กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
บทความทั้งหมด 160 บทความ

22/4/2568 • โดย Homeday
การขายฝากที่ดินเป็นการทำสัญญาซื้อขายโฉนดที่ดินรูปแบบพิเศษ ที่ผู้ขายฝากสามารถไถ่ถอนคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกระบวนการทำงานคือ ผู้ขายฝากโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้รับซื้อฝากเพื่อแลกกับเงินก้อน และผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินคืนได้ภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 1 ปี และไม่เกิน 10 ปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์ การขายฝากที่ดินเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังต้องการใช้เงินด่วนแต่ไม่อยากเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปอย่างถาวร เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้ว ผู้รับซื้อฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินทันที แต่ผู้ขายฝากยังมีสิทธิไถ่ถอนคืนได้ตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม หากผู้ขายฝากไม่สามารถไถ่ถอนที่ดินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด ที่ดินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากโดยสมบูรณ์ ข้อดีของการขายฝากที่ดินที่ควรพิจารณา การขายฝากที่ดินมีข้อดีหลายประการที่อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมูลค่าที่ดินของตน ข้อดีที่สำคัญมีดังนี้ ได้รับเงินอย่างรวดเร็ว การขายฝากที่ดินช่วยให้ผู้ขายฝากได้รับเงินอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 1-7 วันเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการขายขาดที่อาจต้องรอหาผู้ซื้อที่เหมาะสม ทำให้เป็นแหล่งเงินทุนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพเมื่อต้องการใช้เงินเร่งด่วน สามารถไถ่ถอนเรียกคืนกรรมสิทธิ์ได้ ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการขายฝากที่ดินคือ ผู้ขายฝากยังมีโอกาสได้รับที่ดินคืนเมื่อนำเงินมาไถ่ถอนภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ไม่ต้องสูญเสียที่ดินไปอย่างถาวร หากสามารถหาเงินมาชำระคืนได้ในอนาคต ได้วงเงินสูงกว่าการจำนอง การขายฝากที่ดินมักได้รับวงเงินประมาณ 40-70% ของราคาตลาด ซึ่งสูงกว่าการจำนองที่โดยทั่วไปได้รับเพียง 20-30% ของราคาตลาดเท่านั้น ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเงินในจำนวนที่มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน การขายฝากที่ดินไม่จำเป็นต้องมีคนค้ำประกัน และไม่มีการตรวจสอบประวัติทางการเงินของผู้ขายฝาก ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่อาจมีประวัติทางการเงินไม่ดีนัก หรือไม่สามารถหาผู้ค้ำประกันได้ ยังใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ผู้ขายฝากยังสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามปกติจนกว่าจะถึงกำหนดไถ่ถอน ต่างจากการขายขาดที่ต้องสูญเสียสิทธิการใช้ประโยชน์ทันที ทำให้ยังคงอาศัยหรือทำประโยชน์บนที่ดินนั้นได้ ข้อควรระวังและข้อเสียของการขายฝากที่ดิน แม้การขายฝากที่ดินจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อเสียที่ผู้ขายฝากควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้ [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การซื้อบ้านไม่ได้จบเพียงแค่การจ่ายเงินค่าบ้านเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายสำคัญที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกด้วย หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าค่าโอนบ้านนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และใครเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนใด บทความนี้จะพาทุกคนเจาะลึกเรื่องค่าธรรมเนียมโอนบ้าน วิธีคำนวณแบบง่ายๆ พร้อมเผยเคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ค่าโอนบ้านคืออะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง? ค่าโอนบ้าน คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ สำนักงานที่ดินในวันที่โอนกรรมสิทธิ์บ้านจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ โดยไม่ได้มีเพียงแค่ค่าธรรมเนียมการโอนเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหลายรายการ ซึ่งคนที่กำลังมองหาบ้านควรทำความเข้าใจเพื่อเตรียมเงินให้พร้อม ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้านประกอบด้วย 5 รายการหลักๆ ได้แก่: ค่าธรรมเนียมการโอน: คิดในอัตรา 2% ของราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นการคิดจากราคาประเมินที่กรมธนารักษ์กำหนด ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ: คิดในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า) โดยจะต้องเสียค่าภาษีนี้เมื่อขายบ้านภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ได้มา ค่าอากรแสตมป์: คิดในอัตรา 0.5% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า) แต่หากเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เป็นภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย โดยคิดตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งจะเป็นแบบอัตราก้าวหน้าหรือแบบขั้นบันได และขึ้นอยู่กับวิธีการที่ได้มาและระยะเวลาที่ถือครอง ค่าจดจำนอง: คิดในอัตรา 1% ของวงเงินกู้ทั้งหมด หากเป็นการซื้อขายด้วยเงินสด ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การผ่อนบ้านจนครบถ้วนหรือชำระหนี้จนหมดเป็นความสำเร็จที่น่ายินดี แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่ายังมีขั้นตอนสำคัญตามมาคือการ “ไถ่ถอนจำนอง” ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้กรรมสิทธิ์ในบ้านกลับมาเป็นของเราอย่างสมบูรณ์ บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนการไถ่ถอนจำนอง เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ไถ่ถอนจำนองคืออะไร? ทำไมต้องดำเนินการ? ไถ่ถอนจำนองคือกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ได้ผ่อนชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว จึงต้องดำเนินการไถ่ถอนเพื่อให้การจำนองสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เมื่อเราทำสัญญากู้ซื้อบ้าน ทางธนาคารจะให้เราจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นหลักประกัน โดยเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะจดบันทึกไว้ด้านหลังโฉนดในส่วนของสารบัญจดทะเบียนว่าใครเป็นผู้จำนอง และใครเป็นผู้รับจำนอง เมื่อเราผ่อนหมดแล้ว จำเป็นต้องไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่กรมที่ดิน เพื่อแก้ไขเอกสารสิทธิและระบุว่าไม่มีการจำนองหรือปลอดจำนองแล้ว มีวิธีไถ่ถอนจำนองกี่แบบ? ต่างกันอย่างไร? การไถ่ถอนจำนองสามารถทำได้ 2 วิธี โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดแตกต่างกัน: วิธีที่ 1: ผู้จำนองและผู้รับจำนองไปดำเนินการพร้อมกัน วิธีนี้คือการที่ทั้งผู้จำนอง (เจ้าของบ้าน) และผู้รับจำนอง (ธนาคาร) ไปที่สำนักงานที่ดินพร้อมกัน เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ซึ่งจะเป็นการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการไถ่ถอนจำนอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว จะทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองในที่ดินแปลงนั้น วิธีที่ 2: ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนไปดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว อีกวิธีหนึ่งคือ ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนเพียงฝ่ายเดียวสามารถไปที่สำนักงานที่ดิน โดยนำหลักฐานที่ผู้รับจำนองได้ทำเป็นหนังสือหลังสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนอง ระบุว่าได้มีการไถ่ถอนจากจำนองแล้ว และมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไปยื่นขอจดทะเบียนไถ่ถอนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดิน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับการไถ่ถอนจำนอง? เพื่อให้การไถ่ถอนจำนองเป็นไปอย่างราบรื่น คุณจำเป็นต้องเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ ให้ครบถ้วน ดังนี้: หลักฐานสัญญาจำนองที่ทำเป็นหนังสือระหว่างผู้จำนองและผู้รับจำนอง ที่มีการสลักหลังสัญญาให้ไถ่ถอนจำนองได้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระสินไถ่เรียบร้อยแล้ว [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การผ่อนบ้านให้หมดเร็วถือเป็นเป้าหมายของคนที่กำลังมีภาระผ่อนบ้าน เพราะนั่นหมายถึงภาระหนี้สินที่ลดลงและการได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มตัวเร็วขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการภาระหนี้สิน บทความนี้จะแนะนำ 6 เทคนิคโปะบ้านที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อให้คุณสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตนเอง หลักการสำคัญในการผ่อนบ้านให้หมดเร็ว หลักการง่ายๆ ในการผ่อนบ้านให้หมดเร็วคือการชำระหนี้ให้มากกว่าจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในแต่ละงวด เพื่อให้มีเงินไปหักชำระเงินต้นมากขึ้น ลดจำนวนเงินที่ต้องเสียเป็นดอกเบี้ย โดยเมื่อดอกเบี้ยลดลง ยอดเงินต้นก็จะลดลงเร็วขึ้น ทำให้หมดหนี้ได้เร็วกว่ากำหนด วิธีการโปะบ้านนั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและฐานะทางการเงินของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายเงินเพื่อชำระเกินในแต่ละงวด หรือการชำระเกินด้วยเงินก้อนใหญ่เพียงปีละครั้ง ก็ล้วนช่วยลดระยะเวลาในการผ่อนบ้านได้ทั้งสิ้น เทคนิคที่ 1: ผ่อนเกินค่างวดทุกๆ งวด การผ่อนชำระเกินกว่าค่างวดที่กำหนดในทุกๆ เดือนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากค่างวดที่เราจ่ายให้ธนาคารในแต่ละเดือนประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ย โดยในช่วงแรกของการผ่อน เงินส่วนใหญ่มักจะไปอยู่ที่ดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น ดังนั้น หากเราจ่ายเกินกว่าที่ธนาคารกำหนด จำนวนเงินส่วนที่เกินนั้นจะถูกนำไปตัดเงินต้นโดยตรง ส่งผลให้ฐานในการคิดดอกเบี้ยครั้งต่อไปลดลง ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปลดลงด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณมีค่างวดบ้านเดือนละ 15,000 บาท แต่สามารถจ่ายได้ 17,000 บาททุกเดือน เงินส่วนเกิน 2,000 บาทนั้นจะไปตัดเงินต้นโดยตรง ทำให้ยอดหนี้ลดลงเร็วขึ้น และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปก็จะลดลงตามไปด้วย เทคนิคที่ 2: ใช้เงินก้อนในการโปะบ้าน การนำเงินก้อนมาโปะบ้านเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะสามารถลดยอดเงินต้นได้ทันที ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับมนุษย์เงินเดือน [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นหน้าที่ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคน ในปี 2568 มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการและขยายเวลาการชำระภาษี ผู้เป็นเจ้าของบ้าน คอนโด ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดการคำนวณภาษี อัตราการจัดเก็บ และวิธีชำระภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับและดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืออะไร และเริ่มใช้เมื่อไหร่? ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า “ภาษีที่ดิน” เป็นภาษีที่จัดเก็บเป็นรายปีตามมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 และเริ่มจัดเก็บภาษีครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นมา โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้จัดเก็บภาษี ภาษีนี้เข้ามาแทนที่ภาษีโรงเรือนและที่ดิน รวมถึงภาษีบำรุงท้องถิ่นแบบเดิม เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการคำนวณภาษีจะใช้มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นฐานในการคิดคำนวณ แบ่งเป็น 3 รายการคือ ที่ดิน – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้าง สิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด โดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจะประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์และอัตราภาษีที่เรียกเก็บในแต่ละปี ซึ่งราคาประเมินทุนทรัพย์นี้จะเป็นราคาเดียวกันกับราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดิน ประเภทของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำแนกอย่างไร? ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ได้แก่: 1. ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
ในยุคที่การออมเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมายทางการเงินในอนาคต การลงทุนกลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการวางแผนระยะยาว ปี 2025 เป็นปีที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายในการลงทุน บทความนี้จะแนะนำ 7 ประเภทการลงทุนที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การลงทุนระยะสั้นและระยะยาวต่างกันอย่างไร? การลงทุนสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักคือ การลงทุนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของระยะเวลา ผลตอบแทน และความเสี่ยง การลงทุนระยะสั้นมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนในช่วงเวลาไม่เกิน 3 เดือนถึง 3 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องและอาจต้องการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ ตัวอย่างการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ตราสารหนี้ระยะสั้น หุ้นกู้ระยะสั้น การซื้อขายหุ้นแบบรายวัน การซื้อขายใบจองอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในค่าเงินหรือค่าเงินดิจิทัล ส่วนการลงทุนระยะยาว คือการวางแผนลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและบรรลุเป้าหมายในระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป หรือบางกรณีอาจนานถึง 5-10 ปี หรือมากกว่านั้น การลงทุนแบบนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการสะสมความมั่งคั่ง เช่น การเตรียมเงินเพื่อเกษียณ หรือการสะสมทรัพย์สินขนาดใหญ่ ตัวอย่างการลงทุนระยะยาว ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ อสังหาริมทรัพย์ และของมีค่า เช่น ทองคำ ตราสารหนี้และพันธบัตร: ทางเลือกที่มั่นคงสำหรับนักลงทุนมือใหม่? ตราสารหนี้และพันธบัตรเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัยของเงินต้น [...]

22/4/2568 • โดย Homeday
การกู้ซื้อบ้านเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ต้องอาศัยการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการเลือกอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่เหมาะสม เพราะดอกเบี้ยคือต้นทุนสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในระยะยาว บทความนี้จะอธิบายประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน วิธีการคำนวณ อัปเดตอัตราดอกเบี้ยล่าสุดปี 2568 และเคล็ดลับการเลือกสินเชื่อบ้านให้ได้ดอกเบี้ยที่คุ้มค่าที่สุด ประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านมีอะไรบ้าง? สินเชื่อบ้านคือเงินกู้ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินปล่อยให้กับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรือที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้ 1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan) อัตราดอกเบี้ยคงที่คือดอกเบี้ยที่กำหนดให้คงที่ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง อาจเป็น 3 ปี 5 ปี หรือตลอดอายุสัญญา ทำให้ผู้กู้ผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน สามารถวางแผนการเงินได้แน่นอน โดยสามารถแบ่งย่อยได้เป็น: ดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา – คงที่ตลอดระยะเวลาผ่อน เช่น ดอกเบี้ย 5% ตลอด 20 ปี ดอกเบี้ยคงที่เฉพาะช่วงแรก – คงที่ในช่วง 1-5 ปีแรก แล้วปรับเป็นลอยตัว ดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันได – คงที่เป็นช่วง เช่น ปีแรก 2.5%, ปีที่สอง [...]

