นคงและยืนยาว ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์โบราณที่ช่วยจัดสมดุลพลังงานในบ้านเพื่อส่งเสริมความสัมพัน

1/19/2025 • by Homeday
บทนำ ห้องน้ำเป็นพื้นที่สำคัญในบ้านที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน การจัดวางกระจกในห้องน้ำตามหลักฮวงจุ้ยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างพลังงานที่ดีและความเ

6/27/2023 • by Homeday
บ้านเรือนกระจกหลังนี้ อยู่ที่ประเทศ Australia เป็นผลงานออกแบบของ Ashley Halliday ออกแบบสไตล์นอร์ดิก-โมเดิร์น หลังคาแบบทรง A-frame บ่งบอกความเป็นนอร์ดิ

8/29/2022 • by Homeday
ทั้งนี้ แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะไม่ใช่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงในปริมาณสูง แต่ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ(Value Chain) ก็เป็นส

3/17/2025 • by Homeday
คู่มือสำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านในสไตล์ที่ใช่ การออกแบบบ้านเป็นศิลปะที่สะท้อนถึงรสนิยมและวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านใหม่ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสไตล์การออกแบบจะช่วยให้ตัดสินใจเลือกบ้านที่ตรงกับความต้องการได้อย่างลงตัว วันนี้เราจะมาสำรวจความแตกต่างระหว่างบ้านสไตล์โมเดิร์นและคอนเทมโพรารีกัน รากฐานทางประวัติศาสตร์และความเป็นมา สไตล์โมเดิร์น: ความเรียบง่ายแห่งการออกแบบ สถาปัตยกรรมโมเดิร์นเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีแนวคิดหลักคือ “Form Follows Function” ซึ่งหมายถึงการออกแบบที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก นักออกแบบชาวเยอรมัน Walter Gropius และสถาปนิกชาวสวิส Le Corbusier เป็นผู้บุกเบิกสไตล์นี้ ด้วยการสร้างสรรค์อาคารที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ปราศจากการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือย สไตล์คอนเทมโพรารี: ความยืดหยุ่นแห่งการออกแบบร่วมสมัย คอนเทมโพรารีเป็นสไตล์ที่วิวัฒนาการมาจากโมเดิร์น แต่มีความยืดหยุ่นและผสมผสานมากกว่า เริ่มเป็นกระแสหลังจากยุค 1970 โดยเน้นการผสมผสานระหว่างสไตล์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้มีความหลากหลายและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามแนวโน้มการออกแบบที่เปลี่ยนไป องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม โครงสร้างและรูปทรงของโมเดิร์น เส้นตรงคมชัด รูปทรงเรขาคณิต วัสดุโปร่งใส เช่น กระจก เหล็ก คอนกรีต หน้าต่างขนาดใหญ่ พื้นที่เปิดโล่ง โครงสร้างและรูปทรงของคอนเทมโพรารี เส้นโค้งนุ่มนวล รูปทรงที่หลากหลาย การผสมผสานวัสดุ การออกแบบที่ไม่เป็นทางการ พื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น การตกแต่งภายใน การตกแต่งสไตล์โมเดิร์น การตกแต่งภายในบ้านสไตล์โมเดิร์นเน้นความเรียบง่าย สีขาว เทา [...]

