
25/5/2568 • โดย Homeday
ปุ๋ยไส้เดือนหรือเวอร์มิคอมโพสต์ได้กลายเป็นหนึ่งในวิธีการเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงในการบำรุงดินและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ปุ๋ยชนิดนี้ผลิตจากกระบวนการย่อยสลายเศษอินทรีย์วัตถุโดยไส้เดือนดิน ซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดิน ปรับปรุงโครงสร้างดิน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การศึกษาวิจัยต่างๆ พบว่าปุ๋ยไส้เดือนมีธาตุอาหารที่พืชนำไปใช้ได้ในปริมาณสูงกว่าปุ๋ยหมักทั่วไป และยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์มีประโยชน์ในดินอีกด้วย ปุ๋ยไส้เดือนคืออะไรและมีที่มาอย่างไร? ปุ๋ยไส้เดือนหรือปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนเป็นผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายเศษอินทรีย์วัตถุต่างๆ โดยไส้เดือนดิน กระบวนการนี้เรียกว่า “เวอร์มิคอมโพสติ้ง” ซึ่งเป็นการนำไส้เดือนดินมาเลี้ยงเพื่อเปลี่ยนองค์ประกอบของเศษอินทรีย์วัตถุและเพิ่มจุลินทรีย์มีประโยชน์ ไส้เดือนจะกินเศษอินทรีย์วัตถุเข้าไป ผ่านกระบวนการย่อยสลายภายในลำไส้ แล้วขับถ่ายออกมาเป็นมูลที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร ลักษณะของปุ๋ยไส้เดือนมีรูปทรงเป็นเม็ดร่วนละเอียด สีดำหรือสีน้ำตาล โปร่งเบา มีความพรุนสูง สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก ปุ๋ยชนิดนี้มีความจุความชื้นสูงและประมาณอินทรีย์วัตถุสูงมาก เนื่องจากเป็นผลจากการย่อยสลายโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้และน้ำย่อยของไส้เดือนดิน ไส้เดือนที่นิยมใช้ในการผลิตปุ๋ยมี 3 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ ไทเกอร์ วอร์ม แอฟริกัน ไนท์ คลอเลอร์ และขี้ตาแร่ โดยแอฟริกัน ไนท์ คลอเลอร์เป็นสายพันธุ์ที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถย่อยสลายมูลวัวและมูลควายได้ดี สายพันธุ์ไส้เดือนที่มีประสิทธิภาพในการผลิตเวอร์มิคอมโพสต์ ได้แก่ Eisenia foetida, Amyanthes differigens และ Eudrillus eugineae วิธีการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ยมีกี่แบบ? การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยสามารถทำได้หลายวิธี โดยส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก คือ วิธีเลี้ยงในกะละมังและวิธีเลี้ยงในบ่อซีเมนต์1 [...]

