กำลังโหลด...
กำลังโหลด...

29/9/2566 • โดย Homeday
หากโจทย์ในการสร้างบ้าน คือ การมีบ้านที่น่าอยู่ ปลอดโปร่ง เย็นสบาย การเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านด้วย ‘พื้นไม้’ คงตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะไม้เป็นตัวแทนของ

9/6/2568 • โดย Homeday
การปลูกผักเมืองหนาวที่บ้านในประเทศไทยอาจฟังดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม ทุกคนสามารถมีผักเมืองหนาวสดใหม่ไว้บริโภคเองได้ตลอดทั้งปี แม้จะอยู่ในเขตภูมิอากาศเมืองร้อน การปลูกผักเมืองหนาวไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัยจากสารเคมี ทำไมถึงควรปลูกผักเมืองหนาวเอง? ผักเมืองหนาวในตลาดมักมีราคาสูงและบางครั้งหายากตามฤดูกาล การปลูกเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการผักสดสะอาดในราคาประหยัด นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมกระบวนการปลูกตั้งแต่เริ่มต้นจนเก็บเกี่ยว ทำให้มั่นใจได้ว่าผักที่ได้รับประทานนั้นปลอดจากสารพิษ การปลูกผักเมืองหนาวยังช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตของพืชมากขึ้น สร้างความพึงพอใจจากการได้บริโภคผลผลิตที่ปลูกด้วยมือตนเอง และยังเป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับสุขภาพจิตใจอีกด้วย การมีแปลงผักเล็กๆ ในบ้านยังช่วยเพิ่มความร่มรื่นและบรรยากาศดีให้กับพื้นที่อยู่อาศัย กระเทียมต้น: จุดเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับมือใหม่ กระเทียมต้นเป็นผักเมืองหนาวที่ปลูกง่ายและให้ผลผลิตดี เริ่มต้นด้วยการผสมดินร่วนกับปุ๋ยคอก รดน้ำให้ดินชุ่มแล้ววางไว้ นำเมล็ดกระเทียมต้นมาปลูกลงในหลุมเพาะลึก 1 เซนติเมตร กลบดินแล้วคลุมด้วยฟาง รดน้ำวันละ 1 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ เมื่อกล้าอายุได้ 60 วัน ให้ย้ายไปปลูกในแปลงหรือกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก การใช้ตาข่ายบังแดดจะช่วยให้กระเทียมต้นเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่เย็นสบาย หลังจากย้ายมาปลูกแล้วอีก 80 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวมาบริโภคได้แล้ว การปลูกกระเทียมในเชิงพาณิชย์นิยมใช้กลีบกระเทียมแทนเมล็ด โดยเลือกใช้กลีบนอกที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะให้ผลผลิตที่ดีกว่า การปลูกในระยะ 10×10-15 เซนติเมตร จะให้ผลผลิตสูงที่สุด และการใช้ฟางคลุมแปลงจะช่วยควบคุมวัชพืชและรักษาความชุ่มชื้นในดิน กะหล่ำหลากสาย: เลือกปลูกได้ตามความชอบ กะหล่ำปมเป็นอีกหนึ่งผักเมืองหนาวที่สามารถปลูกในไทยได้ดี การเพาะเมล็ดทำได้โดยนำเมล็ดมาปลูกในแผงเพาะกล้าที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ฝังหลุมละประมาณ 2-3 เมล็ด หรือหากเพาะในแปลงปลูกควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 2-4 เซนติเมตร [...]

