Logo
BuyRentProjectsLocationsArticlesUser GuideContact
Post Listing
Post Listing
Homeday
BuyRentProjectsLocationsArticlesUser GuideContactFavorites
HOMEDAY Logo

Thailand's #1 trusted all-in-one real estate platform. Find your dream home, premium condos, or invest in property easily right here.

DBD Registered

Main Menu

  • Home
  • Buy Property
  • Rent Property
  • New Projects
  • Top Locations
  • Real Estate Articles
  • User Guide
  • Contact Us

Property Types

  • Condo
  • House
  • Townhouse
  • Land

Contact Us

  • Phone090-916-9993Daily 9:00 AM - 6:00 PM
  • Email[email protected]
  • Office159/229 Moo 6, Lampho, Bang Bua Thong
    Nonthaburi 11110, Thailand

Popular Searches

Sukhumvit CondoBTS CondoBangna HouseCheap TownhouseKhao Yai LandRatchada Condo for RentNonthaburi Second-hand HouseNew Condo ReviewHome LoanLand AppraisalInvestment PropertyPost Property for Free

© 2026 HOMEDAY GROUP Co., Ltd. All rights reserved.

Terms & ConditionsPrivacy PolicySitemap
Add LINE Sticky

ภาษีมรดกคืออะไร? เราจำเป็นต้องเสียเมื่อไหร่ และวางแผนอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?

Homeday
23 เมษายน 2568
3 min read
Share:FacebookXLINE

แก้ไขล่าสุด 23/4/2568

ภาษีมรดกคืออะไร? เราจำเป็นต้องเสียเมื่อไหร่ และวางแผนอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?

Related Articles

Recommended Projects

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)
บ้านเดี่ยว
New Project

วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา (Villa 168 New Krungthepkreetha)

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
เขตลาดกระบัง, กรุงเทพมหานคร

บ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 91 หลัง บนถนนพัฒนาชนบท 4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โครงการเน้นความเป็นส่วนตัว มีแบบบ้าน 6 แบบ พื้นที่ใช้สอย 251-408 ตร.ม. 3-4 ห้องนอน 3-6 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-4 คัน ส่วนกลางประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ พื้นที่พักผ่อน สวนส่วนกลาง สนามเด็กเล่น และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอ่านป้ายทะเบียนและกล้อง CCTV เดินทางเชื่อมมอเตอร์เวย์ ถนนวงแหวนกาญจนาฯ และสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวก

Starts at 11,990,000 THB
เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)
บ้านเดี่ยว
Ready to Move In

เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao)

เอพี (ไทยแลนด์)
เอพี (ไทยแลนด์)
เขตตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร

โครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า (THE CITY Charun - Pinklao) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี พัฒนาโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนแก้วเงินทอง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โครงการได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ English Modern Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Tudor มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่และรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกหลายช่วงวัยในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในได้อย่างสะดวก พื้นที่โครงการถูกพัฒนาบนที่ดินขนาด 27 ไร่ โดยเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 58 ยูนิต ตัวบ้านตั้งอยู่บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป และมีพื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 390 ถึง 580 ตารางเมตร ฟังก์ชันบ้านได้รับการออกแบบให้มีขนาด 4 ถึง 5 ห้องนอน 5 ถึง 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่จอดรถ 3 ถึง 4 คัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมเช่น พื้นที่ห้องรับแขกเพดานสูงแบบ Double Volume และฟังก์ชันห้องใต้หลังคา เพื่อเพิ่มมิติและพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายในโครงการมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางอย่างครบครัน ประกอบด้วย อาคารคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกายที่รองรับระบบ Virtual Fitness นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะส่วนกลางและสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้มีโครงสร้างส่งเสริมพัฒนาการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการนำระบบ KATSAN ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยของ AP มาใช้คัดกรองการเข้า-ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโครงการ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งของโครงการ เดอะ ซิตี้ จรัญฯ - ปิ่นเกล้า มีความโดดเด่นด้านเครือข่ายเส้นทางคมนาคม โดยสามารถเชื่อมต่อถนนเส้นหลักอย่างถนนบรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนราชพฤกษ์ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกไฟฉาย ประมาณ 3.1 กิโลเมตร และห่างจากจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 3.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, ตลาดบางขุนศรี และสถานศึกษาชั้นนำ