28/5/2568 • โดย Homeday
การบำรุงดินด้วยวัสดุธรรมชาติจากของใช้ในครัวเรือนเป็นวิธีการที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสามารถใช้เปลือกกล้วยที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส กากกาแฟที่มีไนโตรเจนสูงถึง 1.2-2.4 เปอร์เซนต์ ขี้เถ้าที่ช่วยปรับความเป็นกรดของดิน รวมถึงเปลือกไข่ วัชพืช และน้ำจากตู้ปลาที่ล้วนมีสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช วิธีการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดขยะครัวเรือน แต่ยังเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างยั่งยืนและปลอดภัยจากสารเคมี ทำไมต้องบำรุงดินด้วยวัสดุธรรมชาติ? ดินที่อุดมสมบูรณ์เป็นรากฐานสำคัญของการเพาะปลูกที่ประสบความสำเร็จ การใช้วัสดุธรรมชาติในการบำรุงดินไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีราคาแพง แต่ยังส่งเสริมระบบนิเวศในดินให้มีความสมดุล การหมุนเวียนสารอาหารในดินผ่านวัสดุอินทรีย์จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับจุลินทรีย์มีประโยชน์ การใช้วัสดุเหลือใช้จากครัวเรือนยังเป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด โดยเฉพาะขยะอินทรีย์ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ แนวคิดการเกษตรแบบหมุนเวียน (Circular Agriculture) นี้ช่วยสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค วัสดุจากครัวเรือนที่ช่วยบำรุงดินได้อย่างไร? วัสดุเหลือใช้จากครัวเรือนหลายชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงสำหรับพืช โดยเฉพาะเปลือกผลไม้และเศษอาหารที่มีสารอาหารหลักทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม การแปรรูปวัสดุเหล่านี้ให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้สารอาหารถูกปล่อยออกมาอย่างสม่ำเสมอตามความต้องการของพืช การใช้วัสดุธรรมชาติยังช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน อินทรียวัตถุจะช่วยให้ดินมีความร่วนซุย เพิ่มการระบายอากาศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของรากพืช นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในดิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางชีวภาพและสร้างความสมดุลในระบบนิเวศดิน วิธีการใช้เปลือกกล้วยเป็นปุ๋ยธรรมชาติ เปลือกกล้วยเป็นแหล่งสารอาหารที่ยอดเยี่ยมสำหรับพืช โดยมีโพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมในปริมาณสูง วิธีการใช้เปลือกกล้วยมีหลายแบบ ตั้งแต่การใช้แบบง่ายที่สุดคือการฝังเปลือกกล้วยสดลงในดินรอบโคนต้นไม้ให้ลึกอย่างน้อย 4 นิ้ว จนถึงการทำเป็นน้ำหมักหรือปุ๋ยผง การทำปุ๋ยผงจากเปลือกกล้วยทำได้โดยการตากเปลือกกล้วยให้แห้งสนิท จากนั้นบดให้ละเอียดแล้วผสมกับดิน [...]

22/5/2568 • โดย Homeday
การทำปุ๋ยออร์แกนิกจากวัสดุเหลือใช้ในบ้านไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแต่ยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมที่ยั่งยืน เศษวัสดุที่เรามักจะทิ้งเป็นขยะอย่างเปลือกไข่ กากกาแฟ หรือเปลือกกล้วยล้วนมีประโยชน์มหาศาลในการบำรุงดินและเติมสารอาหารให้พืช บทความนี้จะแนะนำ 9 สูตรปุ๋ยออร์แกนิกทำง่ายจากวัสดุในครัวเรือน พร้อมวิธีการใช้งานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ต้นไม้ของคุณเติบโตอย่างสมบูรณ์และปลอดภัยจากสารเคมี ประโยชน์ของการทำปุ๋ยออร์แกนิกใช้เอง การหันมาทำปุ๋ยออร์แกนิกใช้เองมีข้อดีมากมาย เริ่มจากการช่วยลดค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากวัตถุดิบหาได้ง่ายในครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นเปลือกไข่ เปลือกผลไม้ หรือกากกาแฟที่ใช้แล้ว นอกจากนี้ ยังเป็นการลดปริมาณขยะในบ้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยนำสิ่งที่มักถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะมาแปรรูปเป็นปุ๋ยที่มีคุณค่า ประโยชน์สำคัญอีกประการคือการลดการใช้สารเคมี ปุ๋ยที่ทำเองจากวัสดุธรรมชาติไม่มีสารเคมีอันตราย ทำให้มั่นใจได้ว่าพืชผักที่ปลูกด้วยปุ๋ยเหล่านี้จะปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ สามารถทำร่วมกันในครอบครัวเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย ปุ๋ยออร์แกนิกถือเป็นส่วนสำคัญในการเกษตรแบบยั่งยืน ช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินในระยะยาว เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และสร้างระบบนิเวศที่สมดุลในแปลงเกษตรหรือสวนหย่อม ทำให้พืชแข็งแรงต้านทานโรคได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี สูตรปุ๋ยจากเปลือกไข่ แคลเซียมธรรมชาติเพื่อต้นไม้ เปลือกไข่เป็นแหล่งแคลเซียมชั้นเยี่ยมที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้ออกดอกออกผลดี และมีสารอาหารสำคัญอย่างไนโตรเจน ซิงก์ และฟอสฟอรัส การทำปุ๋ยจากเปลือกไข่ทำได้ง่ายมาก เริ่มจากล้างเปลือกไข่ให้สะอาดและนำไปตากให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อรา หลังจากนั้นบดให้ละเอียดเป็นผงและนำไปผสมกับดินหรือโรยรอบโคนต้น อีกวิธีหนึ่งคือการนำเปลือกไข่บดละเอียดไปแช่น้ำข้ามคืน แล้วนำน้ำที่ได้ไปรดต้นไม้ วิธีนี้ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้เร็วขึ้น จากการศึกษาพบว่าเปลือกไข่ช่วยปรับสภาพดินที่เป็นกรดให้เป็นกลางมากขึ้น เหมาะสำหรับพืชที่ต้องการแคลเซียมสูงอย่างมะเขือเทศ พริก และผักใบเขียวต่างๆ การใช้ปุ๋ยเปลือกไข่อย่างสม่ำเสมอยังช่วยป้องกันอาการปลายใบไหม้และช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น ควรใช้อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อให้พืชได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่อง สูตรปุ๋ยจากเปลือกกล้วย เพิ่มโพแทสเซียมให้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เปลือกกล้วยอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช โดยเฉพาะโพแทสเซียม [...]

