จุดเริ่มต้นภารกิจ ในบทบาทนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร “สุนทร สถาพร” เกิดขึ้นนับจากมติจากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประกาศให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ต่ออีกหนึ่งวาระการทำงาน ปี 2569–2571 ท่ามกลางโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้น ในวันที่เศรษฐกิจยังมีแรงกดดันจากผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้านอย่างรอบคอบมากกว่าเดิม ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

คำถามสำคัญคือ “สมาคมฯ จะปรับธุรกิจอย่างไรให้เติบโตได้ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไป”
“สุนทร” กล่าวว่า วาระแรกในบทบาทนายกสมาคมฯ ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการเสนอและผลักดันมาตรการเพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการรณรงค์ Greener Thai Home เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ
ต่อเนื่องถึงภารกิจในวาระที่ 2 โดยมุ่งเน้นไปที่ Digital Transformation และ Green Transformation ซึ่งจะทำงานผ่าน 2 คีย์เวิร์ดสำคัญ คือ “ปลดล็อก-ยกระดับ” เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยในไทย

“ปลดล็อก” อุปสรรค และประคับประคองตลาดให้มีความเสถียรมากขึ้น
โดยวางเป้าหมายดำเนินภารกิจเป็นการเร่งด่วน เพื่อติดตามผลของมาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ ทั้งมาตรการ LTV การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อประเมินผลต่อการฟื้นตัวของตลาดและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอุปสรรคที่ยังคงมีอยู่
สมาคมฯ เตรียมเสนอแนวทาง ปรับโครงสร้างสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อปลดล็อกข้อจำกัด และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในทุก Segment สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ในฝั่งผู้ประกอบการ สมาคมฯ เตรียมปลดล็อกศักยภาพ ด้วยการ Upskill และเพิ่ม Productivity ของผู้ประกอบการทุกขนาด เพื่อให้สามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันรูปแบบใหม่ได้มากขึ้น
นอกจากนี้ จะมีการติดตามผลของมาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ ทั้ง LTV การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการสามารถส่งผ่านไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการจริง
ขณะเดียวกันจะร่วมกับภาครัฐจัดระเบียบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์ เพื่อให้การลงทุนและการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติอยู่บนระบบที่ถูกต้อง
“สมาคมฯ จะร่วมกับภาครัฐในการ จัดระเบียบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้มีความชัดเจนและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวม”
“ยกระดับ” ธุรกิจบ้านจัดสรรสู่ Digital Filing สู่ One Stop Service–Green to Net Zero
ในระยะยาว สมาคมฯ เตรียมผลักดัน Electronic/Digital Filing เพื่อวางรากฐานไปสู่ One Stop Service ลดขั้นตอน ลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความโปร่งใสในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
พร้อมทั้ง ผลักดัน Digital Transformation จาก Green สู่ Net Zero โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดการใช้พลังงานและลด Carbon Footprint ของบ้าน และโครงการที่อยู่อาศัย ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการอาคารและการอยู่อาศัย

โดยเป็นการวางแนวทางเพื่อสอดรับกับเทรนด์การอยู่อาศัยยุคใหม่ Smart Home–AI–Solar เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยน “บ้าน” สู่ระบบที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ
“Smart Home, Energy Efficiency, Solar, AI และระบบบริหารจัดการอาคาร จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาโครงการและประสบการณ์การอยู่อาศัย ขณะที่แนวคิด Green Housing จะพัฒนาไปไกลกว่าการสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงาน เปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร ลดต้นทุน และลด Carbon Footprint ตลอดวงจรชีวิตของโครงการ ส่งผลให้ทิศทางของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไปจะไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องทำเลและราคา แต่ให้ความสำคัญกับ เทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และคุณภาพชีวิต มากขึ้น”
โดยสมาคมฯ จะร่วมทำงานกับภาครัฐในการผลักดัน กฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานใหม่ ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของผู้บริโภค
“วาระที่สอง เตรียมเดินหน้าในบทบาทของการช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น ไปสู่การสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยแข่งขันได้ในระยะยาว โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการเงิน และผู้ประกอบการทุกขนาดอย่างใกล้ชิด”
วิเคราะห์ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งหลัง ปี 2569 และปี 2570
สถานการณ์ตลาดบ้านจัดสรร ในมุมมอง “สุนทร” สะท้อนว่าช่วง Q4/2569 ตลาดบ้านจัดสรรเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐ แต่ยังเป็นการฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและเลือกซื้อ ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบ Boom ที่ภาวะเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด
สอดรับกับข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า H1/2569 การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอยู่ที่ 167,665 หน่วย เพิ่ม 17.6% และมีมูลค่า 429,839 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% โดยบ้านจัดสรร คิดเป็น 70% ของมูลค่าการโอน ขณะที่คอนโดมิเนียมเติบโตเร็วกว่าในเชิงจำนวนและมูลค่า ขณะที่ตลาดต่างชาติ H1/69 การโอนคอนโดของต่างชาติปรับตัวลดลง 8.8%
ปี 2570 REIC คาดว่ามูลค่าการโอนจะเพิ่มขึ้น 3.1% เป็นมูลค่า 908,358 ล้านบาท แต่จำนวนหน่วยลดลง 0.9% เหลือ 320,617 หน่วย สะท้อนว่าตลาดบ้านจัดสรรโดยรวมจะเติบโตจาก มูลค่าและราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น มากกว่าการเพิ่มจำนวนหน่วย ขณะที่สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ คาดว่า เพิ่มขึ้น 2% คิดเป็น 582,688 ล้านบาท
ส่วน GDP คาดการณ์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ระบุว่า ปีนี้มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.4% จากเดิม 2% ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวก แต่โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยยังอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำและการกระจายประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“Q4 ปีนี้เป็นช่วงสร้างฐานการฟื้นตัว และปี 2570 ตลาดโดยรวมน่าจะดีขึ้น แต่จะเป็นการฟื้นแบบ Selective โดย Mass–Middle และเรียล ดีมานด์ เป็นตัวหลัก ส่วนตลาดลักชัวรี และกำลังซื้อจากต่างชาติจะเลือกเฉพาะโปรดักต์ และทำเลที่มีคุณภาพ”
ดังนั้น ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในปี 2570 จะเป็นการฟื้นแบบมีคุณภาพมากกว่าการขยายตัวด้านจำนวน ซึ่งผู้ประกอบการต้อง “ปรับตัว” เปลี่ยนจากการเน้น Quantity ไปสู่ Quality of Growth และ Quality of Living
การก้าวสู่บทบาทนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร วาระที่ 2 ของ “สุนทร สถาพร” ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาเติบโต แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างใหม่ที่ยั่งยืน เท่าเทียม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืน

