Starts at 25,900,000 THB
มหกรรมบ้านและคอนโด
ภาษีมรดกเป็นหนึ่งในภาษีที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยมากนัก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนทางการเงินและการส่งต่อทรัพย์สินให้แก่ทายาท โดยในประเทศไทยได้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดให้ผู้ที่ได้รับมรดกที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปต้องเสียภาษีในอัตรา 5% หรือ 10% ตามประเภทของความสัมพันธ์ บทความนี้จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมรดกอย่างละเอียด ทั้งนิยาม ผู้ที่ต้องเสีย ประเภททรัพย์สินที่เข้าข่าย วิธีการคำนวณ และเทคนิคการวางแผนเพื่อประโยชน์สูงสุดของทายาท
Article Image

ภาษีมรดกคืออะไร? และทำไมรัฐถึงต้องจัดเก็บ?

ภาษีมรดก หรือ Inheritance Tax คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้รับมรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นทายาททางสายเลือดหรือบุคคลอื่นที่ได้รับการระบุในพินัยกรรม โดยตามกฎหมายไทยจะเรียกเก็บเฉพาะกรณีที่ได้รับมรดกมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และเป็นการเก็บภาษีจากผู้รับมรดก ไม่ใช่จากกองมรดกหรือเจ้ามรดกผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ มีการออกแบบมาเพื่อกระจายความมั่งคั่งในสังคมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการสร้างรายได้ให้กับรัฐ
ภาษีมรดกมีหลักการพื้นฐานว่า ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินมูลค่าสูงโดยไม่ต้องลงแรงเอง ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศผ่านการจ่ายภาษี ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับระบบภาษีอากรทั่วโลกที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมทางสังคม โดยการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทยเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558
Article Image

ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก? กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?

การพิจารณาว่าใครต้องเสียภาษีมรดกนั้น มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนตามกฎหมาย โดยครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนี้:

บุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียภาษีมรดกประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก:
1. บุคคลที่มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศไทย 2. บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยตามกฎหมาย 3. บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยและไม่ได้อาศัยในไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
สำหรับกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง จะต้องเสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ ส่วนกลุ่มที่สามจะเสียภาษีเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

นิติบุคคล

นิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีมรดกแบ่งเป็น 2 ประเภท:
1. นิติบุคคลสัญชาติไทย ได้แก่: นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่มีคนไทยถือหุ้นมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน นิติบุคคลที่มีคนไทยเป็นผู้บริหารมากกว่าครึ่งหนึ่งของคณะบุคคล 2. นิติบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
สำหรับนิติบุคคลสัญชาติไทย จะต้องเสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ ส่วนนิติบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยจะเสียภาษีเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
Article Image

ทรัพย์สินประเภทใดบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก?

ไม่ใช่ทรัพย์สินทุกประเภทที่ต้องเสียภาษีมรดก กฎหมายได้ระบุประเภทของทรัพย์สินที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมรดกไว้อย่างชัดเจน 5 ประเภท ดังนี้:
1. อสังหาริมทรัพย์ – บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 2. หลักทรัพย์ตามกฎหมาย – หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม หน่วยลงทุน ตราสารหนี้ หรือตราสารอนุพันธ์ต่างๆ ที่ออกโดยนิติบุคคลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 3. เงินฝาก – เงินฝากในบัญชีธนาคาร สหกรณ์ หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ที่เจ้าของมรดกมีสิทธิถอนคืนได้ 4. ยานพาหนะ – รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ เครื่องบิน หรือยานพาหนะอื่นๆ ที่มีการจดทะเบียน 5. ทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ – ตามที่กำหนดเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา
ทั้งนี้ มีทรัพย์สินบางประเภทที่ไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมรดก ได้แก่:
• สิ่งของที่ไม่ระบุชื่อ – ทรัพย์สินที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนเพื่อระบุชื่อเจ้าของ เช่น เงินสด ทองคำ เครื่องประดับ เพชรพลอย ของสะสม ภาพวาด วัตถุโบราณ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา • เงินค่าสินไหมจากประกันชีวิต – เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิตแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินมรดก
Article Image

อัตราภาษีมรดกเท่าไหร่? และมีวิธีคำนวณอย่างไร?

อัตราภาษีมรดกในประเทศไทยขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของมรดกและผู้รับมรดก โดยมีอัตราที่แตกต่างกันดังนี้:
1. บุพการีหรือผู้สืบสันดาน – เสียภาษีอัตรา 5% ของมูลค่ามรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท บุพการี ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้สืบสันดาน ได้แก่ ลูก หลาน เหลน 2. บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดาน – เสียภาษีอัตรา 10% ของมูลค่ามรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท เช่น พี่น้อง ญาติห่างๆ เพื่อน หรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม

วิธีการคำนวณภาษีมรดก

การคำนวณภาษีมรดกมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน โดยใช้หลักการพื้นฐานดังนี้:
1. คำนวณมูลค่ารวมของทรัพย์สินมรดกทั้งหมดที่ได้รับ 2. หักภาระหนี้สินที่ตกทอดมาพร้อมกับมรดก 3. หักมูลค่าทรัพย์สินที่ไม่ต้องเสียภาษี (ถ้ามี) 4. ตรวจสอบว่ามูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ 5. ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ให้นำส่วนที่เกินมาคูณด้วยอัตราภาษีตามความสัมพันธ์กับเจ้ามรดก

ตัวอย่างการคำนวณ

กรณีที่ 1: บุตรได้รับมรดกจากบิดามูลค่า 150 ล้านบาท
• มูลค่ามรดกส่วนที่เกิน: 150,000,000 – 100,000,000 = 50,000,000 บาท • อัตราภาษี: 5% (เนื่องจากเป็นผู้สืบสันดาน) • ภาษีที่ต้องชำระ: 50,000,000 × 5% = 2,500,000 บาท
กรณีที่ 2: เพื่อนได้รับมรดกตามพินัยกรรมมูลค่า 200 ล้านบาท
• มูลค่ามรดกส่วนที่เกิน: 200,000,000 – 100,000,000 = 100,000,000 บาท • อัตราภาษี: 10% (เนื่องจากไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดาน) • ภาษีที่ต้องชำระ: 100,000,000 × 10% = 10,000,000 บาท
Article Image

กรณีใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดก?

นอกจากเกณฑ์มูลค่ามรดกที่ต้องเกิน 100 ล้านบาทแล้ว กฎหมายยังกำหนดกรณียกเว้นที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก ดังนี้:
1. มรดกที่ส่งมอบก่อนพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ – มรดกที่ผู้เสียชีวิตส่งมอบให้ผู้รับก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 2. มรดกที่ส่งมอบให้คู่สมรสตามกฎหมาย – คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าใด 3. มรดกที่ส่งมอบเพื่อสาธารณประโยชน์ – เช่น วัด มูลนิธิ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ 4. มรดกที่ส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐ – เช่น ส่วนราชการ องค์การมหาชน หรือรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย 5. มรดกที่ส่งมอบให้องค์กรระหว่างประเทศ – ที่มีข้อผูกพันกับประเทศไทย เช่น องค์การสหประชาชาติ หรือสถานทูต

วิธีการยื่นภาษีมรดกและกำหนดเวลาที่ต้องดำเนินการ

การยื่นภาษีมรดกมีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ชัดเจน ซึ่งผู้รับมรดกควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ ดังนี้:

ขั้นตอนการยื่นภาษีมรดก

1. กรอกแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60) ให้ครบถ้วนและถูกต้อง 2. แนบเอกสารประกอบการยื่นแบบ เช่น เอกสารแสดงการเป็นทายาท พินัยกรรม (ถ้ามี) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เป็นต้น 3. ยื่นแบบและชำระภาษีที่กรมสรรพากร