17/3/2569 • โดย Homeday
นางสาวกชสร โตเจริญธนาผล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 เปิดเผยทิศทางอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปอาหารในสถานการณ์ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนขณะนี้ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก แม้อุตสาหกรรมอาหารยังคงมีความสำคัญและมีความยืดหยุ่นสูง แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายในหลายๆ ด้าน ซึ่งกระทบทั้งการผลิตและการส่งออก อาทิ ความผันผวนของราคาพลังงาน ค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้นจากการชะงักงันของเส้นทางเดินเรือและห่วงโซ่อุปทาน แต่ในทางกลับกันก็ส่งผลเป็นปัจจัยหนุนต่อภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทย เพราะเมื่อเกิดความขัดแย้ง ประเทศต่างๆ จะมีความต้องการอาหาร เร่งนำเข้า และสำรองอาหารเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรและอาหารที่แข็งแกร่ง มีความหลากหลายทางชีวภาพ และที่สำคัญคือ มีสถานะเป็น ‘พื้นที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์’ จึงนับเป็นโอกาสทองที่จะก้าวขึ้นเป็นคลังสำรองอาหารที่ปลอดภัยของโลก (Global Food Safety Zone) แต่การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ไปสู่การกระจายความเสี่ยง และเน้นผลิตสินค้าอาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน หรืออาหารพร้อมทาน รวมถึงอาหารที่ตอบโจทย์สุขภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าอาหารที่มีอัตรากำไรสูง เพื่อการชดเชยต้นทุนด้านต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ในการคว้าโอกาสดังกล่าว การพึ่งพาการผลิตแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ทำให้จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์และขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นอุตสาหกรรมอาหารและแปรรูปอาหารต้องเข้าสู่ยุค Smart Manufacturing มากขึ้น โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยชดเชยจุดอ่อนและความผันผวนของปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิต การใช้เทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์ (Robot), ปัญญาประดิษฐ์ [...]

29/9/2568 • โดย Homeday
นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานบริหารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ว่า โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ มีการดำเนินนโยบายและพันธกิจด้านสังคมและความยั่งยืนครอบคลุมในหลายมิติ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งในส่วนของสิ่งแวดล้อมมีทั้งการพัฒนาใช้เทคโนโลยีสะอาด ในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจัดการมลพิษและปริมาณของเสีย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสังคมผ่านโครงการและกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในหลายรูปแบบ ซึ่งนอกจากจะสร้างความเข้าใจระหว่างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแล้ว ยังแสดงถึงความจริงใจว่าโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคมและชุมชนเดียวกัน จากความไว้เนื้อเชื่อใจได้ส่งผลให้หลายโครงการของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากการสนับสนุนและความร่วมมือขององค์กรส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการปุ๋ยใบไม้ของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการที่สนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) เนื่องจากโครงการฯ นี้ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 143.347 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และยังมีการต่อยอดความรู้สู่ชุมชนจนขยายผลเป็นวงกว้าง ทั้งการกำจัดใบไม้และเศษวัสดุชีวมวลทางการเกษตรในชุมชน ลดการเผาทำลาย สร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้สร้างรายได้ต่อชุมชน โครงการปุ๋ยใบไม้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 [...]

