
24/4/2568 • โดย Homeday
การคำนวณเงินผ่อนคอนโดต่อเดือนเป็นกระบวนการที่ต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านทั้งรายได้ ภาระหนี้ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานทางการเงินจะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเงินในอนาคต วิธีการคำนวณเงินผ่อนคอนโดต่อเดือน การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระเริ่มต้นจากการใช้สูตรมาตรฐานที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยึดถือ โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิ สูตรการคำนวณพื้นฐานมีดังนี้: ความสามารถในการผ่อนชำระ = (รายได้สุทธิ × 40%) – ภาระหนี้ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท และมีหนี้สินผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท จะคำนวณได้ว่า:(30,000 × 0.4) – 5,000 = 7,000 บาท/เดือนหมายความว่าสามารถผ่อนคอนโดได้สูงสุดเดือนละ 7,000 บาท โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน ปัจจัยที่ส่งผลต่อวงเงินกู้ซื้อคอนโด สถาบันการเงินใช้เกณฑ์พิจารณาหลายประการในการอนุมัติวงเงินกู้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคืออัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt Service Ratio) ซึ่งคำนวณจาก: DSR=(หนี้สินรวมรายได้รวม)×100 DSR=(รายได้รวม/หนี้สินรวม)×100ค่า DSR ที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 40% นอกจากนี้ประวัติการชำระหนี้ที่ปรากฏในเครดิตบูโรยังมีผลต่อการตัดสินใจของธนาคาร โดยเฉพาะการชำระหนี้ล่าช้าหรือผิดนัดจะลดโอกาสในการได้รับอนุมัติ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องคำนึงถึง นอกจากเงินผ่อนหลักแล้ว ผู้ซื้อต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น เงินดาวน์ [...]

23/2/2569 • โดย Homeday
ORN โชว์ผลการดำเนินงานปี 68 ทุบสถิติใหม่ทำ New High รายได้รวม 2,108 ล้านบาท กำไรสุทธิ 226 ล้านบาท พุ่ง 61.42% ผลงาน Q4/68 มีรายได้ 698 ล้านบาท กำไรโต 22.05% กวาดยอดขายสุทธิ 3,633 ล้านบาท รักษากำไรขั้นต้น 40% ย้ำสถานะการเงินแข็งแกร่ง ภาระหนี้ต่ำ กางแผนควบคุมต้นทุนรัดกุม อัดการตลาดเชิงรุก ลุยต่อยอดธุรกิจย่อยเต็มสูบ สร้างการเติบโตระยะยาว เตรียมเคาะจ่ายปันผลหุ้นละ 0.02 บาท นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 2,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,362 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น [...]

17/7/2568 • โดย Homeday
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับลูกค้า กับผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อบ้านสุขสันต์ ปี 2568” สำหรับผู้ที่ต้องการรีไฟแนนซ์ (ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น) รีไฟแนนซ์พร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ซ่อมแซม ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนอง โดยผู้ที่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA / MLTA) จะได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ ปีแรกเพียง 0.99% ต่อปี, ปีที่ 2 เท่ากับ 3.50% ต่อปี, ปีที่ 3 เท่ากับ 4.20% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 2.90%), ปีที่ 4 จนถึงตลอด อายุสัญญา กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR -1.00% ต่อปี, ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และซื้ออุปกรณ์ ฯ / ชำระหนี้ ฯ [...]

29/9/2568 • โดย Homeday
ในปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนแตะระดับสูงราว 90% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) รวมถึงนโยบายเข้มงวดด้านการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ส่งผลให้ผู้ซื้อบ้านจำนวนมาก “กู้ไม่ผ่าน” ถึงแม้จะมีรายได้ประจำและตั้งใจซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ประกอบกับเข้าใจและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขความกังวลใจของลูกค้า จึงมอบบริการพิเศษ “Home Financial Specialist” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ทำหน้าที่มากกว่าพนักงานขาย แต่เป็นเสมือน “เพื่อนคู่คิด” ที่พร้อมจะดูแลลูกค้าในทุกขั้นตอนด้านการเงิน ตั้งแต่การวางแผนเตรียมเอกสาร ประสานงานกับธนาคารไปจนถึงให้คำปรึกษาเรื่องการเงินหลังจากได้รับบ้าน เพื่อให้เส้นทางสู่การมีบ้านในฝันของลูกค้าราบรื่นและเป็นไปได้จริง นายชัชวีร์ พรปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หรือ COO บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยมากว่า 55 ปี เปิดเผยว่า “ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ชะลอตัว ไม่ใช่เพราะคนไม่อยากซื้อบ้าน แต่สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดเงื่อนไขด้านสินเชื่อบางประการ อาทิ การเตรียมพร้อมด้านเอกสาร หรือ ความกังวลในภาระหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เราจึงตั้งทีม “Home Financial Specialist” ขึ้นมา [...]