กำหนดเวลาในการยื่นแบบและชำระภาษี

• ผู้รับมรดกต้องยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 150 วัน นับจากวันที่ได้รับมรดก • หากผู้รับมรดกเสียชีวิตก่อนครบกำหนดยื่นแบบ ให้ผู้จัดการมรดกยื่นแบบและชำระภาษีแทนภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ผู้รับมรดกเสียชีวิต • ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น อาจขอขยายเวลายื่นแบบออกไปได้ไม่เกิน 45 วัน

การผ่อนชำระภาษีมรดก

เนื่องจากภาษีมรดกอาจมีจำนวนเงินสูง กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ผู้รับมรดกสามารถผ่อนชำระได้ โดย:
• สามารถยื่นคำร้องขอผ่อนชำระได้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี • หากสามารถชำระภาษีให้หมดภายใน 2 ปี จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ย
Article Image

ผลของการไม่ยื่นหรือหลีกเลี่ยงภาษีมรดก

การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีมรดกมีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ทั้งในรูปแบบของเบี้ยปรับและโทษทางอาญา ดังนี้:

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

1. กรณียื่นแบบล่าช้า ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ ต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนด 2. กรณียื่นแบบไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงความจริง ต้องเสียเบี้ยปรับ 0.5 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระในส่วนที่ขาดไป

โทษทางอาญา

1. กรณีไม่ยื่นแบบโดยไม่มีเหตุอันสมควร มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท 2. กรณีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3. กรณีทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 400,000 บาท 4. กรณีจงใจให้ข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Article Image

เทคนิคการวางแผนภาษีมรดกอย่างถูกกฎหมาย

การวางแผนภาษีมรดกอย่างถูกกฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก เพื่อให้ผู้รับมรดกได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมีเทคนิคที่น่าสนใจดังนี้:

1. การปรับเปลี่ยนรูปแบบทรัพย์สิน

การเปลี่ยนทรัพย์สินให้อยู่ในรูปแบบที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก เช่น:
• แปลงสินทรัพย์บางส่วนเป็นเงินสด ทองคำ หรือเครื่องประดับมูลค่าสูง • ลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาหรือวัตถุโบราณที่ไม่ต้องจดทะเบียน

2. การทยอยโอนทรัพย์สินขณะยังมีชีวิต

การทยอยโอนทรัพย์สินในรูปแบบของการให้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดย:
• โอนทรัพย์สินให้ทายาททางสายเลือดปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท • โอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่นปีละไม่เกิน 10 ล้านบาท
การให้แบบนี้จะเสียภาษีการให้ในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีมรดก และสามารถกระจายการโอนทรัพย์สินได้ตลอดหลายปี

3. การทำประกันชีวิต

การซื้อประกันชีวิตที่ระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นทายาท เนื่องจาก:
• เงินสินไหมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ถือเป็นมรดกที่ต้องเสียภาษี • ยิ่งจ่ายเบี้ยประกันมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

4. การก่อตั้งองค์กรหรือมูลนิธิ

การก่อตั้งมูลนิธิ สมาคม หรือวิสาหกิจเพื่อชุมชน โดย:
• ระบุวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ • จดทะเบียนกับกรมสรรพากรเพื่อขอรับการยกเว้นภาษี • กำหนดให้ทายาทมีบทบาทในการบริหารจัดการ

5. การวางแผนส่วนบุคคลอื่นๆ

• พิจารณาจดทะเบียนสมรสหากอยู่กินฉันสามีภรรยา เนื่องจากคู่สมรสตามกฎหมายได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด • กระจายการถือครองทรัพย์สินในครอบครัว เพื่อให้แต่ละคนมีมูลค่าทรัพย์สินไม่เกินเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี • จัดทำพินัยกรรมอย่างรอบคอบและชัดเจน เพื่อกำหนดการกระจายทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุป

ภาษีมรดกถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนที่มีทรัพย์สินจำนวนมากควรทำความเข้าใจและวางแผนล่วงหน้า แม้ว่าจะมีการเรียกเก็บเฉพาะมรดกที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท แต่การวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้ทายาทได้รับประโยชน์สูงสุดและลดภาระภาษีที่ต้องจ่าย
การเข้าใจหลักเกณฑ์ทั้งเรื่องประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี อัตราภาษี วิธีการคำนวณ กรณียกเว้น และขั้นตอนการยื่นแบบ จะช่วยให้สามารถวางแผนการส่งต่อทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้เทคนิคการวางแผนต่างๆ เช่น การทยอยโอนทรัพย์สิน การทำประกันชีวิต หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบทรัพย์สิน เพื่อบริหารจัดการภาษีอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ การวางแผนภาษีมรดกควรดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ส่วนบุคคล เพราะการหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจนำมาซึ่งบทลงโทษที่รุนแรงทั้งในรูปแบบของเบี้ยปรับและโทษทางอาญา
#สาระ #การเงิน #ภาษีมรดก #การวางแผนภาษี #ทรัพย์สิน #ภาษีการรับมรดก #กฎหมายภาษี #ทายาท #การวางแผนทางการเงิน #พินัยกรรม #การจัดการมรดก #ภาษีการให้
Related Topics:
#ภาษีการรับมรดก
#การจัดการมรดก
#กฎหมายภาษี
#การเงิน
#การวางแผนภาษี
#ภาษีมรดก
#ทายาท
#Mehome
#ทรัพย์สิน
#มีบ้านต้องมีโฮม
#สาระ
#พินัยกรรม
#การวางแผนทางการเงิน
#ภาษีการให้

Disclaimer: This article is provided for general information purposes for the Homeday website by Homeday Group Co., Ltd. The company makes no promises or guarantees regarding the content, nor can it certify its suitability for any specific purpose. To the extent permitted by law, we will make our best effort to ensure that the information appearing in this article is accurate, reliable, and complete at the time of preparation. Such information should not be used immediately for financial, real estate investment, or legal decision-making. Readers should not rely on the information in this article as a substitute for advice from trained professionals who can analyze your specific facts and circumstances. The company shall not be held liable if you choose to use the information for your decision-making.

Like this article? Share it!

Share:FacebookXLINE

-

out of 5

Reviews & Ratings

(0 reviews)

No reviews yet. Be the first to review this article!

HOMEDAY
โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)
คอนโด
New Project

โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan)

เอสซี แอสเสท
เอสซี แอสเสท
เขตวังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร

โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร (COBE Ladprao-Sutthisan) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise โครงการใหม่พัฒนาโดย บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Co-Being Community ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ (New Gen) ผสานดีไซน์ทันสมัยแบบพาสเทล โดดเด่นด้วยสุดยอดทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีโชคชัย 4) เพียง 600 เมตร สามารถเชื่อมต่อถนนลาดพร้าวและถนนสุทธิสารได้อย่างรวดเร็ว แวดล้อมด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตลาดโชคชัย 4, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล พระราม 9 ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร และอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 1 อาคาร มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยรวม 684 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 5 ไร่ รูปแบบห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ได้แก่ 1 Bedroom Flex (24-25 ตร.ม.), 1 Bedroom Signature (27-30 ตร.ม.), 1 Bedroom Plus (34-37 ตร.ม.) และ 2 Bedrooms (45 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางภายในโครงการจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและแชร์ไอเดียสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness), Craft & Co. Space, Meeting Room, Social Lounge, Live Studio รวมถึงพื้นที่สีเขียวพักผ่อนอย่าง Rooftop Garden และ Courtyard สวนส่วนกลางที่ร่มรื่น ด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงการมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบผ่านเข้า-ออกโครงการ, การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วบริเวณโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้โครงการ โค้บบ์ ลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบใจกลางย่านลาดพร้าว

Starts at 1,990,000 THB
เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)
คอนโด
Ready to Move In

เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet)