30/4/2568 • โดย Homeday
น้ำพุหน้าบ้านไม่เพียงแต่เป็นองค์ประกอบตกแต่งที่สร้างความสวยงามเท่านั้น แต่ยังถือเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมพลังงานดีและโชคลาภตามหลักฮวงจุ้ยอีกด้วย การจัดวางน้ำพุให้ถูกต้องตามหลักความเชื่อโบราณนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะสามารถช่วยเสริมพลังงานมงคล ดึงดูดโชคลาภ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับผู้อยู่อาศัย ทั้งด้านอาชีพการงาน การเงิน และสุขภาพ ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีการจัดวางน้ำพุหน้าบ้านอย่างถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย พร้อมเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณได้รับพลังงานดีอย่างเต็มเปี่ยม ทำไมการวางน้ำพุหน้าบ้านจึงสำคัญต่อฮวงจุ้ย? ในความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย น้ำเป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และพลังแห่งโชคลาภ การที่มีน้ำไหลเวียนอยู่บริเวณหน้าบ้านจึงเปรียบเสมือนการนำพาสิ่งดี ๆ เข้าสู่บ้านอย่างต่อเนื่อง ธาตุน้ำยังช่วยเสริมพลังให้กับพื้นที่ สร้างความสมดุลของพลังงาน และดึงดูดพลังงานด้านบวกเข้าสู่บ้านและผู้อยู่อาศัย น้ำพุที่มีการไหลเวียนอย่างต่อเนื่องยังสื่อถึงความมั่งคั่งที่ไม่มีวันหมด เปรียบเสมือนเงินทองที่ไหลเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย นอกจากนี้ เสียงน้ำที่ไหลยังสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เย็นสบาย ซึ่งช่วยให้พลังงานในบ้านมีความสมดุลยิ่งขึ้น การวางน้ำพุในตำแหน่งที่ถูกต้องจะช่วยเสริมพลังงานดีให้กับบ้าน แต่หากวางผิดตำแหน่ง อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามได้ ดังนั้น การเรียนรู้หลักการวางน้ำพุอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญไม่น้อย ทิศทางใดบ้างที่เหมาะสมสำหรับวางน้ำพุตามหลักฮวงจุ้ย? การเลือกทิศทางที่เหมาะสมในการวางน้ำพุเป็นหัวใจสำคัญของการจัดฮวงจุ้ยน้ำพุหน้าบ้าน โดยแต่ละทิศจะมีผลต่อพลังงานและโชคลาภในด้านที่แตกต่างกัน ทิศเหนือ ทิศเหนือเป็นทิศที่เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำตามหลักธาตุทั้ง 5 ของฮวงจุ้ย การวางน้ำพุในทิศนี้จึงเป็นการเสริมพลังงานธาตุน้ำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมในเรื่องของหน้าที่การงาน ทำให้มีความก้าวหน้า มั่นคง และประสบความสำเร็จในอาชีพ ผู้ที่ต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานควรพิจารณาวางน้ำพุในทิศนี้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเป็นตัวแทนของธาตุไม้ น้ำพุที่วางในทิศนี้จะช่วยเสริมเรื่องสุขภาพของคนในบ้าน เพราะตามหลักความเชื่อ น้ำจะหล่อเลี้ยงไม้ให้เติบโต เปรียบเสมือนการเสริมสร้างรากฐานให้ครอบครัวมีความมั่นคง เข้มแข็ง สมาชิกในบ้านมีสุขภาพดี ช่วยให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข [...]

27/5/2568 • โดย Homeday
การจัดสวนหย่อมด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด หากมีการวางแผนที่ดีและเทคนิคที่เหมาะสม แม้จะเป็นมือใหม่ก็สามารถสร้างสวนขนาดเล็กที่สวยงามได้ การจัดสวนหย่อมเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับบ้าน ช่วยปรับอากาศให้เย็นสบาย และสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นน่าอยู่ ด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและการเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสม แม้พื้นที่จะมีขนาดเล็กก็สามารถสร้างสวนที่มีเสน่ห์และดูแลรักษาง่ายได้ วางแผนและเตรียมการจัดสวนหย่อมอย่างไร การวางแผนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการจัดสวนหย่อม ก่อนเริ่มต้นควรสำรวจพื้นที่ที่มีอยู่และกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน พื้นที่รอบบ้านโดยทั่วไปมักมีขนาดจำกัด ประมาณ 2-3 เมตร จึงต้องใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า การสำรวจแสงแดดที่ตกกระทบในแต่ละพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจะส่งผลต่อการเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสม การกำหนดโจทย์และความต้องการเป็นสิ่งจำเป็น เช่น ต้องการสวนที่ดูแลง่าย มีมุมนั่งเล่น หรือต้องการพื้นที่สำหรับปลูกผักสวนครัว การวางแผนงบประมาณล่วงหน้าจะช่วยให้การจัดสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เกินกำลัง สำหรับการจัดสวนหย่อมขนาดกลางทั่วไป งบประมาณอาจอยู่ที่ประมาณ 30,000-80,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และการออกแบบ การเลือกช่วงเวลาในการจัดสวนก็มีความสำคัญ ควรเลือกปลูกช่วงฤดูฝนเพราะต้นไม้จะได้รับน้ำฝนธรรมชาติ ช่วยลดภาระการรดน้ำและทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีกว่า เลือกต้นไม้และพรรณไม้ให้เหมาะกับพื้นที่อย่างไร การเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการจัดสวน สำหรับพื้นที่แคบควรเลือกต้นไม้ที่มีใบเล็กหรือใบเป็นเส้น ให้ผิวสัมผัสละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกอึดอัด การเลือกพรรณไม้ที่มีนิสัยใกล้เคียงกัน เช่น ชอบแดดหรือชอบร่ม จะทำให้ดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น สำหรับพื้นที่หน้าบ้านที่มีขนาดประมาณ 3×7 เมตร ควรเลือกปลูกไม้พุ่มเตี้ยเป็นหลัก และใส่ต้นไม้ใหญ่เพียง 1 ต้นเป็นไม้ประธาน1 ไม้ใหญ่ที่นิยมใช้ เช่น ซิลเวอร์โอ๊ก หลิวลู่ลม ซึ่งช่วยกรองแสงแดดและเป็นจุดเด่นของสวน สำหรับพื้นที่ข้างบ้านที่แคบและได้รับแสงแค่ครึ่งวัน ควรเลือกพรรณไม้ที่ไม่ต้องการแสงมาก [...]