25/11/2567 • โดย Homeday
เดินทางมาถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการแม้จะมีการฟื้นตัวในบางกลุ่ม ทั้งจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ยังปรับลงไม่มากเท่าที่ควร เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ความต้องการในตลาดลักซ์ชัวรีแ

26/3/2568 • โดย Homeday
การรีไฟแนนซ์หนี้บ้านไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่สำคัญสำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการบริหารภาระหนี้อย่างชาญฉลาด การตัดสินใจรีไฟแนนซ์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 1. อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกถึงโอกาสในการรีไฟแนนซ์ หากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเดิมอย่างน้อย 0.5-1% ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจ การลดลงของอัตราดอกเบี้ยจะช่วยให้คุณประหยัดเงินจากดอกเบี้ยในระยะยาว สิ่งที่ควรคำนึง เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันกับสัญญาเดิม คำนวณผลประหยัดที่จะได้รับ พิจารณาค่าธรรมเนียมการรีไฟแนนซ์ 2. ฐานะทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาที่รายได้เพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลง เป็นโอกาสที่ดีในการรีไฟแนนซ์ การมีเครดิตสกอร์ที่ดีขึ้นจะช่วยให้ได้เงื่อนไขที่ดีจากสถาบันการเงิน ปัจจัยสำคัญ เครดิตสกอร์สูงขึ้น รายได้เพิ่มมากขึ้น หนี้สินอื่นลดลง 3. ต้องการลดค่างวดรายเดือน การรีไฟแนนซ์สามารถช่วยลดภาระค่างวดรายเดือนได้ โดยการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระหรือได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ซึ่งส่งผลให้เงินงวดต่อเดือนลดลง วิธีลดค่างวด ขอวงเงินใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ เลือกประเภทสินเชื่อที่เหมาะสม 4. ต้องการเปลี่ยนประเภทสินเชื่อ บางครั้งการเปลี่ยนประเภทสินเชื่อจากดอกเบี้ยลอยตัวเป็นดอกเบี้ยคงที่ หรือในทางกลับกัน อาจช่วยให้บริหารการเงินได้ดียิ่งขึ้น ข้อพิจารณา ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย แผนการเงินระยะยาว ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 5. มีเงินก้อนเพื่อลดเงินต้น หากมีเงินออมหรือเงินก้อนพิเศษ การนำมาลดเงินต้นควบคู่กับการรีไฟแนนซ์จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว กลยุทธ์การใช้เงินก้อน ลดเงินต้นควบคู่กับรีไฟแนนซ์ ลดระยะเวลาการผ่อนชำระ ลดภาระดอกเบี้ยรวม 6. ต้องการรวมหนี้ การรีไฟแนนซ์สามารถช่วยรวมหนี้จากแหล่งอื่นเข้ากับสินเชื่อบ้าน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและบริหารหนี้ได้ง่ายขึ้น ประโยชน์ของการรวมหนี้ [...]

6/8/2568 • โดย Homeday
SC Asset ยกขบวนบ้านหรูและทาวน์โฮม จัดแคมเปญ “READY TO LIVE” บ้านแต่งครบพร้อมอยู่ทันที ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ “เวลา” และ “ความสบายใจ” เป็นสิ่งสำคัญ ชูแนวคิด Fully Furnished Thoughtfully Designed ด้วยทีมสถาปนิก มัณฑนากร และวิศวกรมืออาชีพที่ใส่ใจ ทุกรายละเอียดในการออกแบบและตกแต่ง พิเศษสำหรับผู้โอนกรรมสิทธิ์ภายใน 30 ก.ย. 68 รับฟรีค่าส่วนกลาง ค่าโอน ค่าจดจำนอง และสามารถกู้ได้เต็ม 100% ของราคาบ้านแต่ง ลดภาระค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการตกแต่งเอง “เพราะชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทันที ที่บ้านเอสซี” บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด [...]