ปริญสิริ
ปริญสิริ
เมืองนนทบุรี, นนทบุรี

โครงการ เซล รัตนาธิเบศร์ (Zelle Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise 8 ชั้น พัฒนาโดย บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (Prinsiri) ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่รัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด 'Oxygen Community' ที่มุ่งเน้นความโปร่งโล่งและการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่น้อย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่เรียบง่ายแต่ครบครัน ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัยหลายอาคาร นำเสนอห้องพักอาศัยในรูปแบบ XL Condo ที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ มีให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 30.00 - 52.00 ตารางเมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ โดดเด่นด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง เพดานสูงโปร่ง และการกั้นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำเลที่ตั้งถือเป็นจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพียงระยะเดินถึง (ประมาณ 450 เมตร) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์ราชการนนทบุรีเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายเส้นทาง ทั้งถนนสนามบินน้ำ ถนนติวานนท์ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนงามวงศ์วาน สภาพแวดล้อมโดยรอบพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เอสพลานาด แคราย, บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ และตลาดนัดเลี่ยงเมืองนนท์ รวมถึงอยู่ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบาย พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วย อาคารคลับเฮ้าส์ส่วนกลาง, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย (Fitness) พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และพื้นที่สวนหย่อมสีเขียวรอบโครงการ ด้านระบบรักษาความปลอดภัย มั่นใจได้ด้วยระบบเข้า-ออกอาคารด้วย Key Card Access, ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.69 - 3.5 ล้านบาท

Starts at 1,690,000 THB
ทั่วไป
HOMEDAY
See all
สินทรัพย์คืออะไร? และทำไมต้องเข้าใจความแตกต่างจากทรัพย์สิน
ทั่วไป

สินทรัพย์คืออะไร? และทำไมต้องเข้าใจความแตกต่างจากทรัพย์สิน

ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและเงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ การเข้าใจพื้นฐานด้านการเงินและการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ คำศัพท์หนึ่งที่มักพบเห็นบ่อยในการศึกษาด้านการเงินคือ “สินทรัพย์” ซึ่งหลายคนยังสับสนกับคำว่า “ทรัพย์สิน” บทความนี้จะอธิบายความหมาย ประเภท และความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์และทรัพย์สิน เพื่อให้คุณสามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินทรัพย์คืออะไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง? สินทรัพย์ (Asset) คือทรัพยากรที่มีมูลค่าที่บุคคลหรือกิจการมีสิทธิในการครอบครองหรือควบคุม และคาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต สินทรัพย์เป็นผลจากเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้ได้มาซึ่งสิทธิในการควบคุมทรัพยากรนั้น สินทรัพย์สามารถเป็นได้ทั้งสิ่งที่มีตัวตน เช่น บ้าน ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร รถยนต์ และสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสินทรัพย์หรือไม่ จะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการดังนี้ อยู่ในความควบคุมของบุคคลหรือกิจการ – สามารถนำสินทรัพย์นั้นไปใช้ประโยชน์ได้ตามต้องการ เช่น เจ้าของอาคารพาณิชย์สามารถตัดสินใจใช้อาคารเพื่อทำการค้า ให้เช่า หรือขายทำกำไรได้ตามที่ต้องการ ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต – มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่นอนว่าจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคต เช่น เครื่องจักรที่สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อขายได้ หรือลูกหนี้การค้าที่จะได้รับชำระเงินเมื่อครบกำหนด สามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ – สามารถประเมินและตรวจสอบมูลค่าได้อย่างชัดเจน เช่น ลูกหนี้การค้าที่มีใบแจ้งหนี้ระบุยอดเงินที่สามารถเรียกเก็บได้ ยกตัวอย่างเช่น การเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจ [...]