5/12/2025 • by Homeday
มุมกาแฟในบ้านไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับชงเครื่องดื่ม แต่เป็นพื้นที่แห่งความผ่อนคลายที่ช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์คนรักกาแฟโดยไม่ต้องออกไปนั่งคาเฟ่ข้างนอก การสร้างมุมกาแฟในบ้านที่มีเสน่ห์ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและเป็นพื้นที่พิเศษสำหรับการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นมุมเล็กๆ ข้างหน้าต่าง หรือมุมในสวนข้างบ้าน บทความนี้รวบรวมไอเดียการจัดมุมกาแฟหลากหลายสไตล์ที่คุณสามารถปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่และความชอบส่วนตัวของคุณเองได้ เหตุใดหลายคนจึงนิยมทำมุมกาแฟในบ้าน? การมีมุมกาแฟในบ้านกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคที่หลายคนทำงานจากที่บ้านมากขึ้น มุมกาแฟในบ้านช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นสถานที่พักใจเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน เรียน หรือกิจกรรมต่างๆ นอกจากนี้การมีมุมกาแฟในบ้านยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการออกไปนั่งคาเฟ่ข้างนอกด้วย การสร้างมุมกาแฟในบ้านยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านและยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่พักอาศัย แต่เป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในการพักผ่อน หรือความต้องการในการเข้าสังคมเมื่อมีเพื่อนมาเยี่ยม เลือกสถานที่จัดมุมกาแฟในบ้านอย่างไรให้เหมาะสม? การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างมุมกาแฟในบ้าน ควรคำนึงถึงทิศทางแสงแดดและลม เพื่อให้ได้บรรยากาศที่ดีที่สุด ในประเทศไทยทิศที่ร้อนที่สุดคือทิศตะวันตกและทิศใต้ ส่วนทิศที่สัมผัสแดดน้อยคือทิศเหนือ หากมุมกาแฟอยู่บริเวณสวนที่มีต้นไม้ใหญ่ คุณสามารถเลือกตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ได้ เพราะร่มเงาจะช่วยบังแสงแดด และยังมีลมพัดผ่านให้รู้สึกเย็นสบาย สำหรับมุมกาแฟที่ไม่ได้อยู่ในสวนและไม่ต้องการแสงแดดจัด อาจเลือกบริเวณทิศเหนือ นอกจากนี้ การเลือกพื้นที่ใกล้หน้าต่างบานใหญ่จะช่วยให้มองเห็นวิวสวนแบบพาโนรามา ทำให้รู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้แม้จะนั่งอยู่ในบ้าน หรือหากมีพื้นที่จำกัด อาจจัดมุมกาแฟในมุมเล็กๆ ของห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่ว่างใต้บันได ซึ่งสามารถทำให้เป็นมุมที่น่าสนใจได้ จัดมุมกาแฟสไตล์มินิมอลอย่างไรให้ดูทันสมัย? สไตล์โมเดิร์นมินิมอลเป็นสไตล์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ดูทันสมัย มุมกาแฟสไตล์นี้มักเน้นใช้วัสดุที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ เช่น กระจก คอนกรีต หรือไม้ โดยใช้โทนสีเรียบๆ เช่น ขาว ครีม เทา การจัดพื้นที่แบบมินิมอลควรเน้นความโล่ง [...]

3/18/2025 • by Homeday
การเลือกโคมไฟที่เหมาะสมไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มแสงสว่างให้กับพื้นที่ แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างบรรยากาศและเอกลักษณ์ของการตกแต่งภายใน โคมไฟที่ถูกเลือกอย่างเหมาะสมสามารถเปลี่ยนโฉมห้องได้อย่างน่าทึ่ง 1. เข้าใจประเภทของแสงสว่าง แสงทั่วไป (Ambient Lighting) แสงทั่วไปคือแสงหลักที่ให้ความสว่างทั่วห้อง โคมไฟแบบเพดานหรือโคมไฟตั้งพื้นเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับแสงประเภทนี้ ควรเลือกโคมไฟที่ให้แสงกระจายอย่างทั่วถึง และสามารถปรับความเข้มแสงได้ แสงเฉพาะจุด (Task Lighting) แสงเฉพาะจุดมุ่งเน้นการส่องสว่างบริเวณพื้นที่ทำงานหรือกิจกรรมเฉพาะ โคมไฟข้างเตียง โคมไฟทำงาน หรือโคมไฟอ่านหนังสือเป็นตัวอย่างที่ดี ควรเลือกโคมไฟที่สามารถปรับทิศทางแสงได้ แสงประดับ (Accent Lighting) แสงประดับใช้เพื่อเน้นจุดเด่นในห้อง เช่น งานศิลปะ ชั้นวางหนังสือ หรือสถาปัตยกรรมพิเศษ โคมไฟติดผนัง สปอตไลท์ หรือไฟ LED เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ 2. คำนึงถึงสไตล์การตกแต่ง สไตล์มินิมอล เลือกโคมไฟทรงเรียบง่าย มีเส้นสายกระชับ ใช้วัสดุเช่นโลหะ กระจก หรือพลาสติกเงา โทนสีขาว เทา หรือดำเป็นตัวเลือกที่ดี สไตล์วินเทจ โคมไฟด้วยวัสดุทองเหลือง ทองแดง หรือเหล็กหล่อ รูปทรงคลาสสิก มีลวดลายประดับ จะช่วยเพิ่มความคลาสสิกให้กับพื้นที่ สไตล์โมเดิร์น เน้นรูปทรงเรขาคณิต วัสดุสมัยใหม่ เช่น [...]