12/3/2568 • โดย Homeday
สัญญาเช่า: การใช้งานโดยไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ สัญญาเช่าเป็นข้อตกลงทางกฎหมายที่ให้สิทธิผู้เช่าในการใช้ทรัพย์สินของผู้ให้เช่าชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยมีการชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี ลักษณะสำคัญของสัญญาเช่ามีดังนี้: สิทธิการใช้งาน: ผู้เช่ามีสิทธิใช้ทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ ความยืดหยุ่น: สามารถย้ายออกเมื่อครบสัญญาได้โดยไม่มีภาระผูกพัน ค่าใช้จ่าย: ชำระเพียงค่าเช่าและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลา: มักมีการทำสัญญาระยะสั้น ตั้งแต่ 1-3 ปี ข้อดีของสัญญาเช่า มีความคล่องตัวสูง ไม่ต้องรับภาระในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย ลดภาระทางการเงินระยะยาว ข้อจำกัดของสัญญาเช่า ไม่มีสิทธิในการปรับปรุงหรือดัดแปลงสถานที่ อาจถูกขอขึ้นค่าเช่าได้เมื่อสิ้นสุดสัญญา ไม่ได้สร้างทรัพย์สินหรือมูลค่าเพิ่มให้ตนเอง สัญญาเช่าซื้อ: ก้าวแรกสู่การเป็นเจ้าของ สัญญาเช่าซื้อเป็นข้อตกลงที่มีความซับซ้อนมากกว่าสัญญาเช่าปกติ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เช่าสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินในอนาคต ลักษณะสำคัญประกอบด้วย: สิทธิการเป็นเจ้าของ: มีสิทธิที่จะซื้อทรัพย์สินเมื่อครบเงื่อนไขในสัญญา การชำระเงิน: ประกอบด้วยค่าเช่าและเงินส่วนหนึ่งที่นำไปคำนวณเป็นมูลค่าของทรัพย์สิน ระยะเวลา: มักมีสัญญาระยะยาว 5-30 ปี การโอนกรรมสิทธิ์: เมื่อชำระครบตามเงื่อนไข จะได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์ ข้อดีของสัญญาเช่าซื้อ มีโอกาสเป็นเจ้าของทรัพย์สินในอนาคต สามารถปรับปรุงหรือตกแต่งได้ภายใต้ข้อตกลง สร้างทรัพย์สินและมูลค่าเพิ่มให้ตนเอง มีการผ่อนชำระที่ยาวนานกว่าสินเชื่อทั่วไป ข้อจำกัดของสัญญาเช่าซื้อ ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงกว่าการซื้อปกติ หากผิดนัดชำระอาจถูกยึดทรัพย์ มีข้อผูกพันทางกฎหมายที่ซับซ้อน การเลือกระหว่างสัญญาเช่าและสัญญาเช่าซื้อ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ: สถานะทางการเงิน เป้าหมายระยะยาว [...]

17/4/2568 • โดย Homeday
สำหรับคนที่ฝันอยากเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนตัดสินใจซื้อคือเรื่องของเงินดาวน์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย การวางแผนทางการเงินสำหรับเงินดาวน์ที่ดีจะช่วยให้การซื้อคอนโดเป็นไปอย่างราบรื่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น บทความนี้จะแนะนำทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเงินดาวน์คอนโด ตั้งแต่ความหมาย วิธีการจ่าย ขั้นตอนต่างๆ รวมไปถึงเคล็ดลับในการบริหารจัดการเงินดาวน์อย่างมีประสิทธิภาพ เงินดาวน์คอนโดคืออะไร? ทำไมต้องวางเงินดาวน์ก่อนซื้อ เงินดาวน์คอนโด คือ เงินก้อนที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นหลักประกันในการจองห้องชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงการ Pre-sale หรือโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เงินดาวน์นี้จะถูกนำไปหักจากราคาห้องที่จองไว้ ทำให้วงเงินกู้ลดลงและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น การวางเงินดาวน์คอนโดมีความสำคัญเพราะเป็นการแสดงเจตนาและความจริงจังในการซื้อ อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการลดภาระในการผ่อนชำระในระยะยาว เนื่องจากเงินกู้ที่น้อยลงย่อมส่งผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายน้อยลงด้วย นอกจากนี้ การวางเงินดาวน์ยังช่วยให้ผู้ซื้อสามารถทำสัญญาและโอนย้ายเพื่อเข้ามาอยู่ได้ทันทีเมื่อคอนโดสร้างเสร็จ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเงินดาวน์คอนโดต้องจ่ายให้กับธนาคารเหมือนการผ่อนคอนโดทั่วไป แต่ความจริงแล้วการผ่อนคอนโดกับการผ่อนดาวน์คอนโดเป็นเงินคนละส่วนกัน ผู้ซื้อจะต้องจ่ายหรือผ่อนเงินดาวน์ให้กับโครงการคอนโดโดยตรง ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติม ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการดาวน์คอนโด? โดยทั่วไปแล้ว เงินดาวน์คอนโดจะอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของราคาห้องที่ต้องการซื้อ ซึ่งจำนวนเงินจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับราคาของโครงการนั้นๆ บางโครงการอาจมีโปรโมชั่นเรียกเก็บเงินดาวน์น้อยกว่านี้เพื่อดึงดูดลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย สำหรับค่างวดในการผ่อนดาวน์ในแต่ละเดือนจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการทำสัญญาและรูปแบบการผ่อนดาวน์ที่คุณเลือก ยิ่งระยะเวลาผ่อนดาวน์นานเท่าไร ค่างวดก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หากซื้อคอนโดราคา 4,500,000 บาท และต้องวางเงินดาวน์ 10% คือ 450,000 บาท ถ้าเลือกผ่อนดาวน์เป็นเวลา 30 เดือน จะต้องจ่ายเดือนละ 15,000 บาท [...]