21/4/2568 • โดย Homeday
หากคุณกำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือสถานะเครดิตบูโรของคุณ เพราะนี่คือปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครดิตบูโร ตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญ วิธีตรวจสอบ ไปจนถึงเคล็ดลับในการรักษาและแก้ไขสถานะให้กลับมาปกติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อบ้านของคุณ เครดิตบูโรคืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อการขอสินเชื่อบ้าน? เครดิตบูโร (Credit Bureau) คือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจำกัด ซึ่งเป็นสถาบันที่มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ทุกประเภทของบุคคล ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์และกำหนดเป็นสถานะเครดิตบูโร ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตและภาระหนี้สินในปัจจุบันของแต่ละบุคคล เมื่อคุณยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน คอนโด รถยนต์ หรือแม้แต่การสมัครบัตรเครดิต สถาบันการเงินจะตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรของคุณเพื่อประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ หากคุณมีประวัติการชำระเงินที่ดี มีวินัยทางการเงิน ก็จะเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น โดยทั่วไปข้อมูลเครดิตจะถูกเก็บรักษาไว้ในระบบเครดิตบูโรเป็นระยะเวลา 3 ปี นับจากวันที่ปิดบัญชีสินเชื่อหรือชำระหนี้เสร็จสิ้น และจะถูกลบออกจากฐานข้อมูลโดยอัตโนมัติเมื่อครบกำหนด นั่นหมายความว่า แม้คุณจะเคยมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีในอดีต แต่หลังจากปิดบัญชีและผ่านไป 3 ปี ประวัติที่ไม่ดีนั้นก็จะหายไปจากระบบ ตัวเลขสถานะบูโรหมายถึงอะไร? แต่ละเลขมีความสำคัญอย่างไร? เมื่อคุณตรวจสอบเครดิตบูโร คุณจะพบตัวเลขที่ระบุสถานะของบัญชีสินเชื่อแต่ละรายการ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้มีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้: 10 หรือ 010: สถานะปกติ ไม่มีหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน (สถานะที่ดีที่สุด) 11 หรือ [...]

21/4/2568 • โดย Homeday
การมีบ้านเป็นของตัวเองถือเป็นความฝันของคนจำนวนมาก ทว่าคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะผ่อนบ้านได้?” เพราะการซื้อบ้านเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะด้านการเงิน บทความนี้จะแนะนำวิธีคำนวณความสามารถในการผ่อนบ้าน ปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อ รวมถึงการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกู้ เพื่อให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายและได้ที่อยู่อาศัยในฝันอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาในการให้สินเชื่อบ้าน ก่อนจะเข้าใจว่าเงินเดือนเท่าไหร่จึงเหมาะกับการผ่อนบ้าน ควรทำความเข้าใจปัจจัยที่ธนาคารใช้ประเมินความสามารถในการกู้ของคุณก่อน การให้สินเชื่อบ้านของธนาคารไม่ได้พิจารณาเพียงแค่รายได้เท่านั้น แต่มีหลายปัจจัยประกอบกัน ดังนี้ รายรับของผู้กู้ รายรับเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่ธนาคารพิจารณา โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดอัตราผ่อนรายเดือนไว้ที่ประมาณ 40% ของรายรับในแต่ละเดือน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน คุณจะสามารถผ่อนได้สูงสุดประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน สำหรับรายรับที่ธนาคารนำมาคำนวณนั้นรวมถึงเงินเดือนประจำ รายได้พิเศษที่สม่ำเสมอ และโบนัสประจำปี แต่สำหรับรายได้ที่ไม่แน่นอน ธนาคารอาจคิดเป็นเพียงบางส่วนหรือพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ รายจ่ายและภาระหนี้สินที่มีอยู่ ธนาคารจะตรวจสอบรายจ่ายและหนี้สินทั้งหมดของคุณ เพื่อประเมินว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คุณจะมีเงินเหลือพอสำหรับการผ่อนบ้านหรือไม่ โดยทั่วไป หลักการคิดจะเป็นดังนี้: เงินเดือน – หนี้สินปัจจุบัน = เงินคงเหลือจากนั้นในเงินคงเหลือ จะประเมินว่า 40% ของจำนวนนี้คือความสามารถในการผ่อนสูงสุด ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นพนักงานใหม่ มีเงินเดือน 20,000 บาท และมีหนี้สินอยู่ 5,000 บาทต่อเดือน เงินคงเหลือของคุณคือ [...]