27/3/2568 • โดย Homeday
บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย โดยนายเกียรติศักดิ์ ลิ้มสวรรค์ ผู้จัดการฝ่ายบริการกลาง พร้อมด้วยนางสาวสิตานัน พูลพจน์ รองผู้จัดการฝ่ายบริหารงานธุรการ เป็นตัวแทนเข้ารับมอบรางวัลสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับดีเยี่ยม (G ทอง) ประจำปี 2567 จากนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานพิธี ในงานมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม G-Green ระดับประเทศ จัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยอาคารสำนักงานใหญ่เจียไต๋ สุขุมวิท 60 ได้รับผลการประเมินรางวัลสำนักงานสีเขียว (Green Office) ในระดับดีเยี่ยม จากการทำงานตามแผนการดำเนินงานสำนักงานสีเขียว ซึ่งสามารถควบคุมการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในปีที่ผ่านมาสามารถลดการใช้ไฟฟ้า, น้ำมันเชื้อเพลิง, น้ำ และกระดาษ อีกทั้ง ยังลดปริมาณของเสีย รวมถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้ นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการของเสีย ตั้งแต่การคัดแยก รวบรวม และกำจัดขยะตามประเภทอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ของเสียต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน [...]

4/5/2567 • โดย Homeday
บริษัท ทรูเวฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นายพัฒน์ สดาวงศ์วิวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายระบบ GreenFarm.AI เปิดตัวแพลตฟอร์มทางการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลแบบอัจฉริยะ “GreenFarm.AI” ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนที่อยากมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ส่วนตัวด้วยระบบ MODULAR SMART FARM ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่

1/4/2568 • โดย Homeday
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เดินหน้าส่งเสริมการเลี้ยงชันโรงให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนไทย ผ่านโครงการ “Big Brothers” ระยะที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Big Brothers นำชุมชนสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม น้ำผึ้งชันโรง” มุ่งยกระดับการเลี้ยงชันโรงจากอาชีพเสริมสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้มั่นคง ด้วยพลังของงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมขยายเครือข่ายสู่จังหวัดสระบุรี โดยร่วมกับภาคเอกชนที่เข้ามาเป็น “พี่เลี้ยง” ถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการบริหารธุรกิจ เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน ชันโรงเป็นผึ้งพื้นถิ่นที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ ช่วยเพิ่มอัตราการผสมเกสรให้พืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะไม้ผล เช่น มะม่วง ลำไย และกาแฟ อีกทั้งยังเป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยคุณสมบัติที่เลี้ยงง่าย ลงทุนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนสูง น้ำผึ้งชันโรงเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีมูลค่าสูง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงสุขภาพ และได้รับความนิยมในตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้ในการเลี้ยงชันโรงอย่างเป็นระบบ เพิ่มผลผลิตโดยการใช้อาหารเสริมที่พัฒนามาจากงานวิจัยและเพิ่มมูลค่าของน้ำผึ้งชันโรง รวมถึงการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้น้ำผึ้งชันโรงเป็นส่วนผสม เช่น แยมไซรัปเลมอนผสมน้ำผึ้งชันโรง น้ำเลมอนผสมน้ำผึ้งชันโรง การนำเอากากของชันที่ไม่ได้ใช้แล้ว นำไปผลิตเป็นสบู่นมแพะผสมน้ำผึ้งชันโรง เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน เมื่อปี 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ “Big Brothers [...]

27/3/2568 • โดย Homeday
รู้หรือไม่ “ขยะอาหาร” กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของโลก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยว่าหนึ่งในสามของอาหารที่ผลิตทั่วโลก หรือประมาณ 1.3 พันล้านตัน ต่อปี กลายเป็นขยะโดยไม่ได้ถูกบริโภค และเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะบริษัทชั้นนำของโลกในการสร้างความกินดีมีสุข เล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้ จึงริเริ่มโครงการ “Too Good To Waste กินหมด ลดโลกร้อน” เพื่อรณรงค์ลดปริมาณขยะอาหาร สร้างสรรค์เมนูที่ใช้วัตถุดิบทุกส่วนอย่างคุ้มค่า จากแนวคิดที่ว่า “อาหารทุกอย่างมีคุณค่า” เน้นการลดขยะอาหารตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริโภค เพื่อหวังกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงปัญหาขยะอาหารและร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการกินอย่างยั่งยืน โดยมีไฮไลต์คือการสร้างสรรค์ “เมนูรักษ์โลก” ร่วมกับ 4 ร้านอาหารชั้นนำ ได้แก่ Oakland Café X Restaurant / Ivory Coast Almond Restaurant & Chill Bar / จิรกาล / เป็นลาว และได้เชิญ เชฟอ๊ะ [...]