15/4/2568 • โดย Homeday
การซื้อบ้านหลังแรกถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตที่ต้องอาศัยการวางแผนรอบคอบ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมทางการเงิน การเลือกทำเล ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพก่อนตัดสินใจ บทความนี้รวบรวมคำแนะนำสำคัญที่จะช่วยให้คุณเลือกซื้อบ้านหลังแรกได้อย่างมั่นใจ พร้อมเทคนิคที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้บ้านหลังแรกของคุณเป็นมากกว่าแค่ที่พักอาศัย แต่เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว การเงินเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการซื้อบ้านหลังแรกจริงหรือไม่? การเตรียมความพร้อมทางการเงินถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่คุณควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหลังแรก เนื่องจากการผ่อนบ้านเป็นภาระผูกพันทางการเงินในระยะยาว โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 30 ปี ดังนั้น การมีความมั่นคงในหน้าที่การงานและรายได้ที่สม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การประเมินสถานะทางการเงินควรเริ่มจากการบันทึกรายรับและรายจ่ายประจำเดือนอย่างละเอียด ทั้งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หนี้บัตรเครดิต และหนี้สินอื่นๆ จากนั้นคำนวณเงินที่เหลือเพื่อดูว่ามีเพียงพอสำหรับการผ่อนบ้านหรือไม่ โดยทั่วไปแล้ว ธนาคารจะกำหนดให้ภาระการผ่อนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิต่อเดือน นอกจากนี้ คุณควรเตรียมเงินออมสำหรับเงินดาวน์บ้านซึ่งปกติอยู่ที่ 10-20% ของราคาบ้าน และยังควรมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง และค่าตกแต่งบ้านหลังการซื้อ การมีเงินสำรองที่เพียงพอจะช่วยให้คุณไม่เกิดปัญหาทางการเงินในระยะยาว จะประเมินความสามารถในการผ่อนบ้านได้อย่างไร? การประเมินความสามารถในการผ่อนบ้านเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้คุณเลือกบ้านที่มีราคาเหมาะสมกับกำลังทรัพย์ของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต สูตรที่ใช้คำนวณความสามารถในการผ่อนบ้านคือ (เงินเดือน – ภาระหนี้สินต่อเดือน) x 40% = ความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ 40,000 บาทต่อเดือนและไม่มีภาระหนี้สิน คุณจะสามารถผ่อนบ้านได้ประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน แต่หากมีภาระหนี้สินอื่น เช่น [...]

1/10/2567 • โดย Homeday
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้าน ภายใต้ปรัชญาที่จะไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม (Moral Hazard) ของผู้มีภาระหนี้สิน โดยจะดำเนินการผ่านสถาบันการเงินของรัฐ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ข

3/7/2568 • โดย Homeday
ในยุคที่ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง การกู้ยืมเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการใช้บัตรเครดิต ต่างมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตทางการเงินของคนยุคนี้ แต่ก่อนจะตัดสินใจกู้เงิน หรือรูดบัตรเครดิต สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจเรื่อง “ดอกเบี้ย” ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระหนี้จนเกิดทุกข์ ดอกเบี้ยมีหลายแบบ เข้าใจให้ถูก ช่วยประหยัดเงินจริงดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้แน่นอนตั้งแต่เริ่มต้นจนจบสัญญา ผู้กู้จึงสามารถวางแผนผ่อนชำระได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของดอกเบี้ยในตลาด เหมาะกับผู้ที่ต้องการความแน่นอนทางการเงิน อย่างสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ได้แก่ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อแบบมีหลักประกัน ได้แก่ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ตรงกันข้ามกับแบบแรก ดอกเบี้ยลอยตัวจะปรับขึ้นลงตามภาวะตลาดการเงิน ซึ่งอิงกับตัวเลขมาตรฐานของแต่ละสถาบันการเงิน เช่น - MLR (Minimum Loan Rate) สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี - MOR (Minimum Overdraft Rate) สำหรับลูกค้ารายใหญ่ทั่วไป - MRR (Minimum Retail Rate) สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ใครเลือกใช้สินเชื่อแบบดอกเบี้ยลอยตัว จึงต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อยอดผ่อนชำระในอนาคตโดยตรง รู้ทันวิธีคิดดอกเบี้ย [...]