2 นาที
ภาษีที่ดินและคอนโดต้องจ่ายเท่าไหร่? อัพเดทกฎใหม่ปี 2568 ที่เจ้าของอสังหาฯ ต้องรู้
ทั่วไป

ภาษีที่ดินและคอนโดต้องจ่ายเท่าไหร่? อัพเดทกฎใหม่ปี 2568 ที่เจ้าของอสังหาฯ ต้องรู้

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือที่หลายคนเรียกว่า “ภาษีคอนโด” เป็นเรื่องที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะการไม่เข้าใจหรือละเลยการชำระภาษีอาจนำมาซึ่งค่าปรับและปัญหาทางกฎหมายได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องภาษีที่ดินและคอนโดอย่างละเอียด พร้อมอัพเดทข้อมูลล่าสุดของปี 2568 ที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ควรรู้ ภาษีที่ดินและคอนโดคืออะไร? ทำไมต้องเสีย? ภาษีที่ดินและคอนโดที่เราพูดถึงกันนั้น คือ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่จัดเก็บเป็นรายปีตามราคาประเมินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อนำรายได้ไปพัฒนาท้องถิ่นและลดการเก็งกำไรที่ดิน โดยเริ่มมีการบังคับใช้ในปี 2562 และเริ่มจัดเก็บภาษีตั้งแต่ปี 2563 น่าสนใจว่าในช่วงปี 2563-2564 ที่ผ่านมา ได้มีการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงถึง 90% เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้กับผู้เสียภาษีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ได้มีการยกเลิกมาตรการปรับลดดังกล่าวและกลับมาจัดเก็บภาษีในอัตราปกติแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังคงมีการลดหย่อนภาษีในบางกรณีก็ตาม ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีคอนโด? ผู้เช่าต้องจ่ายหรือไม่? ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีคอนโด หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม ไม่ว่าจะครอบครองเพื่อพักอาศัยหรือปล่อยเช่าก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าเช่าคอนโดอยู่ จะต้องเสียภาษีคอนโดหรือไม่? คำตอบคือไม่ต้องเสีย เพราะหน้าที่ในการชำระภาษีเป็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้ให้เช่านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าควรคำนึงไว้ด้วยว่า หากเจ้าของคอนโดมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าเช่าได้ในอนาคต อัตราภาษีคอนโดปี 2568 เปลี่ยนแปลงอย่างไร? อัตราภาษีคอนโดในปี 2568 ยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดตั้งแต่ปี [...]

2 นาที
การซื้อบ้านด้วยเงินสดดีกว่าการผ่อนจริงหรือไม่? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียที่คุณควรรู้
ทั่วไป

การซื้อบ้านด้วยเงินสดดีกว่าการผ่อนจริงหรือไม่? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียที่คุณควรรู้

การตัดสินใจซื้อบ้านเป็นหนึ่งในการลงทุนครั้งสำคัญของชีวิต ที่คนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือวิธีการชำระเงิน โดยมีทางเลือกหลักๆ คือการซื้อด้วยเงินสดหรือการผ่อนชำระผ่านสินเชื่อจากธนาคาร แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป และเหมาะกับคนละกลุ่ม บทความนี้จะช่วยให้คุณได้เข้าใจถึงประโยชน์และข้อควรพิจารณาของการซื้อบ้านด้วยเงินสด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับสถานะทางการเงินของคุณ ข้อดีของการซื้อบ้านด้วยเงินสดที่คุณอาจไม่เคยรู้ การซื้อบ้านด้วยเงินสดนั้นมีข้อดีหลายประการที่หลายคนอาจมองข้าม เริ่มต้นจากความสะดวกในขั้นตอนการดำเนินการที่น้อยกว่าการขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเตรียมเอกสารมากมาย เพียงแค่บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านเท่านั้น ไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้หรือเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการยื่นขอสินเชื่อ ทำให้กระบวนการทั้งหมดรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก นอกจากนี้การซื้อบ้านด้วยเงินสดยังทำให้คุณไม่ต้องลุ้นผลการพิจารณาสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สร้างความเครียดให้กับผู้ซื้อเป็นอย่างมาก เพราะโอกาสที่การขอสินเชื่อจะไม่ผ่านนั้นมีอยู่เสมอ แต่เมื่อคุณตัดสินใจซื้อด้วยเงินสด คุณสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการประหยัดเงินจากการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการผ่อนบ้าน ในบางกรณี ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาเงินกู้อาจมีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 50-100 ของราคาบ้าน นั่นหมายความว่าคุณอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเท่าตัวหรือมากกว่านั้นเมื่อเทียบกับการซื้อด้วยเงินสด การตัดปัญหาเรื่องดอกเบี้ยออกไปจึงช่วยประหยัดเงินได้อย่างมหาศาล การซื้อบ้านเงินสดยังมีข้อดีอีกประการคือคุณไม่ต้องเสียค่าจดจำนอง ซึ่งโดยปกติแล้วจะเท่ากับร้อยละ 1 ของวงเงินกู้ เช่น หากกู้ 2 ล้านบาท คุณต้องจ่ายค่าจดจำนองประมาณ 20,000 บาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่คุณสามารถประหยัดได้เมื่อซื้อบ้านด้วยเงินสด อีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญคือสิทธิพิเศษที่อาจได้รับจากโครงการ หลายโครงการมักมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านด้วยเงินสด เช่น ส่วนลดพิเศษ การลดค่าโอน หรือแม้กระทั่งการแถมเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการซื้อบ้านของคุณ ใครเหมาะสมกับการซื้อบ้านเงินสด? เช็คลิสต์ก่อนตัดสินใจ การซื้อบ้านด้วยเงินสดอาจไม่เหมาะกับทุกคน การตัดสินใจซื้อบ้านด้วยเงินสดจำเป็นต้องประเมินความพร้อมและสถานะทางการเงินของตนเองให้ถี่ถ้วน กลุ่มคนที่เหมาะสมกับการซื้อบ้านเงินสดคือผู้ที่มี “เงินเย็น” [...]