7/7/2568 • โดย Homeday
บริษัท เบเยอร์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมสีรักษ์โลก เดินหน้ายกระดับมาตรฐานอาคารปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดตัวโครงการ “โรงเรียนปลอดภัย ห่างไกลอัคคีภัยด้วยนวัตกรรมจากขยะอาหาร” ณ ศูนย์เด็กปฐมวัยเมอร์ซี่ คลองเตย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ ศูนย์นาโนเทค สวทช., โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค และกรุงเทพมหานคร หัวใจของโครงการนี้ คือการต่อยอดโดยผนึกกำลัง ขยะอาหาร (Food waste) จากเปลือกหอยนางรม สู่ “สารชีวภาพหน่วงไฟ” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอัคคีภัย กับ ผลิตภัณฑ์ BegerCool All-Plus for Interior สีทาภายในระดับพรีเมียมที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งด้านการสะท้อนความร้อน และคุณสมบัติหน่วงไฟ เพื่อลดความเสี่ยงอัคคีภัยในแหล่งชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเด็กเล็กซึ่งมีข้อจำกัดในการอพยพย้ายในภาวะฉุกเฉิน พร้อมยังมีสุขภาวะการอยู่อาศัยที่ดีด้วยอุณหภูมิที่เย็นสบาย (Thermal Comfort) การเติมสารชีวภาพที่พัฒนาจากขยะอาหารในครั้งนี้ ยังช่วย เพิ่มประสิทธิภาพการหน่วงไฟอีกระดับ ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน UL94 V-0 สามารถดับไฟได้ภายใน 10 วินาทีโดยไม่เกิดเปลวไฟหยด ทั้งยังปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ปล่อยสารระเหยอันตราย ดร.วรวัฒน์ [...]

4/3/2568 • โดย Homeday
ความสำคัญของทิศทางลมต่อการอยู่อาศัย ทิศทางลมเป็นปัจจัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมภายในบ้านโดยตรง การเข้าใจเรื่องทิศทางลมจะช่วยให้เราสามารถเลือกบ้านที่มีการระบายอากาศที่ดี ประหยัดพลังงาน และสร้างความสบายในการอยู่อาศัย ลมธรรมชาติที่พัดผ่านบ้านจะช่วยระบายความร้อน ลดความชื้น และนำอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว นอกจากนี้ การเลือกบ้านที่มีทิศทางลมที่ดียังช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศและพัดลม เนื่องจากการไหลเวียนของอากาศตามธรรมชาติจะช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นสบาย ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว ทิศทางลมในประเทศไทย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผลต่อสภาพอากาศและการอยู่อาศัยตลอดทั้งปี ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมประเทศไทยระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม นำความชื้นและฝนมาสู่ประเทศไทย มีผลต่อการวางแผนป้องกันน้ำฝนและความชื้นในบ้าน ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดปกคลุมประเทศไทยระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ นำความเย็นและอากาศแห้งมาสู่ประเทศไทย เหมาะสำหรับการระบายอากาศในบ้าน การเลือกทำเลที่ตั้งบ้านตามทิศทางลม การเลือกทำเลที่ตั้งบ้านให้สอดคล้องกับทิศทางลมธรรมชาติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศและความสบายในการอยู่อาศัย โดยมีหลักการพิจารณาดังนี้ ทิศทางการวางตัวบ้าน ควรวางแนวยาวของบ้านขนานกับทิศทางลมหลัก หลีกเลี่ยงการวางบ้านขวางทิศทางลม เพราะจะทำให้การระบายอากาศไม่ดี พิจารณาสิ่งกีดขวางทิศทางลมรอบบ้าน เช่น ตึกสูง กำแพง หรือต้นไม้ใหญ่ การจัดวางห้องต่างๆ ในบ้าน ห้องนอนควรอยู่ในตำแหน่งที่รับลมธรรมชาติได้ดี ห้องครัวควรอยู่ในทิศทางที่ลมพัดออกจากตัวบ้าน พื้นที่ส่วนกลางควรมีการไหลเวียนของอากาศที่ดี ทิศทางลมในประเทศไทย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผลต่อสภาพอากาศและการอยู่อาศัยตลอดทั้งปี ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมประเทศไทยระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม นำความชื้นและฝนมาสู่ประเทศไทย มีผลต่อการวางแผนป้องกันน้ำฝนและความชื้นในบ้าน ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดปกคลุมประเทศไทยระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ นำความเย็นและอากาศแห้งมาสู่ประเทศไทย เหมาะสำหรับการระบายอากาศในบ้าน การเลือกทำเลที่ตั้งบ้านตามทิศทางลม การเลือกทำเลที่ตั้งบ้านให้สอดคล้องกับทิศทางลมธรรมชาติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศและความสบายในการอยู่อาศัย โดยมีหลักการพิจารณาดังนี้ [...]