2/3/2569 • โดย Homeday
เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ โดยบริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย เปิดประสบการณ์และยกระดับการปลูก จัดงานเปิดตัว “ผักซองอีซี่ ปลูกง่าย ได้อย่างโปร” ชูกลยุทธ์ใช้งานสะดวก โตดี งอกดี ด้วยคุณภาพเมล็ดพันธุ์เทียบเท่าระดับโปร เจาะกลุ่มผู้ปลูกทุกกลุ่มตั้งแต่ เกษตรกรมืออาชีพปลูกเพื่อการจำหน่าย ไปจนถึงผู้ปลูกมือใหม่ ที่ต้องการปลูกในพื้นที่จำกัด และมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรง ได้คุณภาพมีมาตรฐาน พร้อมจัดแสดงนิทรรศการเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ของการปลูกได้อย่างระดับโปรถึง 3 โซน ได้แก่ เจียไต๋ เมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง, แปลงสาธิต โตดี งอกดี และ ผักซองอีซี่ ปลูกง่าย ได้อย่างโปร คุณสุภัทร เมฆิยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เผยว่า “ผักซองอีซี่ ปลูกง่าย ได้อย่างโปร เกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความต้องการของ “คนปลูก” ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปลูกผักเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน ที่จะมีพื้นที่การปลูกที่จำกัด เกษตรกรหัวไร่ปลายนา หรือเกษตรกรมืออาชีพที่ปลูกเพื่อการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ แม้จะใช้เมล็ดพันธุ์ซองมาตรฐานดั้งเดิม (Professional) เป็นหลัก แต่อาจมีพื้นที่บางส่วนที่ต้องการเมล็ดพันธุ์เพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย [...]

13/6/2568 • โดย Homeday
การปลูกถั่วเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเกษตรที่สำคัญและมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ถั่วเป็นพืชตระกูลที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยม และยังมีความสามารถในการปรับปรุงคุณภาพดินผ่านการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ การเลือกปลูกถั่วชนิดต่างๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร แต่ยังเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า การเลือกชนิดถั่วที่เหมาะสมกับพื้นที่ ถั่วแดงหลวง: พืชทดแทนที่มีประวัติศาสตร์ ถั่วแดงหลวงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phaseolus vulgaris L. เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นคล้ายกับต้นถั่วเหลือง ความสูงประมาณ 40-65 เซนติเมตร ถั่วชนิดนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะคือเมล็ดจะเปลี่ยนสีตามอายุ เริ่มจากสีขาว เปลี่ยนเป็นสีเขียว และเมื่อแก่เต็มที่จะกลายเป็นสีแดงเข้ม พันธุ์ที่แนะนำสำหรับการปลูกคือ พันธุ์หมอกจ๋าม และสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ระหว่างการทดสอบ ถั่วอะซูกิ: สมบัติจากแดนอาทิตย์อุทัย ถั่วอะซูกิ (Vigna angularis) เป็นพืชล้มลุกฤดูเดียวที่มีต้นแข็งแรง ความสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร เมล็ดมีทรงกลม สีแดงสด และตาสีขาว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่แยกแยะได้ง่าย ถั่วอะซูกิพันธุ์ปางดะเป็นพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะสำหรับสภาพอากาศของประเทศไทย โดยใช้เวลาในการเพาะปลูกประมาณ 80-100 วันหลังปลูก ถั่วขาว: ทางเลือกใหม่สำหรับพื้นที่สูง ถั่วขาว (Phaseolus vulgalis Linn.) เป็นไม้ล้มลุกอายุฤดูเดียวที่มีลำต้นเป็นทรงพุ่มเตี้ยรูปปิรามิด ความสูงประมาณ 8-15 เซนติเมตร ถั่วขาวมีขนาดเมล็ดเล็กกว่าถั่วแดงและมีทรงกลม พันธุ์ปางดะ 2 [...]