2 นาที
เงินเดือน 30,000 ซื้อบ้านได้ไหม? แนะวิธีคำนวณวงเงินและเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ
ทั่วไป

เงินเดือน 30,000 ซื้อบ้านได้ไหม? แนะวิธีคำนวณวงเงินและเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ

เงินเดือน 30,000 บาทสามารถซื้อบ้านหรือคอนโดได้หรือไม่? คำตอบคือ “ได้” โดยคนที่มีรายได้ระดับนี้มีโอกาสกู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้สูงสุดประมาณ 3 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะภาระหนี้สินที่มีอยู่และความสามารถในการชำระหนี้ บทความนี้จะแนะนำวิธีคำนวณวงเงินกู้ที่เหมาะสม เทคนิคเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ และตัวอย่างโครงการที่อยู่อาศัยที่เหมาะกับงบประมาณของคนรายได้ระดับนี้ เงินเดือน 30,000 กู้ซื้อบ้านได้เท่าไหร่? ถ้าคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือนและกำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโด สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือวงเงินกู้สูงสุดที่คุณมีโอกาสได้รับ โดยธนาคารจะพิจารณาจากรายได้และภาระหนี้สินที่มีอยู่เป็นหลัก ทั้งนี้วงเงินกู้สินเชื่อจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร รวมถึงอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระ โดยทั่วไป คนที่มีเงินเดือน 30,000 บาท มีโอกาสได้รับอนุมัติวงเงินกู้สูงสุดประมาณ 3 ล้านบาท แต่จำนวนนี้จะลดลงหากคุณมีภาระหนี้สินอื่นอยู่แล้ว เช่น ผ่อนรถยนต์ หรือมีหนี้บัตรเครดิต การเตรียมความพร้อมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการขอสินเชื่อให้ผ่านและได้วงเงินสูงสุด วิธีคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระและวงเงินกู้สูงสุด เมื่อพิจารณาการกู้ซื้อบ้านหรือคอนโด สิ่งสำคัญที่ธนาคารคำนึงถึงคือความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้ โดยคุณสามารถคำนวณได้ตามขั้นตอนดังนี้ การคำนวณความสามารถผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือน สูตรคำนวณพื้นฐานคือ: (เงินเดือน x 70%) – ภาระหนี้สินต่อเดือน = ความสามารถในการผ่อนต่อเดือน ตัวอย่างที่ 1: นาย A มีเงินเดือน 30,000 บาท [...]

2 นาที
See all
Homeday AgentHomeday Agent
Promo Homeday
Homeday AgentHomeday Agent