14/5/2568 • โดย Homeday
ห้องนอนสีเทากำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในวงการออกแบบภายใน เนื่องจากความสามารถในการสร้างบรรยากาศที่ทั้งหรูหรา ผ่อนคลาย และร่วมสมัย สีเทาเป็นสีกลางที่สามารถปรับเข้ากับหลายสไตล์การตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นมินิมอล โมเดิร์น หรือแม้แต่สไตล์อุตสาหกรรม ทั้งยังช่วยสร้างพื้นหลังที่สมบูรณ์แบบให้กับเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเทคนิคต่างๆ ในการสร้างห้องนอนสีเทาที่สวยงาม มีเสน่ห์ ไม่น่าเบื่อ และน่าพักผ่อนอย่างแท้จริง ทำความรู้จักกับห้องนอนสีเทา สีแห่งความสงบและความหรูหรา สีเทาเป็นสีที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างสีขาวและสีดำ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถสร้างบรรยากาศได้หลากหลาย ตั้งแต่อบอุ่น เย็นสบาย ไปจนถึงดูหรูหราทันสมัย ในห้องนอน สีเทาสามารถช่วยสร้างความรู้สึกสงบและปลอดโปร่ง ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่เน้นการพักผ่อน นอกจากนี้ สีเทาเป็นสีที่มีความเป็นกลาง ทำให้สามารถผสมผสานเข้ากับสีอื่นๆ ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นสีสด สีพาสเทล หรือแม้แต่สีเข้ม เฉดสีเทามีหลากหลาย ตั้งแต่สีเทาอ่อนแบบสีขี้เถ้า สีเทาควันบุหรี่ ไปจนถึงสีเทาเข้มเกือบดำ ซึ่งแต่ละเฉดให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน สีเทาอ่อนสร้างบรรยากาศสบายตา และทำให้ห้องดูกว้างขึ้น ในขณะที่สีเทาเข้มให้ความรู้สึกหรูหรา มั่นคง และอบอุ่น การเลือกเฉดสีเทาให้เหมาะกับห้องนอนจึงขึ้นอยู่กับขนาดห้อง ปริมาณแสงธรรมชาติ และความชอบส่วนบุคคล จิตวิทยาสีเทากับการพักผ่อน ทำไมถึงเป็นสีที่เหมาะกับห้องนอน? ในด้านจิตวิทยาสี สีเทามีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกอย่างน่าสนใจ สีเทาสื่อถึงความสมดุล ความสงบนิ่ง และความมั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับห้องนอน เนื่องจากสีเทามีความเป็นกลาง ไม่กระตุ้นประสาทมากเกินไป [...]

