“ซีเจ” ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 80,000 ล้านบาท ปี 2570 แตะ1 แสนล้านบาท พร้อมเร่งเปิดสาขาใหม่ 700 แห่ง เน้นภาคใต้ เตรียมลงทุนคลังสินค้าแห่งใหม่ รองรับการเติบโต ขณะที่แผนนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงเป้าหมายภายในปี 2572 โดยศึกษาทางเลือกทั้งตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ หลังได้รับการทาบทามจาก HKEX, SGX และ NASDAQ พร้อมเปิดตัวของดีติดดาว เปิดช่องทางสินค้าชุมชนนำสู่ตลาด
นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เปิดเผยว่า ธุรกิจซีเจตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 80,000 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย หลังช่วง 8 เดือนแรกมียอดขายแล้วประมาณ 50,000–60,000 ล้านบาท

สำหรับปี 2570 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 100,000 ล้านบาท พร้อมขยายสาขาใหม่อีก 700 แห่ง จากแผนปี 2569 ที่จะเปิดประมาณ 500 แห่ง โดยคาดว่าสิ้นปี 2569 ซีเจจะมีสาขารวมประมาณ 2,500 แห่งทั่วประเทศ เพิ่มจากปัจจุบันที่มีราว 2,100 แห่ง
ปัจจุบัน ซีเจมีฐานสมาชิกประมาณ 12–13 ล้านคน โดยช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 บริษัทจะเร่งขยายสาขาในภาคใต้ เตรียมเปิดสาขาแรกที่จังหวัดภูเก็ตช่วงปลายปีนี้ ก่อนทยอยขยายไปยังจังหวัดอื่นในภูมิภาค
การเปิดสาขาใหม่ใช้งบลงทุนเฉลี่ย 9–10 ล้านบาทต่อสาขา ไม่รวมการลงทุนด้านคลังสินค้า ขณะที่ในปี 2570 บริษัทอาจพิจารณาก่อสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ในภาคเหนือหรือภาคใต้ เพื่อรองรับการขยายเครือข่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า
“ซีเจ” คงแผนเข้าตลาดหุ้นปี 2572 เปิดทาง ไทย–ต่างประเทศ
นายเสถียรกล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้บริษัทจะเลื่อนแผนนำธุรกิจซีเจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ยังคงเป้าหมายเข้าตลาดหุ้นภายในปี 2572 โดยอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเลือกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหุ้นต่างประเทศ
ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) และตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐฯ ได้เข้ามาพูดคุยและเชิญชวนให้ซีเจเข้าจดทะเบียน บริษัทจึงอยู่ระหว่างประเมินความเหมาะสมของแต่ละทางเลือก
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาคือการรับรู้แบรนด์ซีเจในกลุ่มนักลงทุนของแต่ละประเทศ แม้แบรนด์จะเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างชาติ แต่ในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยของบางประเทศอาจยังมีการรับรู้ไม่มากนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อความสนใจของนักลงทุนและการประเมินมูลค่าบริษัทหลังเข้าจดทะเบียน
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น หลังมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา บริษัทจึงยังไม่ปิดโอกาสการเข้าจดทะเบียนในประเทศไทย และอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลเพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังมุ่งสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจซีเจ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ กำลังซื้อชะลอตัว และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพ ทำให้ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย
ทั้งกลุ่มคาราบาวและธุรกิจซีเจจึงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ แม้ CBG ไม่มีภาระหนี้ และธุรกิจซีเจมีหนี้อยู่ในระดับไม่สูง แต่ยังต้องติดตามต้นทุนด้านการขนส่งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อต้นทุนของธุรกิจซีเจและกลุ่มคาราบาวประมาณ 0.5% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้
สำหรับธุรกิจของกลุ่ม CBG ในประเทศกัมพูชา บริษัทยังไม่มีแผนปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน แม้ผู้ประกอบการไทยบางรายจะเริ่มทยอยถอนการลงทุนออกจากกัมพูชา โดยบริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
CJ MORE เปิดเกมปั้นสินค้าชุมชนผ่าน “CJ STAR ของดีติดดาว”
นายเสถียร กล่าวต่อว่า CJ MORE เปิดโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” ดึงสินค้าชุมชนและสินค้าจากผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามาพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และบรรจุภัณฑ์ ก่อนนำเข้าจำหน่ายในร้าน CJ MORE โดยเริ่มนำร่อง 538 สาขา และมีแผนขยายไปยังเครือข่ายกว่า 2,100 สาขาทั่วประเทศ

ปัจจุบันมีสินค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 21 รายการ จากผู้ประกอบการ 14 ราย ครอบคลุมอาหาร ขนม เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดย CJ MORE จะใช้เครือข่ายร้านค้าช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้สินค้าที่ผ่านการคัดเลือก
โครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำสินค้าเข้าวางขาย แต่ยังครอบคลุมการปรับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการเตรียมความพร้อมด้านการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น
ในระยะแรก CJ MORE จะทดลองจำหน่ายสินค้าผ่าน 538 สาขา ก่อนประเมินผลและทยอยขยายไปยังสาขาอื่นทั่วประเทศ หากสินค้ามีศักยภาพเพียงพอ ยังมีแผนพิจารณาต่อยอดไปสู่ช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศในอนาคต
นำร่อง 538 สาขา ก่อนขยายสู่กว่า 2,100 สาขา
จุดสำคัญของโครงการอยู่ที่การใช้เครือข่ายสาขาของ CJ MORE เป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น จากเดิมที่อาจจำหน่ายอยู่เฉพาะในพื้นที่หรือผ่านช่องทางจำกัด
สินค้าที่เข้าร่วมโครงการในช่วงแรกมี 21 รายการ จากผู้ประกอบการ 14 ราย โดยแต่ละรายจะได้รับการพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับการวางจำหน่ายในร้านค้าปลีก ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า รูปแบบบรรจุภัณฑ์ และความพร้อมในการผลิตสินค้าให้เพียงพอกับจำนวนสาขา

CJ MORE ตั้งเป้าขยายโครงการให้ครอบคลุมผู้ประกอบการในหลายพื้นที่มากขึ้น พร้อมเพิ่มจำนวนสินค้าที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่เครือข่ายร้านในระยะต่อไป ปัจจุบันมีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 21 รายการ จากผู้ประกอบการ 14 ราย ครอบคลุมอาหาร ขนม เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมตั้งเป้าขยายโครงการทั่วประเทศและต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

