9/5/2568 • โดย Homeday
การออกแบบบ้านอย่างยั่งยืนหรือ Sustainable Design ไม่ใช่เพียงเทรนด์การแต่งบ้านชั่วคราว แต่เป็นแนวคิดที่คำนึงถึงระบบนิเวศและความยั่งยืนของธรรมชาติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่และรักษาทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน หลักการนี้เน้นการออกแบบและแต่งบ้านโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบเป็นหลัก ทั้งเรื่องของพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง และเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานทั้งในระหว่างการก่อสร้างและการอยู่อาศัย แนวคิดการออกแบบบ้านอย่างยั่งยืนมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการของมนุษย์กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยผู้อยู่อาศัยยังคงได้รับความสะดวกสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในขณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ทำไมเทรนด์การออกแบบบ้านอย่างยั่งยืนจึงกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ? กระแสของการออกแบบบ้านอย่างยั่งยืนเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาภาวะโลกรวน (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก ทั้งอุณหภูมิที่แปรปรวน สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามฤดูกาล และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง นอกจากนี้ สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการออกแบบบ้านอย่างยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากผู้คนใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น ทำให้ความต้องการมีพื้นที่ที่น่าอยู่ เย็นสบาย และเป็นมิตรกับสุขภาพมีมากขึ้นกว่าเดิม บ้านจึงไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัยหลังเลิกงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่สำหรับการทำงาน การเรียน และกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนหันมาสนใจการออกแบบบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว รวมถึงมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จะปรับบ้านให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ด้วยเทคนิคง่ายๆ 7 ประการ? การปรับบ้านให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องรื้อและสร้างใหม่ทั้งหมด เพียงปรับเปลี่ยนบางส่วนก็สามารถทำให้บ้านประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับธรรมชาติได้มากขึ้น ด้วยเทคนิคต่อไปนี้: 1. ออกแบบหน้าต่างและช่องแสงให้รับแสงธรรมชาติ การเพิ่มหน้าต่างหรือช่องแสงขนาดใหญ่ในตำแหน่งที่เหมาะสมจะช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาในบ้านได้มากขึ้น ลดการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน และยังช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีอีกด้วย ควรออกแบบให้ช่องเปิดกว้างและวางในตำแหน่งที่ตรงกัน เพื่อให้ลมพัดผ่านได้สะดวก [...]

2/6/2564 • โดย Homeday
ในส่วนของโซนหลังบ้านพื้นที่ลึก 2 เมตร ติดตั้งประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่เหมือนกันกับหน้าบ้าน ทำให้รับลม เย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้เต็มที่ โดยจัดทำเป็นห้องครัว

22/5/2568 • โดย Homeday
หน้าร้อนของประเทศไทยทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ทำให้หลายบ้านต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการเปิดเครื่องปรับอากาศเกือบตลอดทั้งวัน พัดลมไอเย็นจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความเย็นสบายแต่ไม่อยากเปลืองค่าไฟ เนื่องจากใช้พลังงานน้อยกว่าเครื่องปรับอากาศถึง 10 เท่า พัดลมไอเย็นทำงานด้วยหลักการระเหยของน้ำ โดยอากาศร้อนจะถูกดูดผ่านแผ่นทำความเย็นที่ชุ่มน้ำ เมื่อน้ำระเหยจะดึงความร้อนออกจากอากาศ ทำให้อากาศที่ปล่อยออกมามีอุณหภูมิต่ำลง 2-5 องศา ข้อดีของพัดลมไอเย็นคือราคาที่ย่อมเยากว่าเครื่องปรับอากาศมาก ไม่ต้องติดตั้ง เคลื่อนย้ายสะดวก และช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งเป็นผลดีต่อผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ บางรุ่นยังมีระบบฟอกอากาศและดักจับฝุ่นละอองควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของพัดลมไอเย็นจะดีที่สุดในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดี และในบริเวณที่มีความชื้นไม่สูงเกินไป ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศแห้งและร้อนของประเทศไทยในช่วงหน้าร้อน ในปี 2568 นี้ มีพัดลมไอเย็นหลากหลายรุ่นจากหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อ ทั้งแบบตั้งพื้น ตั้งโต๊ะ หรือแบบพกพา มีขนาดความจุน้ำตั้งแต่ 5-38 ลิตร มาพร้อมกับฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับกำลังวัตต์ ขนาดพื้นที่ที่สามารถทำความเย็นได้ และเทคโนโลยีเสริมต่างๆ #พัดลมไอเย็น #แอร์พกพา #เครื่องทำความเย็น #คลายร้อน #ประหยัดไฟ #airCooler #พัดลมไอน้ำ #เย็นสบาย #หน้าร้อน #ประหยัดค่าไฟ

6/1/2568 • โดย Homeday
สวัสดีคนรักบ้าน! วันนี้ Homeday พาทุกคนมาส่องไอเดียบ้านสุดชิคที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณเกี่ยวกับบ้านชั้นเดียวไปตลอดกาล กับ Flow House Living โปรเจกต์สุดปังที่พิสูจน์ให้เห็นว่าบ้านเย็นสบายในเมืองร้อนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้! ท่ามกลางย่านที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ มีบ้านหลังหนึ่งที่โดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบที่แตกต่าง “Flow House” บ้านชั้นเดียวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยในเมืองร้อนอย่างชาญฉลาด บ้านหลังนี้เกิดจากโจทย์ที่ท้าทาย: การสร้างบ้านที่เย็นสบายในสภาพอากาศร้อนของเชียงใหม่ โดยใช้การระบายอากาศธรรมชาติ

15/4/2568 • โดย Homeday
ปัญหาบ้านร้อนอบอ้าวเป็นปัญหาที่พบบ่อยในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนตลอดทั้งปีและมีแนวโน้มร้อนขึ้นเรื่อยๆ หลายครอบครัวเลือกแก้ปัญหาด้วยการติดเครื่องปรับอากาศเพิ่ม หรือเปิดใช้งานเป็นเวลานานขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงตามไปด้วย ความจริงแล้วมีหลายวิธีที่สามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศมากเกินไป บทความนี้จะแนะนำสาเหตุที่ทำให้บ้านร้อนและวิธีการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้บ้านของคุณเย็นสบายยิ่งขึ้น สาเหตุหลักที่ทำให้บ้านร้อนอบอ้าว เมื่อต้องการแก้ปัญหาบ้านร้อน เราควรเข้าใจก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้บ้านของเรามีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อเรื่องนี้ 1. ขาดพื้นที่สีเขียวรอบบ้าน บ้านจำนวนมากพยายามใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนมองข้ามความสำคัญของพื้นที่สีเขียว หลายครอบครัวเปลี่ยนสนามหญ้าเป็นลานคอนกรีต หรือไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ทำให้ช่วงหน้าร้อนไม่มีพื้นที่ร่มรื่นภายในบริเวณบ้าน ส่งผลให้แสงแดดส่องกระทบตัวบ้านโดยตรง ทำให้บ้านสะสมความร้อนได้มากขึ้น 2. การวางผังบ้านไม่เหมาะสมกับทิศทาง สาเหตุสำคัญของบ้านร้อนอีกประการคือการวางตำแหน่งห้องในบ้านไม่สอดคล้องกับทิศทาง โดยเฉพาะห้องที่ใช้งานบ่อย เช่น ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอน อยู่ในทิศที่รับแสงแดดโดยตรงในช่วงบ่ายทางทิศใต้และทิศตะวันตก นอกจากนี้ การไม่มีกันสาดหรือระแนงกันความร้อน รวมถึงการไม่เปิดหน้าต่างหรือประตูให้ลมถ่ายเท ก็เป็นสาเหตุให้เกิดความร้อนสะสมภายในบ้านได้ 3. การต่อเติมบ้านโดยไม่คำนึงถึงการระบายอากาศ การปรับปรุงหรือต่อเติมบ้านที่ไม่ได้คำนึงถึงหลักการออกแบบที่ถูกต้อง อาจทำให้บ้านร้อนยิ่งขึ้น เช่น การสร้างรั้วสูงทึบที่ปิดกั้นการไหลเวียนของลม หรือการต่อเติมส่วนต่างๆ ของบ้านโดยไม่เว้นช่องว่างให้แสงและลมผ่านเข้าออก ทำให้บ้านอับทึบและสะสมความร้อนได้ง่าย 4. การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เหมาะสม เฟอร์นิเจอร์มีส่วนสำคัญต่อการระบายอากาศภายในบ้าน การเลือกเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่เกินไป หรือจัดวางในตำแหน่งที่กีดขวางการไหลเวียนของอากาศ จะทำให้บ้านอบอ้าวและระบายความร้อนได้ไม่ดี ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับขนาดห้องและไม่กีดขวางทางลมผ่าน 5. การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อนมากเกินไป บ้านที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ปล่อยความร้อนสูงอย่างเตาอบ เตาไมโครเวฟ หรือคอมพิวเตอร์ จะทำให้อุณหภูมิในบ้านสูงขึ้น นอกจากนี้ การไม่มีเครื่องดูดควันหรือพัดลมระบายอากาศในห้องครัว [...]
